Previous Next
  • 1
  • 2
  • 3
สอบกรมเจ้าท่าฮั้วพันล้าน ตำรวจป.ป.ป.เรียกบิ๊กแจง 5 พิรุธขุดลอก 7 ร่องน้ำ สอบกรมเจ้าท่าฮั้วพันล้าน ตำรวจป.ป.ป.เรียกบิ๊กแจง 5 พิรุธขุดลอก 7 ร่องน้ำ ตำรวจป.ป.ป.บี้สอบฮั้ว กรมเจ้าท่าจัดจ้างพิเศษกว่า 1,200 ล้านบาท ขุดลอก 7 ร่องน้ำ ชี้ 5 ข้อพิรุธสงสัยดินเลนที่ขุดลอกถึง 35... Read more
ป.ป.ช. มีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยึดทรัพย์ "สุพจน์" 17 กว่าล้านบาท ป.ป.ช. มีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยึดทรัพย์ "สุพจน์" 17 กว่าล้านบาท ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)... Read more
เครือข่ายผู้ปกครองยื่นปปง. สอบ 20 โรงเรียนดังรับแป๊ะเจี๊ยะ "เตรียมอุดม-หอวัง-สวนกุหลาบ" พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ หรือ ภตช. และเครือข่ายผู้ปกครองยื่นเรื่องให้ปปง.... Read more
พลิกสำนวนคดีปล้นบ้านปลัดคมนาคม ลุ้นระทึก 24 พ.ค.! ป.ป.ช.ชี้ชะตา "สุพจน์" ปมร่ำรวยผิดปกติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) จะมีมติชี้ขาดคดีนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ช่วยราชการสำนักนักนายกรัฐมนตรี กรณีถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติในเวลา 13.00น. วันที่ 24... Read more
เลขาฯปปท.นัดหารือปปง.สอบโรงเรียนดังเรียกแป๊ะเจี๊ยะ พ.ต.อ.ดุษฏี อารยวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือป.ป.ท. เปิดเผยว่า หลังจากรัฐบาล โดยป.ป.ท. ได้เปิดสายด่วน 1206 รับร้องเรียนการทุจริตในภาครัฐ เมื่อวันที่ 18... Read more
"ปราบโกง" เริ่มที่นักการเมือง ทวี มีเงิน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมารัฐบาลมีโครงการรณรงค์ให้การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นเป็น "วาระแห่งชาติ" มี "นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"... Read more
ต้นทางคอร์รัปชั่น จ่าบ้าน  ว่าถึงเรื่องปราบคอร์รัปชั่น อยู่หยกๆ จู่ๆ ก็มีเรื่องต่อเนื่องที่ร้ายแรงกว่าคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นในหมู่ข้าราชการระดับสูงมีตำแหน่งเป็นพันตำรวจเอกที่ก่อคดีปล้นทรัพย์รถบรรทุกเงิน... Read more
เชื้อทุจริต  บทบรรณาธิการ ข่าวสด   ในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งที่ผ่านมา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แสดงความไม่พอใจต่อการรายงานสถานการณ์ภัยแล้ง ที่กระทรวงมหาดไทยเสนอเข้าครม.เป็นวาระเพื่อทราบ... Read more
ย้อนรอยคดีพี่น้อง "ลาภวิสุทธิสิน" ย้อนรอยคดีพี่น้อง "ลาภวิสุทธิสิน" 8 ปีที่ผ่านมา ใกล้หมดเวลาปิคนิค ชื่อ ของ บมจ.ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น หรือ PICNI นั้นถือได้ว่าเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง... Read more
มาเยี่ยมมาเยือน เมื่อวันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555 คณะของนายเซียะ ลี้กง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไต้หวัน ได้เดินทางมาแลกเปลี่ยนความรู้ในการทำงานกับเยาวชนและการจัดทำหลักสูตร “โตไปไม่โกง”... Read more
ตระกูล ‘ชินวัตร’ ไม่ต้องเสียภาษี! สรรพากรจัดให้ตระกูล ‘ชินวัตร’ ไม่ต้องเสียภาษี!"อธิบดีสรรพากร" จัดเต็มเพื่อ "ชินวัตร" ปล่อยผีภาษีโอนหุ้นชินคอร์ป 1.2 หมื่นล้านบาท ไปน้ำขุ่นๆ บอก "โอ๊ค-เอม" ไม่ใช่เจ้าของธุรกรรมจึงโมฆะ ส่วน "แม้ว"... Read more
ขจัดการทุจริตที่ยั่งยืน สวนดุสิตโพลชี้ ขจัดการทุจริตที่ยั่งยืน "ผู้ใหญ่" ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็ก  วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555    การทุจริต คอรัปชั่น เป็นปัญหาที่สำคัญที่สั่งสมมานานในสังคมไทย... Read more

ความลำบากของ ป.ป.ช.

Details

ความลำบากของ ป.ป.ช. ในการชี้มูลความผิดทางวินัยและอาญา ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

โดย เมธี ครองแก้ว กรรมการ ป.ป.ช.

ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ทราบก็คือว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หน่วยงานหรือคณะบุคคลที่จะทำหน้าที่ไต่สวนว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐคนนั้นได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ก็คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช.

จุดนี้ถือได้ว่าเป็นจุดแรกของการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่จะใช้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคน (ไม่นับส่วนที่มีผู้ไปแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจที่โรงพักซึ่งอาจจะไต่สวนเบื้องต้นได้ แต่ในที่สุดก็ต้องส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.เพื่อพิจารณาชี้มูลความผิดหรือไม่ต่อไป) ซึ่งเป็นไปตามอำนาจที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2550 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตปี 2542

ในทรรศนะหรือความเห็นของผู้เขียนแล้ว (ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวและไม่เกี่ยวกับความเห็นหรือฐานะอย่างเป็นทางการของคณะกรรมการ ป.ป.ช.แต่อย่างใด) อำนาจและวิธีการใช้อำนาจที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายทั้งสองฉบับนี้ และอำนาจในการใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น ประมวลกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนซึ่งจะใช้กับความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ ดูจะมีความเข้มข้นและดุดันมากจริงๆ

ยกตัวอย่างเช่น การพิจารณาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นมาตราที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ใช้อยู่เป็นประจำ มาตรานี้ได้กำหนดไว้ว่า

"ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีหรือสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

จะสังเกตได้ว่ามีฐานความผิดสองฐานอยู่ในมาตราเดียวกัน คือ การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือที่ตำราฝรั่งเรียกว่า malfeasance หรือ misconduct in office และการปฏิบัติหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต หรือที่คำภาษาอังกฤษใช้ว่า corruption

ประเด็นคือว่า มีความเหมาะสมเพียงใดที่จะให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีอำนาจในการพิจารณาทั้งสองฐานความผิด

ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น การพิจารณาฐานความผิดว่าด้วยการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่นั้น ทำได้ไม่ยาก กล่าวคือ การทุจริตโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวใช้อำนาจจากตำแหน่งหน้าที่หรือสถานะของตนในนามของรัฐก่อให้เกิดสิทธิหรือประโยชน์ ซึ่งควรจะเป็นสิทธิหรือประโยชน์ของรัฐหรือส่วนรวม แล้วเบียดบังเอาสิทธิหรือประโยชน์ดังกล่าวมาเป็นของตนหรือพรรคพวกของตนที่นอกเหนือไปจากผลประโยชน์อันพึงได้ตามปกติจากการทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ (เช่น ที่เกินไปจากเงินเดือน ค่าจ้างหรือค่าตอบแทนต่างๆ)

เพราะฉะนั้น การจะมอบหมายให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทำหน้าที่ไต่สวนการกระทำอันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ก็เป็นเรื่องตรงไปตรงมาและมีความชัดเจนว่าทำให้สูญเสียทรัพยากรของส่วนรวม

แต่พอกฎหมายให้อำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช.วินิจฉัยความผิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย โดยที่การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้นมิได้มีลักษณะของการทุจริตอยู่ด้วย ปัญหาก็เกิดขึ้น เพราะการวินิจฉัยความผิดในการทำงานตามหน้าที่นั้นอาจเป็นเรื่องในทางวินัยหรือทางปกครอง

ซึ่งในระบบราชการไทยในปัจจุบันมีหน่วยงานหรือคณะบุคคลอื่นคอยทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว เช่น คณะกรรมการพลเรือน (ก.พ.) หรือคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรมของ ก.พ. ซึ่งเป็นองค์กรที่เพิ่งตั้งขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ หรือศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะไปโทษ ป.ป.ช.ก็คงไม่ได้ เพราะในเมื่อกฎหมายบังคับให้ต้องใช้อำนาจตรงนี้ ป.ป.ช.ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ มิฉะนั้นก็จะมีความผิดฐานละเว้น

แต่ถ้าคนส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า ป.ป.ช.ควรจะดูแลเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเดียว ส่วนเรื่องการกระทำความผิดในทางวินัยหรือการปกครองให้เป็นเรื่องของหน่วยงานอื่นตามที่กล่าวถึงแล้วข้างต้น ก็คงต้องไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายเสียใหม่

เช่น อาจจะต้องเขียนมาตรา 157 เสียใหม่ โดยแยกฐานความผิดสองฐานที่กล่าวถึงข้างต้นออกจากกัน หรืออาจจะแยกเป็นสองมาตราก็ได้

หรืออาจต้องถึงขั้นแก้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่กำหนดหน้าที่ของ ป.ป.ช.เลยด้วยซ้ำ

แต่ในเมื่อกฎหมายยังไม่เปลี่ยน ประเด็นปัญหาก็เปลี่ยนไปเป็นว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะต้องมีความระมัดระวังเพียงใดในการพิจารณาชี้มูลความผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในส่วนนี้ผู้เขียนขอเสนอให้พิจารณาฐานความผิดด้านการทุจริต (corruption) ก่อนแล้วจึงไปพิจารณาฐานความผิดด้านการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (misconduct in office)

ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำทุจริตต่อหน้าที่ของตนเอง ความผิดก็จะมีทั้งสองอย่างคือ ทั้งวินัยและอาญา การลงโทษทางวินัยนั้น หน่วยงานต่างๆ ของรัฐอาจจะมีกระบวนการหรือวิธีการของตนเองได้

แต่ถ้าเป็นข้าราชการพลเรือนก็จะใช้แนววินิจฉัยความผิดและการลงโทษตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 (แทนฉบับ พ.ศ.2535 ซึ่งถูกยกเลิกไป) ซึ่งจะแบ่งความผิดวินัยออกเป็นสองประเภทคือ ผิดวินัยอย่างร้ายแรง และผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง

ความผิดวินัยอย่างร้ายแรงจะมีโทษสองสถานคือ ปลดออกหรือไล่ออก

ส่วนความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงจะมีโทษสามสถานตามลำดับคือ ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน และลดเงินเดือน (มาตรา 88)

โดยปกติเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำความผิดแบบทุจริตต่อหน้าที่จะถูกกำหนดว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา 85 ของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ซึ่งเมื่อเรื่องส่งขึ้นมาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.แล้วถูกชี้มูลว่ามีความผิดเช่นนั้นก็จะถูกดำเนินการทางอาญาด้วย

การชี้มูลความผิดทางวินัยของ ป.ป.ช.อาจขัดแย้งกับการวินิจฉัยตัดสินของหน่วยงานต้นสังกัดของข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้กระทำผิดได้

เช่น หน่วยงานต้นสังกัดอาจจะวินิจฉัยความผิดว่าผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง แต่ถ้าคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลว่ามีความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ประธานกรรมการ ป.ป.ช.จะส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิด ซึ่งจะต้องลงโทษให้แรงขึ้นถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออก (มาตรา 92 ของ พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ.2542)

ซึ่งหากผู้บังคับบัญชาผู้นั้นไม่ทำตามก็จะมีความผิดอีกต่อหนึ่ง (มาตรา 94)

จะเห็นได้ว่า การชี้มูลความผิดทางวินัยของ ป.ป.ช.จะมีอำนาจบังคับเหนือบทบัญญัติที่อยู่ใน พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน

ส่วนความผิดทางอาญานั้น เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลแล้วก็จะส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดเพื่อฟ้องร้องในศาลที่มีเขตอำนาจโดยศาลจะประทับรับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง (มาตรา 97 ของ พ.ร.บ.ป.ป.ช.) ความผิดทางอาญาส่วนใหญ่ก็จะเป็นความผิดตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา

แต่บางครั้งก็จะมีการเพิ่มมาตราที่เกี่ยวข้องโดยตรงมากขึ้นด้วย เช่น มาตรา 149 ในกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐรับสินบน หรือมาตรา 151 ในกรณีเจ้าหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดที่ทำให้รัฐเสียหาย หรือมาตรา 162 ในกรณีปลอมแปลงเอกสาร เป็นต้น อัยการสูงสุดอาจจะพบข้อไม่สมบูรณ์ในสำนวนคดีส่งมาจาก ป.ป.ช.ซึ่งจะต้องแก้ไขโดยการตั้งคณะกรรมการร่วม

แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้และอัยการสูงสุดยังไม่ยอมฟ้องให้ กฎหมายก็ให้อำนาจ ป.ป.ช.ฟ้องเองได้ ส่วนสุดท้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องจะผิดหรือไม่ผิดก็แล้วแต่ศาลจะตัดสิน

จะสังเกตได้ว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐทำผิดวินัยร้ายแรงด้วยการทุจริตต่อหน้าที่ ก็จะโดน ป.ป.ช.ชี้มูลทางอาญาด้วยเหมือนกันโดยอัตโนมัติ

แต่ถ้าเป็นความผิดโดยการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบที่มิได้เข้าช่วยการกระทำทุจริต การชี้มูลก็อาจจะเป็นเฉพาะการผิดวินัยตามนัยยะของหมวด 6 ของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 โดยที่ไม่มีการชี้มูลความผิดทางอาญาร่วมเข้าไปด้วย (ซึ่งโดยปกติก็คือความผิดตามมาตรา 157) ถึงแม้ว่าความผิดทางวินัยนั้นจะเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงก็ไม่จำเป็นที่จะต้องถูกชี้มูลความผิดทางอาญาด้วยเสมอไป ถ้าหากผู้ถูกกล่าวหาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเป็นที่ประจักษ์ว่าไม่มีเจตนาหรือขาดเจตนาในการกระทำผิดดังกล่าว

แต่แน่นอนว่า ถึงแม้ความผิดทางอาญาจะไม่มี การผิดวินัยอย่างร้ายแรงก็มีโทษบังคับสูงมากสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ยังรับราชการอยู่ กล่าวคือ จะต้องถูกไล่ออกหรือปลดออกเท่านั้น

เพราะฉะนั้น การพิจารณาเพื่อชี้มูลความผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงเป็นเรื่องที่ต้องกระทำด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ผู้เขียนเองต้องยอมรับว่ายังมีความไม่สบายใจอยู่มากในแนวทางของกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันว่า ความผิดเช่นใดเป็นความผิดทางอาญา และความผิดเช่นใดเป็นความผิดทางวินัย หรือความผิดทางปกครองเท่านั้น

หรือแม้แต่เมื่อการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐจะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดนั้นจะเพียงพอที่จะถือว่าเป็นความผิดทางอาญาเสมอไปหรือไม่?

ในทางเศรษฐศาสตร์ซึ่งมองว่าเหตุการณ์หนึ่งๆ จะมีผลสองด้านในส่วนที่เป็นต้นทุนและผลประโยชน์เสมอ การกระทำอย่างหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดอย่างแน่ชัดเจน เช่น เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีอำนาจ ออกมาตรการต่อสินค้าชนิดหนึ่งจนทำให้ผู้ขายสินค้าดังกล่าวเกิดความเสียหายจนล้มละลาย

แต่การกระทำดังกล่าวอาจไม่ถือว่าเป็นความผิดอาญา เพราะมาตรการดังกล่าวอาจทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคซึ่งเป็นประโยชน์ในระยะยาวต่อสังคมและระบบเศรษฐกิจส่วนรวมได้ ดังนี้เป็นต้น

ท้ายที่สุด ความลำบากอีกประการหนึ่งที่กรรมการ ป.ป.ช.บางคนจะต้องเผชิญคือ การไม่อาจไปเปลี่ยนแปลงระเบียบเกี่ยวกับการทำโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงได้ โดยเฉพาะอย่างระเบียบที่ว่า ข้าราชการที่ถูกไล่ออกจะไม่มีสิทธิได้รับบำนาญจากทางราชการ

ในทรรศนะของผู้เขียนแล้ว การทำโทษเช่นนี้มีความไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เพราะว่าบำนาญนั้นเป็นเงื่อนไขต่างตอบแทนของการทำงานของข้าราชการผู้นั้น ว่าเมื่อทำงานครบระยะเวลาหนึ่งแล้วจะได้หลักประกันความมั่นคงของชีวิตระดับหนึ่ง

การทำโทษโดยตัดบำนาญต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดฝาผิดตัว เป็นคนละเรื่องกัน และไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ถึงขั้นที่มองได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานด้วยซ้ำ

ซึ่งสมควรที่รัฐบาลจะยกเลิกลักษณะการลงโทษเช่นว่านี้โดยทันที

 ที่มา  หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน  วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11276  หน้า 7

คนเก่ง แต่โกง คนไม่เก่ง แต่ไม่โกง

Details

คนเก่ง แต่โกง คนไม่เก่ง แต่ไม่โกง

คอลัมน์ สยามประเทศไทย

โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

ปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาเป็นที่รับรู้แล้วนินทากันทั่วไปว่าล้มเหลว เพราะผู้รับผลประโยชน์จากปฏิรูปไปเต็มๆ ล้วนเป็นผู้บริหาร (พุงกาง) ตั้งแต่ระดับบนจนระดับล่าง แต่ยังไม่ถึงครู (อาจารย์)-นักเรียน (นักศึกษา) ที่คงรักษาระบบ "ท่องจำ" ตามวัฒนธรรมเถรวาทไทยเหมือนร้อยปีที่ผ่านมา ไม่ได้ก้าวหน้ากว่าเดิม

นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ส.ว.นครศรีธรรมราช ประธานคณะกรรมการการศึกษา วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายรัฐบาลด้านการศึกษาว่า เท่าที่ดูหลายเรื่องยังไม่ค่อยมีความชัดเจน แล้วยกตัวอย่าง

"เรื่องคุณภาพการศึกษา ที่จะต้องกินความไปถึงคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งรัฐบาลจะต้องวางแนวทางให้ชัดเจนในเรื่องการส่งเสริมกิจกรรมนักเรียน นักศึกษา เพื่อพัฒนาจิตสำนึกสาธารณะ และความคิดเชิงวิเคราะห์ หรือกิจกรรมลูกเสือ รวมถึงการเรียนประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่น และการนำหลักศาสนาเข้ามาช่วยในระบบการเรียนการสอน เป็นต้น" (มติชน วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม 2552 หน้า 22)
ฉัตรทิพย์ นาถสุภา เขียนคำนิยมว่า หนังสือประวัติศาสตร์สิบสองปันนา ของศาสตราจารย์ยรรยง จิระนคร และอาจารย์ ดร. รัตนาพร เศรษฐกุล ได้เพิ่มความรู้ที่สำคัญให้แก่ประวัติศาสตร์ของชาติไทย

การศึกษาสิบสองปันนาคือการศึกษากรณีพิเศษ เป็นกรณที่เราเห็นและสัมผัสสังคมและวัฒนธรรมไทโบราณต่อหน้าต่อตา ยังดำรงอยู่อย่างน้อยก็ถึง ค.ศ. 1950 ปียกเลิกระบบเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินสิบสองปันนา เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะที่ตั้งของสมาพันธรัฐสิบสองปันนาเป็นแบบเมืองลับแล ห่างไกลจากมหาอำนาจทุกรัฐ ห่างจากจีน จากพม่า และจากไทย อยู่ ณ เขตภายในของแม่น้ำโขง เหนือประเทศลาว ในอดีตเข้าถึงได้ยากมากไม่ว่าจากทิศทางใด บ้านเมืองนี้จึงคงดำรงลักษณะโบราณต้นแบบสังคมและวัฒนธรรมไทไว้ได้มาก

ข้าพเจ้าคิดว่าหนังสือประวัติศาสตร์สิบสองปันนา ของศาสตราจารย์ยรรยง และอาจารย์ ดร. รัตนาพร ให้ภาพที่ชัดเจนว่าไทโบราณเป็นสังคมเอเชียติก และเป็นเอเชียติกแบบที่อำนาจกระจายอยู่กับท้องถิ่น แม้มีรัฐ รัฐก็มีอำนาจไม่มาก ไม่เป็นรัฐแบบรวมศูนย์
คุณภาพการศึกษา ที่คุณสิริวัฒน์มีข้อเสนอแนะ 3 ประเด็น คือ จิตสำนึกสาธารณะ, ประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่น, หลักศาสนานั้น คือความรู้ภายใน ที่เป็น "นามธรรม" สำคัญยิ่ง แต่คนทั่วไปไม่เห็นความสำคัญ เพราะต้องการความรู้ภายนอก ที่เป็น "รูปธรรม" เช่น ทางวิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์, ธุรกิจการค้า, ฯลฯ เพื่อเอาไปใช้งานกอบโกยอย่างตะกละตะกลามให้แก่ตัวเองและญาติพี่น้อง ส่งผลให้มีสันดานดังนักปราชญ์ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองบอกว่า โคตรโกง หรือโกงทั้งโคตร

สังคมต้องตั้งคำถามว่า ระหว่างคนดีที่ไม่โกง แต่ไม่เก่ง กับคนเก่ง แต่โกง และโคตรโกง เราจะเลือกมีพลเมืองแบบไหน?

จิตสำนึกสาธารณะ หรือจิตสาธารณะ เป็นแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์และความเป็นประชาธิปไตย สังคมไม่มีวันสงบได้เมื่อไร้จิตสำนึกสาธารณะ

ทุนนิยมก้าวหน้าก็เพราะพลเมืองมีจิตสำนึกสาธารณะ ส่วนทุนนิยมล้าหลังอย่างตะกละตะกลาม เพราะไร้จิตสำนึกสาธารณะ ดูได้จากการจราจรในกรุงเทพฯและประเทศไทย ไร้วินัย ไร้ระเบียบ ไร้จิตสำนึกสาธารณะ ส่งผลให้ตายโหงตายห่ากันทุกปีใหม่และสงกรานต์

ประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่น จะกระตุ้นให้มีพลังจิตสำนึกสาธารณะ เริ่มจากรู้จักท้องถิ่นตน รักท้องถิ่นตน แล้วรักคนอื่น รู้จักท้องถิ่นอื่น ส่งผลให้เคารพตนเอง เคารพผู้อื่น

การศึกษานอกโรงเรียน (หรือการศึกษานอกระบบ หรือการศึกษาตามอัธยาศัย) ก็คือ การศึกษาทางเลือกนั่นแหละ ควรเอาจริงเอาจังกับงานเผยแพร่ความรู้ท้องถิ่นผ่านสื่อสาธารณะอันหลากหลาย เพื่อให้คนต่างถิ่นมีความรู้ไปพร้อมๆ กัน และคลุกเคล้าไปกับความรู้อาชีพ จะทำให้คนที่รับความรู้ทั้งเรื่องอาชีพและความเป็นมาท้องถิ่นเกิดจินตนาการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ต่อไปข้างหน้า ทำให้คนท้องถิ่นผูกพันกับท้องถิ่นตน แล้วมีชีวิตรอดปลอดภัยได้ ในที่สุดจะเกิดการแลกเปลี่ยนกับท้องถิ่นอื่น แล้วเดินทางท่องเที่ยวท้องถิ่นอื่น เป็นท่องเที่ยวทางเลือกที่ "สั่งสม" ความรู้เพิ่มเติมและกว้างขวางขึ้น ความรู้ที่ได้จากการ "สั่งสม" ย่อมยั่งยืนกว่าที่ได้จากการ "สั่งสอน"

หลักศาสนา ที่สำคัญมากๆ คือ กาลามสูตร 10 ข้อ ผมเคยเขียนหลายครั้งแล้ว ล่าสุดก็อาราธนาข้อเขียนท่านพุทธทาสมาเผยแพร่ต่อกันหลายวัน ให้หาอ่านกันเอง ถ้าทำตามกาลามสูตรได้ก็จะเกื้อกูลให้เกิดประชาธิปไตยอย่างลึกซึ้งแน่

ปัญหาอยู่ที่คณะทำงานปฏิรูปการศึกษาต่างเป็นพวก "กึ่งดิบกึ่งดี" อาณานิคมทางปัญญาของอเมริกา-ยุโรป มาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 4 เลยไม่รู้จักและไม่เข้าใจกาลามสูตรที่เป็นพื้นฐานรากเหง้าเก่าแก่ทางพุทธศาสนาของสังคมสยามประเทศไทย

ที่มา  หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน   วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11275   หน้า 20
 

ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์

Details

ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ ข้อกล่าวหา"โฆสิต"เอื้อประโยชน์ผาแดง ไม่มีมูล เหตุไม่ปรากฏหลักฐาน

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ข้อกล่าวหากรณีนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุตสาหกรรม เอื้อประโยชน์แก่ บมจ.ผาแดง อินดัสทรี(PDI) เป็นอันตกไปเนื่องจากไม่ปรากฎพยานหรือหลักฐานชี้ชัดว่ามีการกระทำการดังกล่าว         

ทั้งนี้ ป.ป.ช.ได้พิจารณาว่า การจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่สังกะสีของ บมจ.ผาแดงฯ ที่นำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเป็นรายงานที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านโครงการเหมืองแร่(คชก.) มาแล้ว

กระบวนการพิจารณานี้ คชก.มีมติให้ บมจ.ผาแดงฯ นำรายงานกลับไปแก้ไขเพิ่มเติมหลายครั้ง ซึ่งในขณะนั้นนายโฆสิต ยังไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุตสาหกรรม แต่อย่างใด เมื่อนายโฆสิต ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแล้ว คชก.และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติยังมีมติให้ผาแดงนำรายงานกลับไปแก้ไขเพิ่มเติมอีกหลายครั้งในหลายประเด็นจนครบถ้วนจึงมีมติเห็นชอบกับรายงานดังกล่าว

ทั้งนี้ จากการไต่สวนข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช.ไม่ปรากฎข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่า นายโฆสิต ได้ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของตนกระทำการอย่างใดอันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อช่วยเหลือ บมจ.ผาแดงฯ ให้ได้รับการผ่อนผันจากคณะรัฐมนตรีตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูลและให้ข้อกล่าวดังกล่าวหาตกไป

http://www.bangkokbiznews.com/home/news/politics/politics/2009/01/21/news_8869.php

มติ ครม.ทุจริตต่อหน้าที่ไล่ออก

Details

มติ ครม.ทุจริตต่อหน้าที่ไล่ออกสถานเดียว

คอลัมน์ ข้าราษฎร

โดย สายสะพาย

เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติว่า ข้าราชการรายใดทุจริตต่อหน้าที่ราชการแล้ว มักเกิดคำถามว่า ผู้บังคับบัญชาจะลดหย่อนโทษจากไล่ออกจากราชการ (ไม่ได้รับบำเหน็จบำนาญ) มาเป็นปลดออก (ได้รับบำเหน็จบำนาญ) ได้หรือไม่

ถ้ายึดถือตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ อ.ก.พ.กรมและกระทรวงต้องปฏิบัติตามแล้ว ระดับโทษคือไล่ออกสถานเดียว

มติ ครม.ในเรื่องนี้มีขึ้นเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2503 มีสาระสำคัญคือ เห็นชอบด้วยตามที่ ก.พ.เสนอ เกี่ยวกับเรื่องการลงโทษข้าราชการที่ทุจริตต่อหน้าที่ หรือละทิ้งหน้าที่ราชการไปเกิน 15 วัน โดยไม่มีเหตุผล กระทรวง ทบวง กรมต้องถือเป็นหลักปฏิบัติว่า ต้องดำเนินการลงโทษไล่ออก ถ้ามีเหตุปรานีเพียงปลดออก อย่าดำเนินการลงโทษเพียงให้ออกจากราชการ เพื่อรับบำเหน็จบำนาญ และให้ถือเป็นหลักปฏิบัติต่อไป

ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสมัยนั้น และ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2518 กำหนดระดับโทษไว้ 3 ระดับคือ ไล่ออก ปลดออก และให้อออก โดยการถูกไล่และปลดออกจะไม่ได้รับบำเหน็จบำนาญ ขณะที่ให้ออกจะได้รับบำเหน็จบำนาญ

ต่อมา พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ได้กำหนดระดับโทษเหลือเพียง 2 ระดับคือ ไล่ออก และปลดออกโดยการปลดออกจะได้รับบำเหน็จบำนาญ

ดังนั้น ถ้าดูตามความมุ่งหมายของมติ ครม.เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2503 แล้วต้องการลงโทษข้าราชการที่ทุจริตต่อหน้าที่มิให้ได้รับบำเหน็จบำนาญนั้นคือ ไล่ออกตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน 2535

ต่อมามีหนังสือเวียนของสำนักงาน ก.พ.ลงวันที่ 30 มกราคม 2528 แจ้งย้ำมติ ครม.ดังกล่าว เรื่อง แนวทางในการพิจารณาความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ มีสาระสำคัญคือ มติ ครม.ตามหนังสือสำนักเลขาธิการ ครม. ที่ 125/2503 ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2503 กำหนดให้ลงโทษผู้ทุจริตต่อหน้าที่ราชการถึงไล่ออกจากราชการ จะปรานีลดหย่อนลงได้ก็เพียงปลดออกจากราชการนั้น เป็นมติที่แสดงให้เห็นถึงนโยบายของรัฐบาลที่จะป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการอย่างจริงจัง ถือได้ว่า เป็นมติที่ยังมีความเหมาะสมและจำเป็นที่จะคงไว้ใช้ โดยที่ยังมิต้องแก้ไขปรับปรุงแต่อย่างใด จึงให้ส่วนราชการต่างๆ ปฏิบัติตาม เพื่อให้การพิจารณาความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการเป็นไปอย่างมีเหตุผลในทิศทางเดียวกัน สามารถให้ความยุติธรรม และสร้างความเป็นธรรมให้กับทั้งราชการและตัวข้าราชการ

ต่อมายังมีหนังสือเวียนของสำนักเลขาธิการ ครม.ที่ นร0205/ว234 วันที่ 24 ธันวาคม 2536 ยืนยันว่า ข้าราชการที่ทุจริตต่อหน้าที่ต้องลงโทษไล่ออกจากราชการ เหตุอันควรปรานีใดๆ ไม่เป็นเหตุลดหย่อนโทษลงเป็นการปลดออกจากราชการ

ที่มา  หนังสือพิมพ์  มติชนรายวัน  วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11274 หน้า 22

ชง"ข้าวโพด-มัน"

Details

ชง"ข้าวโพด-มัน"สินค้าควบคุม รมต.บี้สอบรับสินบน"สวมสิทธิ"

"อลงกรณ์"ประชุม กก.แทรกแซงข้าวโพดวันนี้ สอบข่าว จนท.รัฐรับสินบนสวมสิทธินำเข้าตามชายแดน เสนอขึ้นบัญชีสินค้าควบคุมพร้อมมันสำปะหลัง ผู้ว่าฯพิจิตรได้เบาะแสทุจริตจำนำข้าว ซื้อของเก่ามาสวมกินส่วนต่าง 1 พัน ชาวนา-โรงสีศรีสะเกษวอนขยายเวลาถึงสิ้น มี.ค.นี้

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 19 มกราคม จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแทรกแซงข้าวโพด เพื่อพิจารณาและตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีกระแสข่าวว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐรับสินบนลักลอบและสวมสิทธิข้าวโพดนำเข้าตามชายแดน จะสั่งเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบจากชายแดนต่างๆ โดยขอความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร นอกจากนั้น จะพิจารณาตัวเลขยอดรับจำนำข้าวโพดในงวดแรกจำนวน 5 แสนตัน และการกำหนด โควต้าการรับจำนำข้าวโพดในแต่ละจังหวัด รุ่นที่ 2 อีก 2.5 แสนตันว่า เกิดความเป็นธรรมและมีอะไรบิดเบือนหรือไม่ จะขอข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับจังหวัดมายืนยันกันว่าปริมาณที่แท้จริงเป็นเท่าใด มีปริมาณเหลือที่ต้องการให้รัฐบาลไปแทรกแซงอีกเท่าใด เพราะตัวเลขแต่ละหน่วยงานแตกต่างกันมาก ที่ประชุมยังจะหารือถึงจุดอ่อนและแก้ปัญหาเรื่องร้องเรียนการออกใบประทวนล่าช้าและการทำงานที่ล่าช้าขององค์การคลังสินค้า (อคส.) รวมถึงกระบวนการจ่ายเงินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตามใบประทวน ซึ่งมีการร้องเรียนล่าช้า

นายอลงกรณ์กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ จะประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) มีนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน เพื่อพิจารณาข้อเสนอขึ้นบัญชีให้ข้าวโพด และมันสำปะหลังเป็นสินค้าควบคุม และใช้มาตรการห้ามขนย้าย เคลื่อนย้ายข้ามเขตเพื่อป้องกันการลอกลอบและสวมสิทธิ ซึ่งปัจจุบันใช้กับข้าวแล้ว

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้าวในสมัยที่นายไชยา สะสมทรัพย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนมกราคมนี้ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ส่งตัวแทนมาตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย เพราะต้องการข้อสรุปที่ถูกต้อง โปร่งใสในการระบายสต๊อคข้าวรัฐบาลที่เหมาะสม ไม่เอื้อให้กับผู้มีอิทธิพล หากพบว่ามีการเอื้อประโยชน์ และบิดเบือนข้อเท็จจริงก็จะเอาผิดกับผู้ที่อนุมัติโครงการ

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า รัฐบาลที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ลงนามในสัญญาขายข้าวของรัฐขาดทุนหลายหมื่นล้าน เพียงวันเดียวก่อนพ้นจากตำแหน่งทั้งที่หลายฝ่ายได้ทักท้วงว่าจะทำให้รัฐเสียผลประโยชน์ แต่ทางกระทรวงพาณิชย์ไม่ยอมยกเลิกหรือทบทวนการประมูลดังกล่าว เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล กระทรวงพาณิชย์กลับสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนการประมูลขายข้าวให้เอกชนในครั้งนั้น หลายฝ่ายมองว่าน่าจะให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือองค์กรอิสระอื่นๆ เข้าไปตรวจสอบจะมีความโปร่งใสมากกว่า เนื่องจากเกรงว่าคณะกรรมการซึ่งมีเพียงรองปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน จะไม่กล้าตรวจสอบนักการเมืองหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดดังกล่าวได้

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ปัญหาการรับจำนำข้าวในช่วงที่ผ่านมาเกิดปัญหาในกรณีราคารับจำนำสูงกว่าราคาตลาด ทำให้รัฐบาลต้องแบกภาระต้นทุน ที่ผ่านมาภาคเอกชนได้เรียกร้องให้รัฐบาลหรือกระทรวงพาณิชย์ใช้ระบบการประกันภัย เข้ามารับความเสี่ยงแทนการเข้าไปค้ำประกันราคา รัฐบาลที่ผ่านมา อาจมีการเข้ามาสวมสิทธิของเกษตรกร ทำให้ต้องแบกรับภาระต้นทุนสูง ดังนั้น รัฐบาลน่าจะพิจารณาข้อเสนอของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ให้เปลี่ยนแนวคิดจากการประกันราคาในระดับที่สูงกว่าราคาตลาด เช่น การจำนำข้าวเปลือกในราคา 12,000 บาทต่อตัน เป็นการประกันเพื่อให้เกษตรกรขายพืชผลในราคาที่ไม่ขาดทุน และลดบทบาทของภาครัฐในตลาดข้าว

นายสมชัย หทยะตันติ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเบาะแสจากชาวนาว่ามีโรงสีบางแห่งมีพฤติกรรมทำตัวทุจริต โดยนำรายชื่อชาวนาที่ไม่ได้ทำนาปี 50/51 มาเข้าร่วมโครงการรับจำนำ แล้วเอาข้าวโรงสีเข้ามาสวมในโครงการแทนเพื่อเก็งกำไร โดยจ่ายค่าตอบแทนให้ชาวนาตันละ 300-400 บาท นอกจากนี้โรงสีบางแห่งไปประมูลข้าวมาจากโกดังกลางของรัฐบาลกระสอบ 1,300-1,500 บาท นำมาแกะเชือกเก่าออกและเย็บเชือกใหม่ปิดกระสอบ แล้วสวมในโกดังข้าวองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรเพื่อเก็งกำไรส่วนต่างตันละ 1,000 บาท จึงให้นายยุทธนา วิริยะกิตติ รองผู้ว่าฯไปตรวจสอบข้อเท็จจริง หากเป็นจริงคงปล่อยไว้ไม่ได้ถือว่า เพราะเป็นการทุจริตอย่างร้ายแรง และวันที่ 20 มกราคม จะเรียกทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าได้ผลอย่างไร

ที่ จ.ศรีสะเกษ นายบุญยงค์ วารินทร์ อายุ 40 ปี ชาวนา ต.หนองฉลอง อ.ขุขันธ์ กล่าวว่า ปีนี้ผลผลิตออกช้า เพราะข้าวขาดน้ำในช่วงต้นฤดูปักดำ ถึงช่วงเก็บเกี่ยวระหว่างโครงการรับจำนำข้าวนาปี 51/52 ทำให้ชาวนาไม่สามารถจำนำข้าวได้ แต่โครงการจะสิ้นสุดปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ จึงขอให้รัฐบาลขยายเวลาออกไปอีกระยะ

นายศักดิ์ณภัทร สุขวัฒนลาภ ผู้จัดการโรงสีบริษัท กันทรลักษ์รุ่งเรือง จำกัด ต.หนองหญ้าลาด อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า อยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมองถึงผลประโยชน์ของชาวนาเป็นที่ตั้ง โดยขยายเวลารับจำนำข้าวไปถึงสิ้นเดือนมีนาคมนี้

ที่ตลาดกลางหอมแดงท่าเรือ อ.เมืองศรีสะเกษ เกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงจาก อ.ยางชุมน้อย อ.บึงบูรพ์ อ.กันทรารมย์ และ อ.ราษีไศล เหมารถบรรทุกหอมแดงมาขายให้พ่อค้าที่มารอรับซื้อกันอย่างคึกคัก แต่ปรากฏว่าขายได้เพียงกิโลกรัมละ 11-12 บาทเท่านั้น ต่ำกว่าในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2551 ขายได้ 24-30 บาท ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่พากันขนกลับไป

นายสุรศักดิ์ รัตนวัน อายุ 48 ปี อยู่เลขที่ 55 หมู่ 6 ต.ไผ่ อ.ราษีไศล กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาโดยด่วน เพราะมีแนวโน้มว่าราคาจะต่ำลงไปอีก ซึ่งจะทำให้เกษตรกรเดือดร้อนมาก

นายเพชร จิรไพรวงศ์ เจ้าของ ก พืชผล บ้านยศแสน ผู้รับซื้อหอมแดงรายใหญ่ที่สุดของ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า สอบถามตลาดปลายทางทราบว่าไม่สามารถส่งออกไปอินโดนีเซียได้ ทำให้ราคาตกต่ำลง อีกทั้งที่ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดไทขายเพียง 12-13 บาทเช่นกัน รัฐบาลควรพยุงราคาหอมแดง ไม่ให้ตกต่ำลงไปอีก รวมทั้งช่วยแก้ปัญหาการส่งออกด้วย

วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11272 มติชนรายวัน หน้า 1

   
© ALLROUNDER