Previous Next
  • 1
  • 2
  • 3
สอบกรมเจ้าท่าฮั้วพันล้าน ตำรวจป.ป.ป.เรียกบิ๊กแจง 5 พิรุธขุดลอก 7 ร่องน้ำ สอบกรมเจ้าท่าฮั้วพันล้าน ตำรวจป.ป.ป.เรียกบิ๊กแจง 5 พิรุธขุดลอก 7 ร่องน้ำ ตำรวจป.ป.ป.บี้สอบฮั้ว กรมเจ้าท่าจัดจ้างพิเศษกว่า 1,200 ล้านบาท ขุดลอก 7 ร่องน้ำ ชี้ 5 ข้อพิรุธสงสัยดินเลนที่ขุดลอกถึง 35... Read more
ป.ป.ช. มีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยึดทรัพย์ "สุพจน์" 17 กว่าล้านบาท ป.ป.ช. มีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยึดทรัพย์ "สุพจน์" 17 กว่าล้านบาท ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)... Read more
เครือข่ายผู้ปกครองยื่นปปง. สอบ 20 โรงเรียนดังรับแป๊ะเจี๊ยะ "เตรียมอุดม-หอวัง-สวนกุหลาบ" พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ หรือ ภตช. และเครือข่ายผู้ปกครองยื่นเรื่องให้ปปง.... Read more
พลิกสำนวนคดีปล้นบ้านปลัดคมนาคม ลุ้นระทึก 24 พ.ค.! ป.ป.ช.ชี้ชะตา "สุพจน์" ปมร่ำรวยผิดปกติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) จะมีมติชี้ขาดคดีนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ช่วยราชการสำนักนักนายกรัฐมนตรี กรณีถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติในเวลา 13.00น. วันที่ 24... Read more
เลขาฯปปท.นัดหารือปปง.สอบโรงเรียนดังเรียกแป๊ะเจี๊ยะ พ.ต.อ.ดุษฏี อารยวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือป.ป.ท. เปิดเผยว่า หลังจากรัฐบาล โดยป.ป.ท. ได้เปิดสายด่วน 1206 รับร้องเรียนการทุจริตในภาครัฐ เมื่อวันที่ 18... Read more
"ปราบโกง" เริ่มที่นักการเมือง ทวี มีเงิน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมารัฐบาลมีโครงการรณรงค์ให้การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นเป็น "วาระแห่งชาติ" มี "นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"... Read more
ต้นทางคอร์รัปชั่น จ่าบ้าน  ว่าถึงเรื่องปราบคอร์รัปชั่น อยู่หยกๆ จู่ๆ ก็มีเรื่องต่อเนื่องที่ร้ายแรงกว่าคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นในหมู่ข้าราชการระดับสูงมีตำแหน่งเป็นพันตำรวจเอกที่ก่อคดีปล้นทรัพย์รถบรรทุกเงิน... Read more
เชื้อทุจริต  บทบรรณาธิการ ข่าวสด   ในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งที่ผ่านมา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แสดงความไม่พอใจต่อการรายงานสถานการณ์ภัยแล้ง ที่กระทรวงมหาดไทยเสนอเข้าครม.เป็นวาระเพื่อทราบ... Read more
ย้อนรอยคดีพี่น้อง "ลาภวิสุทธิสิน" ย้อนรอยคดีพี่น้อง "ลาภวิสุทธิสิน" 8 ปีที่ผ่านมา ใกล้หมดเวลาปิคนิค ชื่อ ของ บมจ.ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น หรือ PICNI นั้นถือได้ว่าเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง... Read more
มาเยี่ยมมาเยือน เมื่อวันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555 คณะของนายเซียะ ลี้กง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไต้หวัน ได้เดินทางมาแลกเปลี่ยนความรู้ในการทำงานกับเยาวชนและการจัดทำหลักสูตร “โตไปไม่โกง”... Read more
ตระกูล ‘ชินวัตร’ ไม่ต้องเสียภาษี! สรรพากรจัดให้ตระกูล ‘ชินวัตร’ ไม่ต้องเสียภาษี!"อธิบดีสรรพากร" จัดเต็มเพื่อ "ชินวัตร" ปล่อยผีภาษีโอนหุ้นชินคอร์ป 1.2 หมื่นล้านบาท ไปน้ำขุ่นๆ บอก "โอ๊ค-เอม" ไม่ใช่เจ้าของธุรกรรมจึงโมฆะ ส่วน "แม้ว"... Read more
ขจัดการทุจริตที่ยั่งยืน สวนดุสิตโพลชี้ ขจัดการทุจริตที่ยั่งยืน "ผู้ใหญ่" ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็ก  วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555    การทุจริต คอรัปชั่น เป็นปัญหาที่สำคัญที่สั่งสมมานานในสังคมไทย... Read more

นามยันหวยบนดินฝ่าฝืน พ.ร.บ.

Details

นามยันหวยบนดินฝ่าฝืน พ.ร.บ. กองสลาก

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์  22 เมษายน  2552

"นาม"ขึ้นศาลไต่สวนพยานคดีหวยบนดิน เบิกความสลากฝ่าฝืนพ.ร.บ.กองสลากด้าน "พงศ์เทพ" จำเลยร่วมใช้สิทธิ์ซักค้านนาม เผยเบิกความคลาดเคลื่อน

21เม.ย.ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง - องค์คณะผู้พิพกษาคดีทุจริตหวยบนดิน ได้ไต่สวนพยานโจทก์ครั้งแรก หลังจากที่ในช่วงเช้า ได้ให้โอกาสจำเลย แถลงเปิดคดีด้วยวาจาไปแล้ว ซึ่งช่วงบ่าย นายสิทธิโชค ศรีเจริญ ทนายความ ป.ป.ช. โจทก์ ได้นำนายนาม ยิ้มแย้ม ที่ปรึกษากระทรวงยุติธรรม และ อดีตประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ( คตส.) เข้าไต่สวนเป็นปากแรก เบิกความสรุปว่า คตส. มีอำนาจตรวจสอบและไต่สวน ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 ข้อ 5

โดยที่มาของการตรวจสอบเริ่มจากสำนักงานการตรวจเงินแผนดิน ( สตง.) ได้ทำการตรวจสอบการใช้จ่ายโครงการต่าง ๆ ประมาณ 33 เรื่อง แล้วได้ส่งมาให้ คตส. ซึ่งรับพิจารณาไว้ 13 เรื่องโดยมีคดีหวยบนดินรวมอยู่ด้วย แล้ว คตส. ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบและไต่สวนซึ่งคดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหารวม 49 ราย แต่ในชั้นไต่สวน อนุ คตส. เห็นว่า นายประมวล รุจนเสรี และ นายปองพล อดิเรกสาร ซึ่งตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาร่วมด้วยนั้น ไม่ได้เข้าร่วมประชุมครม. ในการอนุมัติโครงการ จึงไม่ชี้มูลความผิด ซึ่งที่ประชุม คตส. ชุดใหญ่มีมติเห็นชอบด้วย

ส่วนชั้นไต่สวนที่ให้โอกาสการแก้ข้อกล่าวก็มีผู้ถูกกล่าว หาบางราย แจ้งว่าไม่ได้ร่วมประชุม ครม. เช่นกันแต่ทั้งนี้ยังไม่มีเหตุผลรับฟังได้ ขณะที่การไต่สวนของ คตส. ยังเห็นว่า การออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 โดยไม่ใช่ลักษณะเดียวกับสลากกินแบ่งที่ออกสลากแล้วไม่มีวันขาดทุน เพราะจำกัดจำนวนพิมพ์ แต่เป็นสลากกินรวบมีโอกาสที่จะขาดทุนเพราะไม่จำกัดจำนวน ซึ่งการตรวจสอบของ คตส. พบว่า การจำหน่ายสลากบางงวดขาดทุน 600 - 800 ล้านบาท

นายนาม ยังเบิกความอีกว่า เมื่อไต่สวนแล้ว คตส. จึงมีหนังสือแจ้งกระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย เข้ามาร้องทุกข์ในฐานะผู้เสียหาย โดยไม่มีการบังคับแต่อย่างใด และ คตส. ไม่มีอำนาจสั่งการให้ กระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย เข้ามาร้องทุกข์ เป็นการส่งหนังสือแจ้งให้ทราบขอความร่วมมือที่จะเข้าร้องทุกข์ ซึ่งมูลค่าความเสียหาย คตส. ได้สรุปจากข้อมูลข้อเท็จจริงในการไต่สวน ไม่ใช่กรณีกระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย แจ้งขณะร้องทุกข์

โดยทนายความจำเลย ได้พยายามซักค้านเกี่ยวกับอำนาจ คตส. ซึ่งนายนาม ย้ำว่า เป็นไปตามประกาศ คปค. ข้อ 5 และเมื่อถูกถามเกี่ยวกับการพิจารณาสำนวนของคณะทำงานร่วม คตส. - อัยการ หลังจากอัยการแจ้งข้อไม่สมบูรณ์ 5 ข้อ นายนาม ย้ำว่า รายละเอียดปรากฏตามสำนวน โดยเมื่อคณะทำงานร่วมไม่สามารถหาข้อยุติได้ คตส. ได้ขอคืนสำนวนจากอัยการสูงสุด มายื่นฟ้องเอง เมื่อทนายความถามว่า การฟ้องเองได้ฟ้องภายใน 14 วันตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ นายนาม ตอบว่า กำหนด 14 วัน คือการฟ้องชั้นอัยการ ขณะที่นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรมว.ยุติธรรม จำเลยที่ 24 ได้ขออนุญาตองค์คณะซักถามนายนาม ได้ประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง

โดยถามนายนาม พร้อมอ่านข้อความตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 มาตรา 11 ระบุว่า เมื่อปรากฏข้อไม่สมบูรณ์ให้แต่งตั้งคณะทำงานร่วมพิจารณาสำนวนภายใน 14 วัน และหากคณะทำงานร่วมหาข้อยุติไม่ได้ ให้ ป.ป.ช. มีอำนาจยื่นฟ้องภายใน 14 วัน ว่านายนามเข้าใจคลาดเคลื่อนใช่หรือไม่ นายนาม จึงตอบว่า ได้เบิกความคลาดเคลื่อนไป

ทั้งนี้เมื่อไต่สวน นายนาม พยานโจทก์ปากแรกเสร็จสิ้น โจทก์ได้นำ นางนัยนา ปานสาคร หัวหน้าฝ่ายการเงิน สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เข้าไต่สวนต่อ

ปปช.ไม่กลับคำวินิจฉัย

Details

ปปช.ไม่กลับคำวินิจฉัยคำสั่งเชือดศุภรัตน์

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์   20  เมษายน  2552

"กล้านรงค์"ยันคำสั่งชี้มูลความผิด"ศุภรัตน์ ควัฒน์กุล"ลงมติเรียบร้อยแล้ว เผยหลักฐานใหม่ไม่มีความสำคัญต่อการกลับคำวินิจฉัย

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) 20เม.ย. - นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ปปช. ในฐานะโฆษก ปช.ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้า กรณีที่นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม โดยอ้างหลักฐานใหม่ เพื่อให้คณะกรรมการ ปปช. พิจารณากลับคำวินิจฉัยการลงมติชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง กรณีการแก้ไขหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสรรพากร โดยมิชอบ สมัยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ปปช.ชุดใหญ่ ได้ลงมติเรื่องดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้ว โดยพบว่า หลักฐานที่นายศุภรัตน์ ยื่นขอความเป็นธรรมมาใหม่นั้น มีทั้งข้อมูลหลักฐานเก่า ที่คณะกรรมการ ปปช.เคยพิจารณาไปแล้ว และมีหลักฐานใหม่บางส่วน

อย่างไรก็ตาม หลักฐานใหม่ดังกล่าวนั้น คณะกรรมการ ปปช.พิจารณาแล้ว เห็นว่า ไม่ใช่หลักฐานที่มีความสำคัญ ที่จะมีผลต่อการกลับคำวินิจฉัย ที่คณะกรรมการ ปปช.ได้ลงมติชี้มูลความผิดไปแล้วได้ จึงมีมติยืนยันตามคำวินิจฉัยเดิม คือ มีความผิดวินัยร้ายแรง และความผิดทางอาญา โดยให้ส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาลงโทษ ตามมติของคณะกรรมการ ปปช. และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีต่อไป

"หลังจากนี้ จะแจ้งมติดังกล่าวให้นายศุภรัตน์ ทราบต่อไป โดยคณะกรรมการ ปปช.จะแถลงข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว ให้ทราบอีกครั้ง ในวันที่ 21 เม.ย.นี้"

ป.ป.ท. จ้อง 8 รัฐวิสาหกิจใหญ่

Details

ป.ป.ท. จ้อง 8 รัฐวิสาหกิจใหญ่ ล้วงข้อมูลลึกหลังกลิ่นทุจริต 

ป.ป.ท. รุกตรวจสอบการทุจริตในรัฐวิสาหกิจ ถึงขั้นตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ ทุ่มกำลังพลเต็มพิกัด แยกดูรายธุรกิจ ลุยแล้วขอข้อมูลพื้นฐาน 58 รัฐวิสาหกิจ เจาะลึก 7-8 รัฐวิสาหกิจใหญ่ หลังกลิ่นโชย จากการร้องเรียนและมีการแจ้งเบาะแสทั้งจากคนในและคนนอก จับตาการบินไทย

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ให้สัมภาษณ์"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า หลังจากป.ป.ท.เปิดดำเนินการมาได้ 6 เดือน (ตุลาคม 2551 ) ได้ตรวจสอบไปแล้วหลายเรื่อง อาทิ กรณีซานติก้าผับ, นมโรงเรียน และล่าสุดอยู่ระหว่างการตรวจสอบการดำเนินงานของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.)ตามที่สมาชิกร้องเรียนไปแล้วนั้น

นอกจากนี้ป.ป.ท.ยังให้ความสำคัญกับการติดตามรัฐวิสากิจ จึงได้จัดตั้งเป็นหน่วยงานใหม่ขึ้นมาคือ "สำนักงานป้องกันปราบปรามการทุจริตภาครัฐ 3" เพื่อรับผิดชอบด้านรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะ เบื้องต้นมีทีมงาน 40 คน (จากทีมพนักงานทั้งหมด 246 คน )และในสายงานดังกล่าวจะแยกย่อยเจ้าหน้าที่เพื่อติดตามเป็นรายรัฐวิสาหกิจอีกด้วย

โดยขณะนี้ป.ป.ท. ได้เดินหน้าขอข้อมูลจากรัฐวิสาหกิจทั้ง 58 แห่งแล้ว เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการทำงาน และวิเคราะห์ ทั้งยังได้ขอข้อมูลเชิงลึก โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ 7-8 แห่ง หลังจากที่ป.ป.ท.ได้รับข้อมูลการร้องเรียนจากประชาชนทั่วไป ข้อมูลจากการแจ้งเบาะแสจากพนักงานในองค์กรรัฐวิสาหกิจนั้น ๆตลอดจนข้อมูลจากหน่วยการข่าวของป.ป.ท.เอง ซึ่งส่อถึงพฤติกรรมการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในกรอบการทุจริตรวมถึงการทำผิดกฎหมาย และการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎระเบียบ จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์กร

"หากสนใจขอข้อมูลเพิ่มจากรัฐวิสาหกิจไหนเป็นพิเศษ ป.ป.ท. จะเดินเรื่องขอเพิ่ม ส่วนข้อมูลในบางเรื่อง หากต้องการมากกว่านั้น ป.ป.ท.จะใช้วิธีการเข้าซักถามโดยตรงจากรัฐวิสาหกิจ ซึ่งก็ไม่มีหน่วยงานรัฐวิสาหกิจแห่งใดปฏิเสธหรือสงสัย ถือว่าได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี"

นายธาริต กล่าวต่อว่า ในส่วนของป.ป.ท.เองนั้น ยังมีข้อสงสัยต่อการปฏิบัติงานของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง ทั้งในเรื่องการจ่ายสวัสดิการ การให้อำนาจหน้าที่คณะกรรมการในการบริหาร ซึ่งขณะนี้ไม่แน่ใจด้านกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีที่คณะกรรมการ หรือบอร์ดรัฐวิสาหกิจหลายๆแห่ง บริหารในลักษณะที่ไม่ได้บริหารเองแต่เป็นการมอบอำนาจให้คณะอนุกรรมการ หรือให้กรรมการผู้จัดการบริหารแทนนั้น กรณีเช่นนี้จะถือว่าเป็นการกระทำตามกฎหมายหรือไม่ ป.ป.ท.จะดำเนินการตรวจสอบต่อไป

"ส่วนกรณีบมจ.การบินไทย ป.ป.ท.กำลังติดตามข้อมูลอยู่ อาทิ การให้สวัสดิการแก่ผู้บริหารและคนในครอบครัวแม้จะพ้นตำแหน่งไปแล้วก็ตาม"

นายธาริต กล่าวว่า สาเหตุที่ป.ป.ท. ขอข้อมูลเชิงลึกรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ 7-8 แห่ง นั้น เนื่องจากมีการร้องเรียนในเรื่องการทุจริตและเห็นว่ามีน้ำหนักควรแก่การตรวจสอบ ทั้งการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้าง การทุจริตเชิงนโยบาย หรือผลประโยชน์ทับซ้อน การเอื้อประโยชน์ให้ผู้บริหารหาประโยชน์โดยมิชอบ การเบียดบังงบประมาณแผ่นดินที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การตั้งบริษัทเพื่อถือหุ้นแทน (นอมินี) เพื่อรับงานประมูลต่างๆ และบางเรื่องก็เป็นเรื่องที่คลาสสิก (กรณีที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ) คือ การทำสัญญาระหว่างหน่วยงานราชการด้วยกัน ก็ทำกันแบบง่าย ๆโดยไม่มีการเปิดประมูล เช่น การจ้างมหาวิทยาลัยทำโฆษณา หรือทำวิจัยให้ แต่ใช้ชื่อมหาวิทยาลัยในนามเท่านั้น โดยที่ระดับผู้บริหารหลายหน่วยงาน ในหลายองค์กรมีผลประโยชน์ทับซ้อน

"ผู้ที่ร้องเรียนและให้เบาะแสเพื่อตรวจสอบรัฐวิสาหกิจ ส่วนใหญ่เป็นบุคคลในองค์กรของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ อีกทั้งการเข้าไปตรวจสอบรัฐวิสาหกิจก็ถือเป็นความตั้งใจส่วนตัวของผม เพราะรัฐวิสาหกิจยังไม่มีใครเข้ามาตรวจสอบ ป.ป.ท.จึงได้จัดหน่วยงานขึ้นมาเพื่อให้มีความชัดเจนในการทำงานมากขึ้น"

ด้านความคืบหน้าในการตรวจสอบกบข. โดยก่อนหน้านี้ ป.ป.ท.ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นมาแล้ว 6 คณะ โดยใช้คนในป.ป.ท.ทั้งหมด และเริ่มตรวจสอบแล้วตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม ตามที่"ฐานเศรษฐกิจ" นำเสนอข่าวไปก่อนหน้านั้น

นายธาริต กล่าวต่ออีกว่า สาเหตุที่ไม่ได้เชิญบุคคลภายนอกเข้าร่วม เนื่องจากมีการหารือเบื้องต้น จาก 3 ฝ่าย คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงยุติธรรม และตน โดยต่างมีความเห็นสอดคล้องกันว่าช่วงแรกป.ป.ท.อยากจะหาข้อมูลเบื้องต้นไปก่อนและควรตรวจสอบไปสักระยะหนึ่งตามลำดับก่อน จากนั้นจึงจะเชิญผู้เชี่ยวชาญจากตลาดทุนเข้ามาช่วย ซึ่งเตรียมที่จะเชิญไว้แล้ว

ด้านการทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบกบข.ทั้ง 2 ชุด คือ คณะกรรมการเฉพาะกิจที่กบข.ตั้งขึ้นเพื่อตรวจสอบตัวเอง และที่ป.ป.ท.ตั้งขึ้น ปัจจุบันมีการทำงานอย่างต่อเนื่องและมีความคืบหน้า โดยเฉพาะคณะกรรมการชุดที่ป.ป.ท.จัดตั้งขึ้นมานั้นแบ่งเป็น 6 ชุดย่อยแยกกันดูชุดละเรื่อง ซึ่งจะต้องสามารถตอบสาธารณชนได้ และแม้จะมีการจัดตั้งคณะตรวจสอบกบข.ถึง 2 ชุดก็น่าจะเป็นเรื่องดีของการทำงานที่จะทำคู่ขนานกันไป ไม่ถือเป็นการแข่งขันกันแต่อย่างไร

"แน่นอนที่สุดเรื่องนี้(ตรวจสอบกบข.)ป.ป.ท.คงไม่เป็นผู้ชี้ขาดเอง แต่จะต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญจากตลาดหลักทรัพย์ฯ , สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต. )และวิทยาลัยตลาดทุน (วตท.)ร่วมตรวจสอบด้วย อีกทั้งยังมีคณะกรรมการเฉพาะกิจที่กบข.ตั้งขึ้น ดังนั้นหากผลการตรวจสอบออกมามีความแตกต่างกัน ก็เชื่อว่าจะต้องถูกซักถามอย่างหนักแน่นอน ฉะนั้นการตรวจสอบของ ป.ป.ท. ก็จะต้องแน่นและแม่นยำ และต้องสามารถตอบคำถามได้" นายธาริต กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา  จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2418 16 เม.ย. - 18 เม.ย. 2552

ไทยรองแชมป์คอร์รัปชั่นสุดในเอเชีย

Details

เพิร์คเผยผลสำรวจนักธุรกิจประจำปี พบอินโดนีเซีย ไทย ติดอันดับ 2 ประเทศที่มีปัญหาการคอร์รัปชั่นมากที่สุดในเอเชีย ส่วนสิงคโปร์ ฮ่องกง คอร์รัปชั่นน้อยสุด

บริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงด้านการเมืองและเศรษฐกิจ หรือเพิร์ค เผยผลการสำรวจปัญหาการคอร์รัปชั่นในภูมิภาคเอเชีย รวมประเทศออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา ประจำปี 2009 พบว่า อินโดนีเซียและไทยติดอันดับสองประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นมากที่สุด ขณะที่ฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นแชมป์คอร์รัปชั่นมากที่สุดเมื่อปีที่แล้ว กลับมีการปรับปรุงที่ดีขึ้น

ผลการสำรวจประจำปีที่สำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารต่างชาติเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นในแต่ละประเทศ เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 เมษายน ระบุว่า สิงคโปร์ยังคงเป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นน้อยที่สุดในจำนวนทั้งหมด 16 ประเทศที่ทำการสำรวจ โดยจาก 0 คะแนนที่หมายถึงไม่มีการคอร์รัปชั่นเลย ไปจนถึง 10 คะแนนที่หมายถึงมีปัญหาคอร์รัปชั่นมากที่สุด ซึ่งสิงคโปร์ได้ 1.07 รองลงมาคือฮ่องกง (1.89), ออสเตรเลีย (2.40), สหรัฐอเมริกา (2.89), ญี่ปุ่น (3.99), เกาหลีใต้ (4.64), มาเก๊า (5.84), จีน (6.16), ไต้หวัน (6.47), มาเลเซีย (6.70), ฟิลิปปินส์ (7.0), เวียดนาม (7.11), อินเดีย (7.21), กัมพูชา (7.25), ไทย (7.63) และอินโดนีเซีย (8.32) โดยเพิร์คระบุว่า ประเทศที่มีคะแนนสูงกว่า 7.0 แปลว่าปัญหาการคอร์รัปชั่นยังคงเป็นปัญหาสำคัญสำหรับประเทศนั้นๆ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอินโดนีเซียจะติดอันดับประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นมากที่สุดในการสำรวจครั้งนี้ แต่เพิร์คระบุว่า มีสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายสุศีโล บัมบัง ยุทโธโยโน ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย มีความพยายามที่จะต่อสู้ปัญหาเรื่องการคอร์รัปชั่นมากกว่าอีกหลายประเทศที่มีปัญหาคอร์รัปชั่นสูงเช่นกัน

สำหรับประเทศไทยซึ่งติดอันดับสองจากตารางที่มีการคอร์รัปชั่นมากที่สุดนั้น เพิร์คระบุว่า นักลงทุนชาวต่างชาติส่วนใหญ่มีความห่วงกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศไทยมากกว่า และมีเพียงไม่มากนักที่เห็นว่าปัญหาการคอร์รัปชั่นทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจที่จะอยู่อาศัยหรือทำธุรกิจน้อยลง

ขณะที่ฟิลิปปินส์ซึ่งเคยครองตำแหน่งประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นมากที่สุดเมื่อปี 2008 มาปีนี้ฟิลิปปินส์มีอันดับที่ดีขึ้นถึง 6 อันดับ ซึ่งเพิร์คระบุว่า เป็นที่รู้กันดีว่าเจ้าหน้าที่ของฟิลิปปินส์ขึ้นชื่อเรื่องการคอร์รัปชั่น และนักลงทุนไม่มีความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่นของรัฐบาล แต่ระดับของปัญหาการคอร์รัปชั่นในฟิลิปปินส์จริงๆ นั้น ไม่ได้ย่ำแย่อย่างที่เห็น

เพิร์คระบุด้วยว่า แม้ว่าสิงคโปร์และฮ่องกงซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของภูมิภาคเอเชีย จะมีปัญหาคอร์รัปชั่นน้อยที่สุด หากแต่วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนี้อาจจะส่งผลให้การคอร์รัปชั่นในสองประเทศนี้มีเพิ่มมากขึ้นในปีนี้ (เอเอฟพี)

นสพ. มติชนรายวัน  วันที่ 09 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11352 หน้า 32

เศรษฐกิจโลกวิกฤตเพราะขาดธรรมาภิบาล

Details

เศรษฐกิจโลกวิกฤตเพราะขาดธรรมาภิบาล โอกาสแห่งสติในโลกที่ไม่แน่นอน

โดย สุริชัย หวันแก้ว

วิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันสะท้อนถึงรากเหง้าของปัญหาบางด้านจากโลกาภิวัตน์ร่วมสมัย แรงขับเคลื่อนจากวิวัฒนาการของระบบเศรษฐกิจ ที่ภาคการเงินอิงอยู่กับการเก็งกำไรจนเสียดุล จนมีนักวิชาการที่ชี้ว่า โลกาภิวัตน์กระแสนี้ทำให้โลกกลายเป็น "บ่อนขนาดใหญ่" ที่สักวันหนึ่งจะต้องพ่ายแพ้ต่อความสำเร็จของตนเอง

นักคิดบางคนชี้ว่าวิกฤตหรือมหาวิกฤตครั้งนี้เป็นอาการของความปั่นป่วนสับสนอันมีแบบแผน และแบบแผนที่ว่าเป็นผลมาจากความโลกที่ไม่มีการกำกับทั้งจากภายในหรือภายนอกระบบเศรษฐกิจ

ข้อที่น่าสังเกตคือ มีนักเศรษฐศาสตร์จำนวนน้อยมากที่ได้ชี้ถึงภาวะความเสี่ยงภัยของระบบเศรษฐกิจโลกไว้อย่างเป็นจริงเป็นจัง

ในระดับโลกมีเพียงคนอย่าง โจเซฟ สติกลิทซ์ (โนเบล 2001) พอล ครุกแมน (โนเบล 2008) เท่านั้น ที่คาดการณ์เรื่องวิกฤตเช่นนี้ไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน

ภาวะของเศรษฐกิจโลกขณะนี้ยังไม่มีวี่แววส่อว่าพลวัตของวิกฤตได้ก้าวมาถึงจุดต่ำสุดแล้วแต่อย่างใด

ขณะเดียวกันความเกี่ยวพันเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจไทยกับโลกทำให้การคาดการณ์ในอนาคตขาดความแน่นอน แม้ว่ายังไม่มีองค์ความรู้ ที่หนักแน่นพอ (แม้แต่ในวงเศรษฐศาสตร์เอง) ที่จะเขียนภาพที่ชัดเจนและแน่นอนก็ตาม

ขณะที่ปัญหาต่อเนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจทำให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนรวมทั้งชุมชนทุกระดับมิอาจอยู่นิ่งเฉย ปัญหาที่เผชิญภาวะความไม่มั่นคงปรากฏตัวในทุกระดับของชีวิต (Human Insecurities) ทุกฝ่ายจึงต้องดำเนินการในทางที่เห็นควรอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ท่าทีต่อพลวัตวิกฤตเมื่อทัศนคติกลายเป็นอุปสรรคต่อความเข้าใจและการปรับตัว

ท่าทีของฝ่ายต่างๆ ต่อพลวัตของวิกฤตที่ยังไม่ถึงจุดต่ำสุดนี้ จึงนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง

น่าสังเกตว่าตอนแรกในหลายประเทศรวมทั้งไทยมีหลายฝ่ายเห็นว่าวิกฤตครั้งนี้น่าจะเกิดเฉพาะภาคเก็งกำไรและการเงิน

แต่มาระยะ 3 เดือนหลังนี้เปลี่ยนความคิดมากู้เศรษฐกิจ ขณะที่บางฝ่ายยังมองว่าประเทศอื่นโดนผลกระทบแย่กว่าไทย เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เราจึงไม่ควรห่วงใยมากจนเกินเหตุ

บางฝ่ายจึงได้ทีถือเป็นโอกาสสร้างกระแสทางการเมืองเชิงรุกว่ารัฐบาลนี้ล้มเหลว โดยแสดงตัวเลขพยากรณ์ให้แย่กว่าหรือบางคนในรัฐบาล บางคนก็ถือเป็นเรื่องต้องแก้เกมภาพลักษณ์

แท้ที่จริงประเด็นปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็มีอยู่ว่าพลวัตวิกฤตยังไม่นิ่งพอที่เทวดาหน้าไหนจะพยากรณ์ด้วยความมั่นใจได้ 2-3 สัปดาห์ก่อนที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) เพิ่งจะชี้ว่าเศรษฐกิจไทยหดตัวลง 4.3% ในไตรมาสที่ 4 ซึ่งก็ย่ำแย่กว่าที่คาดกันไว้ ต่อมาธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ออกมาชี้ให้เห็นเศรษฐกิจติดลบหลายไตรมาสติดต่อกันด้วย

อย่างไรก็ดี มีข้อคิดที่น่ารับฟังอย่างยิ่งว่าการที่เศรษฐกิจหดตัวลง กลับเป็นโอกาสแก่ธรรมชาติที่จะได้ว่างเว้นจากการถูกใช้ประโยชน์อย่างเห็นแก่ตัวและเป็นโอกาสแก่ระบบนิเวศนี้ในการฟื้นตัวขึ้นมาได้

ขณะเดียวกัน ในอีกระดับหนึ่งก็น่าจะถือเป็นโอกาสเชื่อมโยงการแก้วิกฤตเข้ากับข้อเสนอทางเลือกใหม่แห่งเศรษฐกิจคุณธรรมคือ เป็นทุนนิยมที่มีจริยธรรมและมุ่งสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ที่มุ่งด้านใช้เทคโนโลยีสะอาดและประหยัด

ขณะเดียวกันก็ต้องไม่เป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อมหรือเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งก็ย่อมโยงกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วย และดัชนีชี้วัดความอยู่ดีมีสุข (GNH) ฯลฯ รวมทั้งการเคลื่อนไหวแสวงหาเครื่องชี้วัดสังคมคุณภาพ (Social Quality)


จุดบอดด้านคุณค่า-คุณธรรม ระวังความเสี่ยงจากการคิดด้านเดียว

การกู้วิกฤตโดยเน้นแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือเฉพาะเรื่องอย่างเดียว ย่อมมีโอกาสจะสร้างความเสี่ยงต่ออนาคตได้ เพราะการขาดการพิจารณาบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป และละเลยความรู้ใหม่ในการจัดการทางสังคม โดยเฉพาะการมองข้ามมิติคุณค่า-คุณธรรม ในเศรษฐกิจทุนนิยม แต่มุ่งใช้โอกาสและใช้ทรัพยากรด้วยเป้าประสงค์เพียงประโยชน์เฉพาะหน้า ย่อมนำพาให้หลงทิศผิดทางได้โดยไม่ทันรู้ตัวได้อีก

ทั้งนี้ เพราะท่าทีการมองโลกแต่ในแง่การมุ่งใช้ประโยชน์อย่างไม่บันยะบันยังนี้ไม่ใช่หรือที่ทำให้วิกฤตสิ่งแวดล้อมและวิกฤตพลังงานตลอดจนภูมิอากาศวิปริตจนไม่มีทางเยียวยาได้

ถ้าเพียงว่าเศรษฐกิจวิกฤตแต่วิธีคิด-จิตปัญญาไม่วิกฤตก็ย่อมจะแก้ปัญหาได้ง่ายกว่านี้ แต่สถานการณ์ของวิกฤตขณะนี้บ่งชี้ว่าเรากำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตสองชั้น คือ มีทั้งปัญหาความเดือดร้อนและแว่นตาในการมองปัญหานั้นด้วย ถ้าไม่ตั้งสติแยกแยะให้ออก การกระทำใดๆ ก็จะกลายเป็นวังวนที่มีทิศทางที่ดิ่งลงๆ เราจึงหลีกเลี่ยงไม่พิจารณาปัญหาของวิธีคิด-จิตปัญญาไปด้วยไม่ได้ เพราะจุดต้นตอของวิกฤตแท้จริงนั้น คือ การคิดเชิงคุณค่าแบบด้านเดียว และเป็นด้านเดียวที่หมุนตามกระแสหลักของโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจจนขาดสติในการรองรับความเสี่ยงนั่นเอง

แต่เท่าที่ผ่านมาการตัดสินใจในเรื่องคุณค่า-คุณธรรมมักจะถูกเสนอให้เป็นเหมือนประเด็นคู่ขัดแย้ง เช่น

1) จะมุ่งใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อม หรือ จะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
2) จะคิดถึงแต่ความสุขของรุ่นตัวเอง หรือ จะนึกถึงคนรุ่นลูกรุ่นหลานด้วย
3) จะมุ่งใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์กับมุนษย์คนอื่นๆ หรือ จะมุ่งอยู่ร่วมกับมนุษย์อื่นอย่างยั่งยืน
4) จะมุ่งประโยชน์แห่งชาติ (National Interasts) โดยหาประโยชน์จากเพื่อนบ้าน หรือ จะมุ่งประโยชน์ที่สมดุลกับประโยชน์เพื่อนบ้านและประโยชน์ของมนุษยชาติ
5) จะประกาศเขตควบคุมมลพิษที่มาบตาพุด หรือจะเอาความเจริญทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

ฯลฯ

ใครเล่าจะกล้าบอกว่าทางเลือกเหล่านี้เป็นเรื่องง่ายๆ คือ จะเลือกข้างไหนก็ฟังธงไปเลย ถึงอย่างไรทั้งสองขั้วก็ขัดแย้งเป็น "คู่กัด" กันอยู่แล้ว มักชอบวิธีคนเก่งคิดแบบเดิม คือ คิดไว ทำไว เห็นผลไว ความคิดดีๆ เรามีอยู่แล้วขอแต่มีฝีมือทำการตลาด (Marketing) ก็เพียงพอแล้ว เพราะสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลย คือ นัยความสำคัญของการตัดสินใจด้านคุณค่า เพราะเราคงจะปล่อยให้ไปตามความเคยชินและขาดการไตร่ตรองทางเลือกเชิงคุณค่าไม่ได้

ปัญหามิใช่โจทย์ชั้นเดียวที่อาศัยความกล้าบ้าบิ่นก็พอ แต่เราจำต้องแสวงหาจุดสมดุลในโลกของความเป็นจริงโดยไม่ส่งเสริมการศิโรราบต่อลัทธิความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวเฉพาะหน้า

เพราะวิกฤตยังไม่หยุดแต่การกระทำแบบถือดีของเราอาจมีทางจะซ้ำเติมให้ความเดือดร้อนในชีวิตของผู้คนเลวร้ายเกินกว่าที่ควรจะเป็นไป

ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การเรียนรู้คุณธรรมแห่งชีวิตการอยู่ร่วมกัน

แม้จะมีข้อจำกัดภายใต้ระบบเศรษฐกิจใหญ่แต่ทุกภาคส่วนในสังคมได้ปรากฏความตื่นตัวต่อประเด็นความรับผิดชอบด้านจริยธรรมและด้านสังคมของธุรกิจอย่างจริงจังและกว้างขวาง

ในปัจจุบันปฏิบัติการฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจที่เป็นจริงได้เกิดขึ้นแล้วด้วยการริเริ่มและขับเคลื่อนของหลายฝ่ายในรูปแบบและลักษณะต่างๆ ในหลายสาขา ภาคส่วน และในหลายระดับ

พลังตื่นตัวสร้างสรรค์ที่มีมติใหม่ (New Social Actors) ทว่ากระจัดกระจายเหล่านี้ จึงสามารถจะมีคุณค่าและความหมายต่อสังคมโดยส่วนรวมในบริบทแห่งการเปลี่ยนผ่านเป็นอย่างยิ่ง

ในภาคธุรกิจเกิดขบวนการความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม (CSR)

ในภาคราชการมีการตื่นตัวต่อเรื่องธรรมาภิบาลและการสร้างมาตรฐานอุตสาหกรรมที่กว้างขวางกว่าเดิม

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ การตื่นตัวของชุมชนในท้องถิ่นและขบวนการผู้บริโภคต่อสู้เพื่อให้เกิดความมั่นคงในชีวิต (human Security)

สิ่งเหล่านี้แสดงออกในลักษณะของสำนึกของผู้บริโภคและสิทธิในชีวิตและสุขภาพ

มีเครือข่ายครอบครัวติดตามสื่อที่ใช้เด็กและเด็กสาวเป็นจุดขาย ธุรกิจและสื่อหลายแห่งใช้ราคะจริตเป็นตัวนำในยุทธศาสตร์การขาย มีเด็กเยาวชนรวมตัวกันเป็นขบวนการตาสับปะรด ตลอดจนเครือข่ายผู้บริโภคเรียกร้องหาความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสุขภาพ จนสามารถทำให้ฝ่ายธุรกิจหันมายอมรับว่าจะระมัดระวังในเรื่องที่โรคอ้วนในเด็กเป็นผลลัพธ์จากการตลาดที่ละเลยจริยธรรม

ล่าสุดการยืนยันในการประกาศเขตควบคุมมลพิษที่มาบตาพุดเร็วๆ นี้ ย่อมมีความหมายเชิงบวกต่อทุกฝ่ายรวมทั้งยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมให้มีบรรบัดฐานทางสังคมสูงขึ้นกว่าเดิม การส่งสัญญาณต่อโลกว่าประเทศไทยกำลังมุ่งสู่ยุคเศรษฐกิจที่มีจริยธรรมย่อมเป็นนิมิตหมายต่ออนาคตร่วมกันของโลกด้วย

ความไม่มั่นคงในชีวิตอันเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้น่าจะเปิดมิติใหม่แก่โอกาสแห่งสติครั้งสำคัญ แก่สังคมไทย หลายฝ่ายมีความตระหนักรู้ชัดเจนว่า แม้ไม่อาจละเลยความจริงด้านเศรษฐกิจแต่เราต้องแยกให้ออกระหว่างประโยชน์ต่อตัวเอง กับ ประโยชน์ต่อชีวิต ให้ได้

การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหมู่ผู้ริเริ่มและผู้สนใจพลังสร้างสรรค์ในมิติใหม่เหล่านี้ ทั้งในระดับความคิดประสบการณ์และจินตนาการ น่าจะเป็นคุณค่าในตัวเอง

การทำความรู้จักและทำความเข้าใจต่อมิติใหม่แห่งชีวิตและสุขภาพจากระดับท้องถิ่นน่าจะทำให้เราหลุดพ้นจากกับดักการเมืองแบบแยกขั้วได้บ้าง

เพราะถ้าเรายังเชื่อในคุณค่าแห่งชีวิตร่วมกัน เราย่อมต้องยืนอยู่บนฐานของหลักการนี้ด้วยความมั่นคงหนักแน่น

ขณะเดียวกันการเรียนรู้คุณค่าของชีวิตร่วมกันเหนือผลประโยชน์ที่ตัวเองจะได้ก็น่าจะเป็นการสร้างเงื่อนไขในการร่วมกันขับเคลื่อนและยกระดับพลังสร้างสรรค์ในสังคมให้มีทิศทางร่วมกันในทิศทางที่พอเพียงและยั่งยืนอย่างแน่นอน

วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11337 มติชนรายวัน  หน้า 6

   
© ALLROUNDER