Previous Next
  • 1
  • 2
  • 3
สอบกรมเจ้าท่าฮั้วพันล้าน ตำรวจป.ป.ป.เรียกบิ๊กแจง 5 พิรุธขุดลอก 7 ร่องน้ำ สอบกรมเจ้าท่าฮั้วพันล้าน ตำรวจป.ป.ป.เรียกบิ๊กแจง 5 พิรุธขุดลอก 7 ร่องน้ำ ตำรวจป.ป.ป.บี้สอบฮั้ว กรมเจ้าท่าจัดจ้างพิเศษกว่า 1,200 ล้านบาท ขุดลอก 7 ร่องน้ำ ชี้ 5 ข้อพิรุธสงสัยดินเลนที่ขุดลอกถึง 35... Read more
ป.ป.ช. มีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยึดทรัพย์ "สุพจน์" 17 กว่าล้านบาท ป.ป.ช. มีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยึดทรัพย์ "สุพจน์" 17 กว่าล้านบาท ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)... Read more
เครือข่ายผู้ปกครองยื่นปปง. สอบ 20 โรงเรียนดังรับแป๊ะเจี๊ยะ "เตรียมอุดม-หอวัง-สวนกุหลาบ" พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ หรือ ภตช. และเครือข่ายผู้ปกครองยื่นเรื่องให้ปปง.... Read more
พลิกสำนวนคดีปล้นบ้านปลัดคมนาคม ลุ้นระทึก 24 พ.ค.! ป.ป.ช.ชี้ชะตา "สุพจน์" ปมร่ำรวยผิดปกติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) จะมีมติชี้ขาดคดีนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ช่วยราชการสำนักนักนายกรัฐมนตรี กรณีถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติในเวลา 13.00น. วันที่ 24... Read more
เลขาฯปปท.นัดหารือปปง.สอบโรงเรียนดังเรียกแป๊ะเจี๊ยะ พ.ต.อ.ดุษฏี อารยวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือป.ป.ท. เปิดเผยว่า หลังจากรัฐบาล โดยป.ป.ท. ได้เปิดสายด่วน 1206 รับร้องเรียนการทุจริตในภาครัฐ เมื่อวันที่ 18... Read more
"ปราบโกง" เริ่มที่นักการเมือง ทวี มีเงิน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมารัฐบาลมีโครงการรณรงค์ให้การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นเป็น "วาระแห่งชาติ" มี "นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"... Read more
ต้นทางคอร์รัปชั่น จ่าบ้าน  ว่าถึงเรื่องปราบคอร์รัปชั่น อยู่หยกๆ จู่ๆ ก็มีเรื่องต่อเนื่องที่ร้ายแรงกว่าคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นในหมู่ข้าราชการระดับสูงมีตำแหน่งเป็นพันตำรวจเอกที่ก่อคดีปล้นทรัพย์รถบรรทุกเงิน... Read more
เชื้อทุจริต  บทบรรณาธิการ ข่าวสด   ในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งที่ผ่านมา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แสดงความไม่พอใจต่อการรายงานสถานการณ์ภัยแล้ง ที่กระทรวงมหาดไทยเสนอเข้าครม.เป็นวาระเพื่อทราบ... Read more
ย้อนรอยคดีพี่น้อง "ลาภวิสุทธิสิน" ย้อนรอยคดีพี่น้อง "ลาภวิสุทธิสิน" 8 ปีที่ผ่านมา ใกล้หมดเวลาปิคนิค ชื่อ ของ บมจ.ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น หรือ PICNI นั้นถือได้ว่าเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง... Read more
มาเยี่ยมมาเยือน เมื่อวันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555 คณะของนายเซียะ ลี้กง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไต้หวัน ได้เดินทางมาแลกเปลี่ยนความรู้ในการทำงานกับเยาวชนและการจัดทำหลักสูตร “โตไปไม่โกง”... Read more
ตระกูล ‘ชินวัตร’ ไม่ต้องเสียภาษี! สรรพากรจัดให้ตระกูล ‘ชินวัตร’ ไม่ต้องเสียภาษี!"อธิบดีสรรพากร" จัดเต็มเพื่อ "ชินวัตร" ปล่อยผีภาษีโอนหุ้นชินคอร์ป 1.2 หมื่นล้านบาท ไปน้ำขุ่นๆ บอก "โอ๊ค-เอม" ไม่ใช่เจ้าของธุรกรรมจึงโมฆะ ส่วน "แม้ว"... Read more
ขจัดการทุจริตที่ยั่งยืน สวนดุสิตโพลชี้ ขจัดการทุจริตที่ยั่งยืน "ผู้ใหญ่" ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็ก  วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555    การทุจริต คอรัปชั่น เป็นปัญหาที่สำคัญที่สั่งสมมานานในสังคมไทย... Read more

ไฟเขียวอัยการฟ้องทุจริต

Details

ไฟเขียวอัยการฟ้องทุจริตกรุงไทยปล่อยกู้-บ้านเอื้ออาทร

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ประชุมร่วมอัยการ-ป.ป.ช. ได้ข้อยุติ คดีทุจริตกรุงไทยปล่อยกู้-บ้านเอื้ออาทร ให้อัยการสูงสุดฟ้องดำเนินคดี
นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด ประธานคณะทำงานอัยการรับผิดชอบคดีที่สร้างความเสียหายแก่รัฐ กล่าวถึงการพิจารณาสำนวนคดีการทุจริตปล่อยกู้สินเชื่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มูลค่า 9,000 ล้านบาทที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี , คณะกรรมการ (บอร์ด) บริหารธนาคาร และบริษัทเอกชน รวม 31 ราย ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา และทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ กรณีเรียกรับเงินจากบริษัทเอกชน ที่มีนายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับพวก ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา ว่า หลังจากที่คณะทำงานอัยการประชุมร่วมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อปรึกษาหาข้อยุติปัญหาข้อกฎหมายการสั่งคดีแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาอีกระยะที่คณะทำงานอัยการจะตรวจสำนวนเพื่อเสนอความเห็นให้นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด ว่า พยานหลักฐานที่คณะทำงานร่วมอัยการ - ป.ป.ช. รวบรวมส่งมาให้แล้วนั้นเพียงพอที่จะฟ้องผู้ถูกกล่าวหารายใดบ้าง ซึ่งอัยการจะดำเนินการให้เร็วที่สุด

ขณะที่แหล่งข่าวคณะทำงานอัยการรับผิดชอบคดีที่สร้างความเสียหายแก่รัฐ เปิดเผยถึงการประชุมร่วมคณะทำงานอัยการ กับนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา เรื่องข้อกฎหมายการพิจารณาสำนวนต่างๆ ที่ได้รับมาจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ว่า โดยการหารือของคณะทำงานอัยการ และ ป.ป.ช. บรรยากาศเป็นไปด้วยดี โดยทั้งสองฝ่ายเห็นควรที่อัยการและ ป.ป.ช. จะร่วมร่างระเบียบการสั่งคดีขึ้นมาเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ

เบื้องต้นเห็นว่าหลังจากคณะทำงานร่วม ป.ป.ช. - อัยการ รวบรวมประเด็นข้อไม่สมบูรณ์ในสำนวนแล้ว ให้อัยการสูงสุดมีเวลาที่จะพิจารณาสำนวนอีกครั้ง และหากอัยการมีความเห็นแตกต่างที่จะฟ้องผู้ถูกกล่าวหาบางคน ไม่ฟ้องทั้งหมด ก็ให้แจ้ง ป.ป.ช.ทราบ และเมื่อได้ข้อยุติแล้ว ให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนผู้กล่าวหาที่เหลือให้ ป.ป.ช.ใช้อำนาจยื่นฟ้องเอง แล้วเมื่อคดีเข้าสู่ศาลแล้วจึงจะยื่นคำร้องต่อศาลขอรวมคดีเป็นสำนวนเดียวกันในภายหลัง โดยการหารือครั้งนี้สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้เมื่อคณะทำงานอัยการ ได้รับสำนวนที่คณะทำงานร่วม ป.ป.ช.-อัยการ รวบรวมประเด็นสอบสวนเพิ่มเติมข้อไม่สมบูรณ์การทุจริตปล่อยกู้สินเชื่อ ธ.กรุงไทยฯ และทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรฯ ตั้งแต่เมื่อเดือน ก.พ.-มี.ค.ที่ผ่านมาแล้ว

คณะทำงานและอัยการสูงสุด เห็นว่า ยังมีปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจอัยการสูงสุด ในการพิจารณาสำนวนการสอบสวนเพิ่มเติมของคณะทำงานร่วม ป.ป.ช.-อัยการว่า อัยการสูงสุด มีความเห็นต่างได้หรือไม่ ก่อนที่จะยื่นฟ้อง ตามที่พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 97 วรรคสอง ที่บัญญัติไว้ว่า เมื่อคณะทำงานร่วมสองฝ่ายดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์แล้วส่งให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดีต่อไป ซึ่งฝ่ายอัยการเห็นว่า อัยการสูงสุดน่าจะพิจารณากลั่นกรองสำนวนได้อีกครั้งก่อนที่จะยื่นฟ้อง เพราะเห็นว่าพยานหลักฐานในสำนวนไม่เพียงพอที่ยื่นฟ้องศาลเอาผิดผู้ถูกกล่าวได้ทุกคน ซึ่งหากยื่นฟ้องโดยที่พยานหลักฐานและองค์ประกอบความผิดไม่ครบถ้วนก็อาจส่งผลต่อรูปคดีได้

บทบาท คตส.

Details

บทบาท คตส. กับเส้นทางปราบคอร์รัปชัน 

ต้องยอมรับว่า"รากเหง้า"ของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อเรื้อรังมาจนปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่มาจากการทุจริตคอร์รัปชันและการใช้อำนาจทางการเมืองไปแสวงหาประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง จนเป็นสาเหตุสำคัญนำไปสู่การรัฐประหาร เมื่อวันที่19 กันยายน2549 และมีการแต่งตั้ง "คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ" หรือ คตส. เพื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันโดยเฉพาะในเวลาต่อมา

ตั้งอัยการพิเศษทำคดีเฉพาะ

นายสัก กอแสงเรือง อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวในงานเสวนาหัวข้อ "วันนี้ ของ คตส. กับก้าวที่สองของการพัฒนาธรรมาภิบาล" จัดโดยศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล โครงการปรัชญาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมว่า ยังมีปัญหาติดขัดในขั้นตอนกระบวนการต่างๆอยู่มากถึงแม้คตส.จะได้รับอำนาจค่อนข้างกว้างขวาง แต่กลับได้รับความร่วมมือจากหน่วยงาน องค์กรต่างๆน้อยมากหรือช้ามาก แม้แต่การขอมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) การขอข้อมูลจาก กลต.ส่งผลให้การทำงานของของคตส.มีความล่าช้า

นอกจากนี้ยังมีปัญหาในเรื่องของกระบวนการดำเนินงาน และเห็นว่าถึงเวลาที่จะต้องมีการตั้งอัยการพิเศษขึ้นในการทำคดีเฉพาะ เพราะที่ผ่านมา คตส.เสียเวลากับสำนวนที่ไม่สมบูรณ์ไป 3-4 เดือน ไม่เช่นนั้นจะมีคดีจบอีกหลายคดี เหมือนอย่างกรณีของการจัดซื้ออุปกรณ์ตรวจวัตถุระเบิด CTX ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่มีคนในสำนักงานอัยการสูงสุดเข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการในบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. ด้วย

"ดังนั้นจึงสมควรหรือไม่ที่จะให้อัยการสูงสุดไปนั่งเป็นบอร์ดของรัฐวิสาหกิจ เพราะหากบอร์ดมีการกระทำผิดเกิดขึ้นแล้วจะชี้มูลกันอย่างไร ลูกน้องที่เป็นอัยการจะกล้าสั่งคดีหรือไม่"

ทั้งนี้ยังเห็นว่าการสร้างจิตสำนึกของคนไทยทั้งชาติให้มีจิตสำนึกร่วมกัน ว่าเงินที่ถูกทุจริตคอร์รัปชันนั้น ก็คือเงินของแผ่นดินที่ประชาชนเสียภาษี และเมื่อมีการทุจริตมากประชาชนก็จะต้องเสียภาษีมากขึ้น ฉะนั้นขอฝากให้ผู้ที่กำลังจะแก้กฎหมายด้วยว่า

คดีทุจริตคอร์รัปชันนั้นต้องไม่มีอายุความ และการพิสูจน์ในศาลคดีอาญาทางการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในกรณีร่ำรวยผิดปกติ หรือการจะเอาทรัพย์สินคืน ขอให้ประกอบด้วยสองเงื่อนไขคือ 1.ผู้ถูกกล่าวหานั้นต้องมีหน้าที่พิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินนั้นได้มาโดยชอบ 2.พิสูจน์ว่าเสียภาษีโดยชอบ หรือโดยเลี่ยง และถึงแม้ว่าเงินจะเป็นการทุจริตโดยชอบ แต่ยังไม่ได้เสียภาษีโดยชอบนั้น ควรจะจับเสียภาษีก่อนหรือไม่ หรือควรจะตกเป็นของแผ่นดินทันที

"เชื่อว่าในปี 2552 คดีร่ำรวยผิดปกติของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคดีหวยบนดิน น่าจะตัดสินได้เสร็จ เนื่องจากศาลได้นัดไต่สวนแล้ว"

สอบทรัพย์สินต้องเข้มข้น

ขณะที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภา(สว.)สรรหา เสนอว่าต้องการให้มีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองให้เข้มข้นมากกว่านี้ ซึ่งจากการตรวจสอบกรณีของคตส.พบว่าเป็นเรื่องที่มีการทุจริตเชิงนโยบาย เป็นการร่วมกันระหว่างนักการเมือง ข้าราชการ และพ่อค้า และเมื่อ 3 ส่วนนี้จับมือกันเมื่อไหร่ เอกสารพยานต่างๆจะหาได้อยากมาก

ปัจจุบันแม้จะมีกฎหมายการยื่นทรัพย์สินของนักการเมืองอยู่แล้ว แต่ก็ยังเห็นได้ชัดเจนกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่ายังมีทรัพย์สินอีกเป็นจำนวนมาก แม้ว่าภายหลังการรัฐประหารได้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว กลับไม่พบเครื่องบินส่วนตัว เหมือนที่ร.ท.หญิงสุนิสา เลิศภัควัต หรือ หมวดเจี๊ยบ เขียนไว้ในหนังสือเล่มล่าสุดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีเครื่องบินส่วนตัวในราคา 1,500 ล้านบาท บินไปประเทศอื่น ๆ

"ดังนั้นจึงอยากให้มีกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้นักการเมืองกอบโกยผลประโยชน์ได้อีกต่อไป ซึ่งถึงแม้ว่าวันนี้จะไม่มีพ.ต.ท.ทักษิณ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ระบอบที่คิดแบบ พ.ต.ท.ทักษิณ จะหมดไป"

ต้องคุ้มครองผู้ให้ข้อมูล

ด้านนายวิชา มหาคุณ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

เห็นว่า ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องการให้บุคคลในสำนักงานอัยการสูงสุด(อสส.)ไปนั่งในบอร์ดรัฐวิสาหกิจแต่ปัจจุบันก็ยังมีไปนั่งกันอยู่หลายที่ ซึ่งที่ผ่านมาได้เสนอในป.ป.ช.ว่าอำนาจของป.ป.ช.มีอำนาจสามารถตรวจสอบได้หรือไม่ว่า การที่อสส.ไปนั่งในบอร์ดรัฐวิสาหกิจนั้นขัดต่อกฎหมายอาญา ม.157 หรือไม่

"โดยส่วนตัวเห็นว่า อสส.ไม่สมควรไปนั่งเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากหากเกิดคดีความแล้วตนเองเป็นทนายของแผ่นดิน จะฟ้องตนเองได้อย่างไร และที่น่าสังเกตคือคนเหล่านี้จะไปนั่งเฉพาะในบอร์ดรัฐวิสาหกิจที่มีผลประโยชน์"

อย่างไรก็ตามในส่วนของป.ป.ช.อยู่ระหว่างการร่างกฎหมายเพื่อให้ความคุ้มครอง ต่อผู้ให้ข้อมูลของส่วนราชการ ซึ่งจะได้รับการคุ้มครองพิเศษ ไม่สามารถโยกย้ายออกจากตำแหน่งได้ในขณะที่มีการดำเนินคดีกับผู้ทุจริต นอกจากนี้หากคำให้การนำไปสู่การดำเนินคดีลงโทษได้ ก็สมควรได้รับรางวัลด้วย โดยกฎหมายที่เกี่ยวกับการให้ข้อมูลหรือเบาะแสนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมากในต่างประเทศ ซึ่งป.ป.ช.ทั่วโลกก็มีกฎหมายด้านนี้ 
นอกจากนี้ยังมีในเรื่องของข้อตกลงอนุสัญญาที่ว่าด้วยหลักการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่ประเทศไทยยังไม่ได้ลงนาม ซึ่งกฎหมายระหว่างประเทศนี้ถือว่ามีความสำคัญมาก และมีสหประชาชาติ เป็นผู้ให้การรับรอง โดยจะรับรองคุ้มครองถึงองค์กรที่ตรวจสอบด้วย

"อย่างสิงคโปร์เขาเข้มงวดมาก ราชการตั้งแต่ระดับต้น ซี 3 ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินทันที และจะตรวจสอบทุกปี โดยต้องชี้แจงที่มาของรายได้ที่เพิ่มขึ้นด้วย เพื่อป้องกันข้าราชการไม่ให้มีผลประโยชน์อย่างเด็ดขาด ขณะที่เกาหลีมีกฎหมายคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูลของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งประเทศไทยก็น่าจะทำได้"

จับตาคดีร่ำรวยผิดปกติ

นายวิชา ยังได้สรุปถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นขณะนี้ ว่ามีสาเหตุมาจากการทุจริตคอร์รัปชัน

โดยเฉพาะการทุจริตในคดีร่ำรวยผิดปกติ 76,000 ล้านบาท ที่ถือเป็นจุดตายหรือจุดเปลี่ยนของประเทศ ฉะนั้นขอให้ติดตามดูคดีนี้ให้ดี เพราะถือว่าเป็นการทำงานการตรวจสอบในกรณีต่างๆของ คตส.ที่มีประสิทธิภาพ แต่น่าห่วงเพราะเป็นคณะทำงานแบบชั่วคราวไม่มีกฎหมายรองรับที่จะช่วยในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้เมื่อ ป.ป.ช. ต้องรับช่วงการทำงานต่อจาก คตส. ทำให้กรรมการ ป.ป.ช. รู้สึกเครียดเพราะคนตั้งความหวังในการดำเนินคดีของ คตส.ว่าต้องสัมฤทธิ์ผล

ส่วนการทำงานของ ป.ป.ช. ในคดีต่อเนื่องจาก คตส. เป็นไปอย่างล่าช้า เพราะไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จอย่าง คตส.ที่จะตรวจสอบเอกสาร โดยเฉพาะเรื่องของภาษี เพราะไม่มีกฎหมายรองรับไว้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน และต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในการขอข้อมูล และกระบวนการตรวจสอบก็ขึ้นกับกระบวนการทางการเมือง จึงทำให้การทำงานต้องทำด้วยความระมัดระวังและมีวุฒิภาวะที่สูงมาก เดินเกมด้วยความระมัดระวังว่า จะได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่

ขณะเดียวกันเอกสารที่ได้รับมาจาก คตส.มีเป็นจำนวนมาก จึงต้องใช้เวลาตรวจสอบมาก

คตส.ตรวจสอบ 13 คดีทุจริต

ผลการดำเนินงานตรวจสอบคดีทุจริตของคตส.ก่อนส่งมอบงานให้ป.ป.ช. พบว่ามีการไต่สวนกรณีทุจริตไปแล้วรวม 13 คดี ประกอบด้วย

1.กรณีการจัดซื้ออุปกรณ์ตรวจสอบวัตถุระเบิด CTX (รวมสายพานลำเลียง) คตส.ได้สรุปสำนวนส่งให้อัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนกรณีนายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด คตส.ดำเนินการแยกฟ้องเอง (ไม่ผ่านเรื่องไปยังอัยการสูงสุด) แต่ มีข้อไม่สมบูรณ์ในประเด็น จึงมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันพิจารณา ซึ่งยังไม่มีข้อยุติ

2.กรณีท่อร้อยสายไฟใต้ดินสนามบินสุวรรณภูมิ คตส.ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดเมื่อ 13 มิ.ย.2551 แต่อัยการสูงสุดมีความเห็นว่ายังมีความไม่สมบูรณ์ จึงส่งเรื่องกลับไปให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบสวนเพิ่มเติม ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการทำงานร่วมของ ป.ป.ช.กับอัยการสูงสุด

3.กรณีการเลี่ยงภาษีเงินได้จากการขายหุ้น (หุ้นชินคอร์ป) ศาลอาญาตัดสินแล้วเมื่อ 31 ก.ค. 2551 พิพากษาให้จำคุกนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อดีตประธานกรรมการบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร อดีตภริยาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คนละ 3 ปี และนางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน เป็นเวลา 2 ปี จำเลยอุทธรณ์เมื่อ 20 พ.ย. 2551

4.กรณีเงินกู้ (Exim Bank) คตส.เสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุด และอัยการสูงสุดแจ้งข้อไม่สมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีได้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ตั้งคณะทำงานเพื่อหาข้อยุติร่วมกัน แต่ก็ไม่อาจจะหาข้อยุติในการฟ้องคดีได้ คตส.จึงได้ตั้งทนายความฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2551 และนัดหมายพิจารณาคดีครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2551 จำเลยไม่มาศาล ศาลจึงออกหมายจับจำเลย (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) และให้จำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวก่อนจนกว่าจะตามตัวจำเลยมาสอบคำให้การได้

5. กรณีการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว คตส.ได้ส่งสำนวนไปให้อัยการสูงสุด แต่อัยการสูงสุดมีความเห็นต่างในสำนวน คตส.จึงแต่งตั้งทนายความส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อ 28 ก.ค. 2551(นัดพิจารณาคดีนัดแรก 25 ก.ย.2551) แต่จำเลยที่ 1 (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร)ไม่มาศาล ศาลจึงออกหมายจับ และให้จำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวก่อน ส่วนจำเลยที่เหลือให้ดำเนินการต่อไปตามกระบวนการ

6.กรณีการจัดซื้อกล้ายาง คตส.ได้ส่งสำนวนไปให้อัยการสูงสุด แต่อัยการสูงสุด มีความเห็นต่างในสำนวน คตส.จึงแต่งตั้งทนายความส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อ 6 ส.ค. 2551 (นัดพิจารณาคดีนัดแรก 23 ก.ย. 2551 และมีกำหนดไต่ส่วนคดีในฝ่ายจำเลย - ทีหลัง ในช่วง 2 พ.ค. - 25 มิ.ย.2552)

7.กรณี การจ้างก่อสร้างและการจัดซื้ออุปกรณ์ห้องปฏิบัติการกลาง (Central Lab) ป.ป.ช.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงตามสำนวนที่ได้รับต่อจากการดำเนินงานของ คตส. 8.กรณี แอร์พอร์ตลิงค์ คดีอยู่ระหว่างการดำเนินงานของ ป.ป.ช. สรุปสำนวนเพื่อส่งให้อัยการสูงสุด 9. กรณีการปล่อยเงินกู้ธนาคารกรุงไทย (กฤษดามหานคร) อัยการสูงสุดร่วมกับ ป.ป.ช.พิจารณาข้อมูลเพิ่มเติมและอัยการสูงสุดฟ้องศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2552

10.กรณีการจัดซื้อจัดจ้างเอกชนโดยการเคหะแห่งชาติ (โครงการบ้านเอื้ออาทร) ป.ป.ช.มีมติส่งให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องร้องนายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กับพวก ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542

11.กรณีร่ำรวยผิดปกติ(76,000 ล้านบาท) การแปลงภาษีสรรพสามิตและอื่นๆ อัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องในประเด็นเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใดเข้าไปมีส่วนได้เสีย เพื่อประโยชน์ตัวเองหรือผู้อื่น เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีทุจริตออกกฎหมายแก้ไขสัมปทานโทรศัพท์มือถือ - ดาวเทียม เป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์ธุรกิจ บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) คดีนี้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองล่าสุดศาลนัดหมายไต่สวนฝ่ายจำเลยก่อนระหว่าง 16 ก.ค. - 29 ต.ค. 2552

12.กรณี การจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดผู้เกี่ยวข้องตาม พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 และกฎหมายอาญา พร้อมส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดไปส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ

13.กรณีการจัดซื้อที่ดินจากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (ที่ดินรัชดาภิเษก) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2551 ให้จำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 2 ปี ส่วนคุณหญิงพจมาน ให้ยกฟ้อง

  จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2421 26 เม.ย. - 29 เม.ย. 2552

นามยันหวยบนดินฝ่าฝืน พ.ร.บ.

Details

นามยันหวยบนดินฝ่าฝืน พ.ร.บ. กองสลาก

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์  22 เมษายน  2552

"นาม"ขึ้นศาลไต่สวนพยานคดีหวยบนดิน เบิกความสลากฝ่าฝืนพ.ร.บ.กองสลากด้าน "พงศ์เทพ" จำเลยร่วมใช้สิทธิ์ซักค้านนาม เผยเบิกความคลาดเคลื่อน

21เม.ย.ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง - องค์คณะผู้พิพกษาคดีทุจริตหวยบนดิน ได้ไต่สวนพยานโจทก์ครั้งแรก หลังจากที่ในช่วงเช้า ได้ให้โอกาสจำเลย แถลงเปิดคดีด้วยวาจาไปแล้ว ซึ่งช่วงบ่าย นายสิทธิโชค ศรีเจริญ ทนายความ ป.ป.ช. โจทก์ ได้นำนายนาม ยิ้มแย้ม ที่ปรึกษากระทรวงยุติธรรม และ อดีตประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ( คตส.) เข้าไต่สวนเป็นปากแรก เบิกความสรุปว่า คตส. มีอำนาจตรวจสอบและไต่สวน ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 ข้อ 5

โดยที่มาของการตรวจสอบเริ่มจากสำนักงานการตรวจเงินแผนดิน ( สตง.) ได้ทำการตรวจสอบการใช้จ่ายโครงการต่าง ๆ ประมาณ 33 เรื่อง แล้วได้ส่งมาให้ คตส. ซึ่งรับพิจารณาไว้ 13 เรื่องโดยมีคดีหวยบนดินรวมอยู่ด้วย แล้ว คตส. ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบและไต่สวนซึ่งคดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหารวม 49 ราย แต่ในชั้นไต่สวน อนุ คตส. เห็นว่า นายประมวล รุจนเสรี และ นายปองพล อดิเรกสาร ซึ่งตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาร่วมด้วยนั้น ไม่ได้เข้าร่วมประชุมครม. ในการอนุมัติโครงการ จึงไม่ชี้มูลความผิด ซึ่งที่ประชุม คตส. ชุดใหญ่มีมติเห็นชอบด้วย

ส่วนชั้นไต่สวนที่ให้โอกาสการแก้ข้อกล่าวก็มีผู้ถูกกล่าว หาบางราย แจ้งว่าไม่ได้ร่วมประชุม ครม. เช่นกันแต่ทั้งนี้ยังไม่มีเหตุผลรับฟังได้ ขณะที่การไต่สวนของ คตส. ยังเห็นว่า การออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 โดยไม่ใช่ลักษณะเดียวกับสลากกินแบ่งที่ออกสลากแล้วไม่มีวันขาดทุน เพราะจำกัดจำนวนพิมพ์ แต่เป็นสลากกินรวบมีโอกาสที่จะขาดทุนเพราะไม่จำกัดจำนวน ซึ่งการตรวจสอบของ คตส. พบว่า การจำหน่ายสลากบางงวดขาดทุน 600 - 800 ล้านบาท

นายนาม ยังเบิกความอีกว่า เมื่อไต่สวนแล้ว คตส. จึงมีหนังสือแจ้งกระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย เข้ามาร้องทุกข์ในฐานะผู้เสียหาย โดยไม่มีการบังคับแต่อย่างใด และ คตส. ไม่มีอำนาจสั่งการให้ กระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย เข้ามาร้องทุกข์ เป็นการส่งหนังสือแจ้งให้ทราบขอความร่วมมือที่จะเข้าร้องทุกข์ ซึ่งมูลค่าความเสียหาย คตส. ได้สรุปจากข้อมูลข้อเท็จจริงในการไต่สวน ไม่ใช่กรณีกระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย แจ้งขณะร้องทุกข์

โดยทนายความจำเลย ได้พยายามซักค้านเกี่ยวกับอำนาจ คตส. ซึ่งนายนาม ย้ำว่า เป็นไปตามประกาศ คปค. ข้อ 5 และเมื่อถูกถามเกี่ยวกับการพิจารณาสำนวนของคณะทำงานร่วม คตส. - อัยการ หลังจากอัยการแจ้งข้อไม่สมบูรณ์ 5 ข้อ นายนาม ย้ำว่า รายละเอียดปรากฏตามสำนวน โดยเมื่อคณะทำงานร่วมไม่สามารถหาข้อยุติได้ คตส. ได้ขอคืนสำนวนจากอัยการสูงสุด มายื่นฟ้องเอง เมื่อทนายความถามว่า การฟ้องเองได้ฟ้องภายใน 14 วันตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ นายนาม ตอบว่า กำหนด 14 วัน คือการฟ้องชั้นอัยการ ขณะที่นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรมว.ยุติธรรม จำเลยที่ 24 ได้ขออนุญาตองค์คณะซักถามนายนาม ได้ประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง

โดยถามนายนาม พร้อมอ่านข้อความตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 มาตรา 11 ระบุว่า เมื่อปรากฏข้อไม่สมบูรณ์ให้แต่งตั้งคณะทำงานร่วมพิจารณาสำนวนภายใน 14 วัน และหากคณะทำงานร่วมหาข้อยุติไม่ได้ ให้ ป.ป.ช. มีอำนาจยื่นฟ้องภายใน 14 วัน ว่านายนามเข้าใจคลาดเคลื่อนใช่หรือไม่ นายนาม จึงตอบว่า ได้เบิกความคลาดเคลื่อนไป

ทั้งนี้เมื่อไต่สวน นายนาม พยานโจทก์ปากแรกเสร็จสิ้น โจทก์ได้นำ นางนัยนา ปานสาคร หัวหน้าฝ่ายการเงิน สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เข้าไต่สวนต่อ

ปปช.ไม่กลับคำวินิจฉัย

Details

ปปช.ไม่กลับคำวินิจฉัยคำสั่งเชือดศุภรัตน์

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์   20  เมษายน  2552

"กล้านรงค์"ยันคำสั่งชี้มูลความผิด"ศุภรัตน์ ควัฒน์กุล"ลงมติเรียบร้อยแล้ว เผยหลักฐานใหม่ไม่มีความสำคัญต่อการกลับคำวินิจฉัย

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) 20เม.ย. - นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ปปช. ในฐานะโฆษก ปช.ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้า กรณีที่นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม โดยอ้างหลักฐานใหม่ เพื่อให้คณะกรรมการ ปปช. พิจารณากลับคำวินิจฉัยการลงมติชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง กรณีการแก้ไขหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสรรพากร โดยมิชอบ สมัยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ปปช.ชุดใหญ่ ได้ลงมติเรื่องดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้ว โดยพบว่า หลักฐานที่นายศุภรัตน์ ยื่นขอความเป็นธรรมมาใหม่นั้น มีทั้งข้อมูลหลักฐานเก่า ที่คณะกรรมการ ปปช.เคยพิจารณาไปแล้ว และมีหลักฐานใหม่บางส่วน

อย่างไรก็ตาม หลักฐานใหม่ดังกล่าวนั้น คณะกรรมการ ปปช.พิจารณาแล้ว เห็นว่า ไม่ใช่หลักฐานที่มีความสำคัญ ที่จะมีผลต่อการกลับคำวินิจฉัย ที่คณะกรรมการ ปปช.ได้ลงมติชี้มูลความผิดไปแล้วได้ จึงมีมติยืนยันตามคำวินิจฉัยเดิม คือ มีความผิดวินัยร้ายแรง และความผิดทางอาญา โดยให้ส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาลงโทษ ตามมติของคณะกรรมการ ปปช. และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีต่อไป

"หลังจากนี้ จะแจ้งมติดังกล่าวให้นายศุภรัตน์ ทราบต่อไป โดยคณะกรรมการ ปปช.จะแถลงข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว ให้ทราบอีกครั้ง ในวันที่ 21 เม.ย.นี้"

ป.ป.ท. จ้อง 8 รัฐวิสาหกิจใหญ่

Details

ป.ป.ท. จ้อง 8 รัฐวิสาหกิจใหญ่ ล้วงข้อมูลลึกหลังกลิ่นทุจริต 

ป.ป.ท. รุกตรวจสอบการทุจริตในรัฐวิสาหกิจ ถึงขั้นตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ ทุ่มกำลังพลเต็มพิกัด แยกดูรายธุรกิจ ลุยแล้วขอข้อมูลพื้นฐาน 58 รัฐวิสาหกิจ เจาะลึก 7-8 รัฐวิสาหกิจใหญ่ หลังกลิ่นโชย จากการร้องเรียนและมีการแจ้งเบาะแสทั้งจากคนในและคนนอก จับตาการบินไทย

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ให้สัมภาษณ์"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า หลังจากป.ป.ท.เปิดดำเนินการมาได้ 6 เดือน (ตุลาคม 2551 ) ได้ตรวจสอบไปแล้วหลายเรื่อง อาทิ กรณีซานติก้าผับ, นมโรงเรียน และล่าสุดอยู่ระหว่างการตรวจสอบการดำเนินงานของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.)ตามที่สมาชิกร้องเรียนไปแล้วนั้น

นอกจากนี้ป.ป.ท.ยังให้ความสำคัญกับการติดตามรัฐวิสากิจ จึงได้จัดตั้งเป็นหน่วยงานใหม่ขึ้นมาคือ "สำนักงานป้องกันปราบปรามการทุจริตภาครัฐ 3" เพื่อรับผิดชอบด้านรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะ เบื้องต้นมีทีมงาน 40 คน (จากทีมพนักงานทั้งหมด 246 คน )และในสายงานดังกล่าวจะแยกย่อยเจ้าหน้าที่เพื่อติดตามเป็นรายรัฐวิสาหกิจอีกด้วย

โดยขณะนี้ป.ป.ท. ได้เดินหน้าขอข้อมูลจากรัฐวิสาหกิจทั้ง 58 แห่งแล้ว เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการทำงาน และวิเคราะห์ ทั้งยังได้ขอข้อมูลเชิงลึก โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ 7-8 แห่ง หลังจากที่ป.ป.ท.ได้รับข้อมูลการร้องเรียนจากประชาชนทั่วไป ข้อมูลจากการแจ้งเบาะแสจากพนักงานในองค์กรรัฐวิสาหกิจนั้น ๆตลอดจนข้อมูลจากหน่วยการข่าวของป.ป.ท.เอง ซึ่งส่อถึงพฤติกรรมการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในกรอบการทุจริตรวมถึงการทำผิดกฎหมาย และการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎระเบียบ จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์กร

"หากสนใจขอข้อมูลเพิ่มจากรัฐวิสาหกิจไหนเป็นพิเศษ ป.ป.ท. จะเดินเรื่องขอเพิ่ม ส่วนข้อมูลในบางเรื่อง หากต้องการมากกว่านั้น ป.ป.ท.จะใช้วิธีการเข้าซักถามโดยตรงจากรัฐวิสาหกิจ ซึ่งก็ไม่มีหน่วยงานรัฐวิสาหกิจแห่งใดปฏิเสธหรือสงสัย ถือว่าได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี"

นายธาริต กล่าวต่อว่า ในส่วนของป.ป.ท.เองนั้น ยังมีข้อสงสัยต่อการปฏิบัติงานของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง ทั้งในเรื่องการจ่ายสวัสดิการ การให้อำนาจหน้าที่คณะกรรมการในการบริหาร ซึ่งขณะนี้ไม่แน่ใจด้านกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีที่คณะกรรมการ หรือบอร์ดรัฐวิสาหกิจหลายๆแห่ง บริหารในลักษณะที่ไม่ได้บริหารเองแต่เป็นการมอบอำนาจให้คณะอนุกรรมการ หรือให้กรรมการผู้จัดการบริหารแทนนั้น กรณีเช่นนี้จะถือว่าเป็นการกระทำตามกฎหมายหรือไม่ ป.ป.ท.จะดำเนินการตรวจสอบต่อไป

"ส่วนกรณีบมจ.การบินไทย ป.ป.ท.กำลังติดตามข้อมูลอยู่ อาทิ การให้สวัสดิการแก่ผู้บริหารและคนในครอบครัวแม้จะพ้นตำแหน่งไปแล้วก็ตาม"

นายธาริต กล่าวว่า สาเหตุที่ป.ป.ท. ขอข้อมูลเชิงลึกรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ 7-8 แห่ง นั้น เนื่องจากมีการร้องเรียนในเรื่องการทุจริตและเห็นว่ามีน้ำหนักควรแก่การตรวจสอบ ทั้งการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้าง การทุจริตเชิงนโยบาย หรือผลประโยชน์ทับซ้อน การเอื้อประโยชน์ให้ผู้บริหารหาประโยชน์โดยมิชอบ การเบียดบังงบประมาณแผ่นดินที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การตั้งบริษัทเพื่อถือหุ้นแทน (นอมินี) เพื่อรับงานประมูลต่างๆ และบางเรื่องก็เป็นเรื่องที่คลาสสิก (กรณีที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ) คือ การทำสัญญาระหว่างหน่วยงานราชการด้วยกัน ก็ทำกันแบบง่าย ๆโดยไม่มีการเปิดประมูล เช่น การจ้างมหาวิทยาลัยทำโฆษณา หรือทำวิจัยให้ แต่ใช้ชื่อมหาวิทยาลัยในนามเท่านั้น โดยที่ระดับผู้บริหารหลายหน่วยงาน ในหลายองค์กรมีผลประโยชน์ทับซ้อน

"ผู้ที่ร้องเรียนและให้เบาะแสเพื่อตรวจสอบรัฐวิสาหกิจ ส่วนใหญ่เป็นบุคคลในองค์กรของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ อีกทั้งการเข้าไปตรวจสอบรัฐวิสาหกิจก็ถือเป็นความตั้งใจส่วนตัวของผม เพราะรัฐวิสาหกิจยังไม่มีใครเข้ามาตรวจสอบ ป.ป.ท.จึงได้จัดหน่วยงานขึ้นมาเพื่อให้มีความชัดเจนในการทำงานมากขึ้น"

ด้านความคืบหน้าในการตรวจสอบกบข. โดยก่อนหน้านี้ ป.ป.ท.ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นมาแล้ว 6 คณะ โดยใช้คนในป.ป.ท.ทั้งหมด และเริ่มตรวจสอบแล้วตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม ตามที่"ฐานเศรษฐกิจ" นำเสนอข่าวไปก่อนหน้านั้น

นายธาริต กล่าวต่ออีกว่า สาเหตุที่ไม่ได้เชิญบุคคลภายนอกเข้าร่วม เนื่องจากมีการหารือเบื้องต้น จาก 3 ฝ่าย คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงยุติธรรม และตน โดยต่างมีความเห็นสอดคล้องกันว่าช่วงแรกป.ป.ท.อยากจะหาข้อมูลเบื้องต้นไปก่อนและควรตรวจสอบไปสักระยะหนึ่งตามลำดับก่อน จากนั้นจึงจะเชิญผู้เชี่ยวชาญจากตลาดทุนเข้ามาช่วย ซึ่งเตรียมที่จะเชิญไว้แล้ว

ด้านการทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบกบข.ทั้ง 2 ชุด คือ คณะกรรมการเฉพาะกิจที่กบข.ตั้งขึ้นเพื่อตรวจสอบตัวเอง และที่ป.ป.ท.ตั้งขึ้น ปัจจุบันมีการทำงานอย่างต่อเนื่องและมีความคืบหน้า โดยเฉพาะคณะกรรมการชุดที่ป.ป.ท.จัดตั้งขึ้นมานั้นแบ่งเป็น 6 ชุดย่อยแยกกันดูชุดละเรื่อง ซึ่งจะต้องสามารถตอบสาธารณชนได้ และแม้จะมีการจัดตั้งคณะตรวจสอบกบข.ถึง 2 ชุดก็น่าจะเป็นเรื่องดีของการทำงานที่จะทำคู่ขนานกันไป ไม่ถือเป็นการแข่งขันกันแต่อย่างไร

"แน่นอนที่สุดเรื่องนี้(ตรวจสอบกบข.)ป.ป.ท.คงไม่เป็นผู้ชี้ขาดเอง แต่จะต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญจากตลาดหลักทรัพย์ฯ , สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต. )และวิทยาลัยตลาดทุน (วตท.)ร่วมตรวจสอบด้วย อีกทั้งยังมีคณะกรรมการเฉพาะกิจที่กบข.ตั้งขึ้น ดังนั้นหากผลการตรวจสอบออกมามีความแตกต่างกัน ก็เชื่อว่าจะต้องถูกซักถามอย่างหนักแน่นอน ฉะนั้นการตรวจสอบของ ป.ป.ท. ก็จะต้องแน่นและแม่นยำ และต้องสามารถตอบคำถามได้" นายธาริต กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา  จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2418 16 เม.ย. - 18 เม.ย. 2552

   
© ALLROUNDER