Previous Next
  • 1
  • 2
  • 3
สอบกรมเจ้าท่าฮั้วพันล้าน ตำรวจป.ป.ป.เรียกบิ๊กแจง 5 พิรุธขุดลอก 7 ร่องน้ำ สอบกรมเจ้าท่าฮั้วพันล้าน ตำรวจป.ป.ป.เรียกบิ๊กแจง 5 พิรุธขุดลอก 7 ร่องน้ำ ตำรวจป.ป.ป.บี้สอบฮั้ว กรมเจ้าท่าจัดจ้างพิเศษกว่า 1,200 ล้านบาท ขุดลอก 7 ร่องน้ำ ชี้ 5 ข้อพิรุธสงสัยดินเลนที่ขุดลอกถึง 35... Read more
ป.ป.ช. มีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยึดทรัพย์ "สุพจน์" 17 กว่าล้านบาท ป.ป.ช. มีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยึดทรัพย์ "สุพจน์" 17 กว่าล้านบาท ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)... Read more
เครือข่ายผู้ปกครองยื่นปปง. สอบ 20 โรงเรียนดังรับแป๊ะเจี๊ยะ "เตรียมอุดม-หอวัง-สวนกุหลาบ" พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ หรือ ภตช. และเครือข่ายผู้ปกครองยื่นเรื่องให้ปปง.... Read more
พลิกสำนวนคดีปล้นบ้านปลัดคมนาคม ลุ้นระทึก 24 พ.ค.! ป.ป.ช.ชี้ชะตา "สุพจน์" ปมร่ำรวยผิดปกติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) จะมีมติชี้ขาดคดีนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ช่วยราชการสำนักนักนายกรัฐมนตรี กรณีถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติในเวลา 13.00น. วันที่ 24... Read more
เลขาฯปปท.นัดหารือปปง.สอบโรงเรียนดังเรียกแป๊ะเจี๊ยะ พ.ต.อ.ดุษฏี อารยวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือป.ป.ท. เปิดเผยว่า หลังจากรัฐบาล โดยป.ป.ท. ได้เปิดสายด่วน 1206 รับร้องเรียนการทุจริตในภาครัฐ เมื่อวันที่ 18... Read more
"ปราบโกง" เริ่มที่นักการเมือง ทวี มีเงิน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมารัฐบาลมีโครงการรณรงค์ให้การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นเป็น "วาระแห่งชาติ" มี "นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"... Read more
ต้นทางคอร์รัปชั่น จ่าบ้าน  ว่าถึงเรื่องปราบคอร์รัปชั่น อยู่หยกๆ จู่ๆ ก็มีเรื่องต่อเนื่องที่ร้ายแรงกว่าคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นในหมู่ข้าราชการระดับสูงมีตำแหน่งเป็นพันตำรวจเอกที่ก่อคดีปล้นทรัพย์รถบรรทุกเงิน... Read more
เชื้อทุจริต  บทบรรณาธิการ ข่าวสด   ในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งที่ผ่านมา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แสดงความไม่พอใจต่อการรายงานสถานการณ์ภัยแล้ง ที่กระทรวงมหาดไทยเสนอเข้าครม.เป็นวาระเพื่อทราบ... Read more
ย้อนรอยคดีพี่น้อง "ลาภวิสุทธิสิน" ย้อนรอยคดีพี่น้อง "ลาภวิสุทธิสิน" 8 ปีที่ผ่านมา ใกล้หมดเวลาปิคนิค ชื่อ ของ บมจ.ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น หรือ PICNI นั้นถือได้ว่าเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง... Read more
มาเยี่ยมมาเยือน เมื่อวันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555 คณะของนายเซียะ ลี้กง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไต้หวัน ได้เดินทางมาแลกเปลี่ยนความรู้ในการทำงานกับเยาวชนและการจัดทำหลักสูตร “โตไปไม่โกง”... Read more
ตระกูล ‘ชินวัตร’ ไม่ต้องเสียภาษี! สรรพากรจัดให้ตระกูล ‘ชินวัตร’ ไม่ต้องเสียภาษี!"อธิบดีสรรพากร" จัดเต็มเพื่อ "ชินวัตร" ปล่อยผีภาษีโอนหุ้นชินคอร์ป 1.2 หมื่นล้านบาท ไปน้ำขุ่นๆ บอก "โอ๊ค-เอม" ไม่ใช่เจ้าของธุรกรรมจึงโมฆะ ส่วน "แม้ว"... Read more
ขจัดการทุจริตที่ยั่งยืน สวนดุสิตโพลชี้ ขจัดการทุจริตที่ยั่งยืน "ผู้ใหญ่" ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็ก  วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555    การทุจริต คอรัปชั่น เป็นปัญหาที่สำคัญที่สั่งสมมานานในสังคมไทย... Read more

ราตรีประชาธิปไตย

Details

ปาฐกถาพิเศษ 
อานันท์ ปันยารชุน 
"การทุจริต คอร์รัปชั่น ในระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ" 
  เมื่อวันที่  17  ธันวาคม  2551  ที่ผ่านมา  องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย  ศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์  ได้จัดงานราตรีประชาธิปไตย  ณ  โรงแรมอโนมา  กรุงเทพมหานคร
  โลกเรานี้เกิดข้อมูลซึ่งหมุนเวียนอยู่ มีทั้งข้อมูลที่ถูกต้อง ข้อมูลที่ให้ความรู้ ข้อมูลที่ให้ความกระจ่าง กับข้อมูลที่ต้องเรียกว่าไม่ได้ก่อให้เกิดสติปัญญาอะไรขึ้นมา ในโลกปัจจุบันของสังคม  ทุกประเทศพูดถึงเรื่องประชาธิปไตย สังคมที่ก่อตั้งระบอบประชาธิปไตย ก็เป็นสังคมที่มาจากพื้นฐานที่แตกต่างกัน มาจากวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน มาจากประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน ภูมิหลังไม่เหมือนกัน แต่ประชาธิปไตยนั้นก็เป็นประชาธิปไตยที่ทุกๆประเทศมีความตั้งใจดีว่า องค์ประกอบของประชาธิปไตยนั้นมีอะไรบ้าง แต่ประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งที่เราสร้างได้ภายในวันเดียว ภายในหนึ่งปี หรือภายใน 5 ปี วิวัฒนาการของแต่ละสังคมนั้น ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมชาตินิยมของสังคมต่างๆนั้น จะเป็นผู้กำหนดเวลา ว่าสังคมใดจะสามารถสร้างประชาธิปไตยตามหลักการที่ถูกต้องนั้นให้ปรากฏในสังคมได้เมื่อไหร่
      ผมเองก็ผ่านชีวิตมามาก อายุก็มากแล้ว ได้เคยไปเล่าเรียน เคยเดินทางไปประเทศที่มีประชาธิปไตยหลายแห่งทั่วโลก ประเทศเก่า ประเทศใหม่ แต่ผมชักเกิดความสงสัยในตัวเองว่า สิ่งที่พูดว่าประชาธิปไตยในแต่ละประเทศที่สนับสนุนหรือส่งเสริมนั้น ต่างคนต่างก็พูดจากจุดของตัวเอง พูดจาก Perspective ของกลุ่มประเทศตัวเอง และหลายครั้งหลายคราวก็ลืมถึงองค์ประกอบที่สำคัญ จากการที่พูดกันมากขึ้นๆ ผมชักไม่แน่ใจว่าประชาธิปไตยที่พูดกันในบางประเทศนั้น หรือมีอยู่ในบางประเทศนั้น เป็นประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับเมืองไทยหรือเปล่า หรือเป็นประชาธิปไตยที่เราคิดว่าเราจะสร้างรากฐานให้เกิดขึ้นในประเทศไทยได้หรือเปล่า
      10 ปีที่ผ่านมา ผมค่อนข้างจะผิดหวัง จากการที่รัฐบาลตะวันตกก็ดี หรือสังคมตะวันตก หรือสื่ออื่นๆ อาจเป็นเพราะสมัยนี้ความรวดเร็วของข่าวสาร จากการใช้คอมพิวเตอร์มาก ภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้สั้นลงไปทุกที เด็กสมัยนี้ผมไม่แน่ใจว่าเขียนจดหมายเป็นหรือเปล่า สะกดตัวหนังสือได้หรือเปล่า เพราะเวลาจะสื่อถึงพ่อแม่ถึงเพื่อนเขาจะใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ You are  ก็เป็น U R  ดูภาพบรรยากาศ

จากความรวดเร็วของการสื่อสาร คนมีเวลาน้อย ย่อความกันมากเกินไป สังคมประชาธิปไตยก็เช่นเดียวกัน เราได้ดูประวัติศาสตร์ของทั่วโลก เราได้เห็นความยากลำบาก เห็นวิวัฒนาการของประชาธิปไตย ได้เห็นการเคลื่อนก้าวหน้าไประบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ในบางประเทศใช้เวลาเป็นร้อยปี ในอังกฤษใช้เวลา 300-400 ปี ในอเมริกา 200 ปี ซึ่งในขณะนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่าอเมริกามีประชาธิปไตยจริงหรือเปล่า และอีกหลายประเทศ
      จากการที่มีความรวดเร็ว จากการย่อภาษา สุดท้ายประชาธิปไตย คือการเลือกตั้งเท่านั้น และคำถามที่ผมถามตัวเองก็คือว่า จากการที่ผมได้เล่าเรียนมา ได้พบผ่านมา สมัยก่อนเวลาที่เราพูดถึงประชาธิปไตยนั้น เราจะต้องพูดว่า จะต้องมีการเลือกตั้งที่อิสระและเที่ยงธรรม Free and fair election แต่ตอนหลังนี้คำว่า Free and fair หายไปหมด เอะอะอะไรก็บอกว่า คนๆนั้นได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน เพราะฉะนั้นเขาจึงมีสิทธิพิเศษต่างๆนานา นี่เป็นเรื่องของปลีกย่อยเท่านั้น ไม่คำนึงถึงเรื่องอื่นๆ
      เราบอกประเทศใดมีประชาธิปไตยมาก คอร์รัปชั่นก็จะน้อย ผมอยู่อเมริกามา 12 ปี เมื่อตอนที่เราประสบวิกฤตเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารโลก รัฐบาลอเมริกัน รัฐบาลยุโรปตะวันตก ต่างก็ประณามหน่วยงานไทย คนไทย ว่าไม่มีบรรษัทภิบาล ไม่มีGood governance มีแต่ความโลภ ซึ่งผมก็ไม่เถียง เราไม่มีจริงๆ เรายังมีความโลภอยู่มาก 
      แต่ปีนี้เราเห็น คนที่กล่าวหาเรา สั่งสอนเรา กล่าวโทษเรา กำลังประสบกับปัญหานี้ โดยเหตุผลเดียวกันกับที่เราถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นความจริง เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งซึ่งผมได้เรียนรู้มาคือว่า หลายครั้งหลายคราวเราเห็นอะไรไม่ดีในสังคมอื่น เราต้องพยายามอดเนื้ออดใจอย่าเพิ่งไปว่าเขามากเกินไป ให้ความเข้าใจ เห็นใจ ไม่ใช่ช่วยกันถล่ม บอกว่าอันนั้นไม่ดี หรือพูดง่ายๆว่าสันดานไม่ดี
     ปัจจุบัน อเมริกาบอกชัดว่าความโลภมีอยู่มาก ทุกๆปัจจัยที่ทำให้เมืองไทยเสียหายมากเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ก็เกิดขึ้นที่เอมริกาเช่นกัน แล้วสะพัดไปทั่วยุโรป ธนาคารต่างๆก็ไม่มีธรรมาภิบาล มีความโลภ 
      ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ไม่มีอะไร เพียงอยากจะตั้งข้อสังเกต ว่าถ้าเราจะพูดถึงประชาธิปไตยแล้วขอความกรุณา ไม่ใช้คำสองคำก็คือ การเลือกตั้ง อันนี้คนไทยไม่รับ และขอความกรุณาด้วย ทุกครั้งที่พูดถึงประชาธิปไตยก็จะมองถึง  โมเดล ของยุโรปตะวันตก หรือของอเมริกา หรือของใคร ความสลับซับซ้อนของการที่จะสร้างประชาธิปไตยนั้นมีอยู่มาก อเมริกามีประชาธิปไตยมา 200 กว่าปี แต่ก็เมื่อ ค.ศ.1964 เท่านั้น ที่ให้คนผิวดำเลือกตั้งได้ หรือก่อน ค.ศ.1964 นั้น คนผิวดำหรือแม้แต่คนผิวเหลืองก็ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันกับที่ปฏิบัติต่อคนผิวขาว เราถามตัวเองได้หรือไม่ว่าเมื่อปี 1964 หรือก่อนหน้านั้น สหรัฐอเมริกามีประชาธิปไตยหรือเปล่า เรามีสิทธิไปต่อว่าเขาไหม เรามีสิทธิที่จะไปชี้หน้าเขาไหม ก็ไม่มี 
      ทุกประเทศก็มีปัญหามีอุปสรรคด้วยกันทั้งนั้น แต่เราต้องสามารถที่จะรู้ได้ว่าปัญหานั้นคืออะไร แต่วิธีการแก้ไขปัญหานั้นไม่ใช่เป็นสิ่งที่เรานำเอาคำตอบสำเร็จรูปมาจากต่างประเทศ เราต้องมีประชาธิปไตย ต้องมีการยึดถือเอาหลักการประชาธิปไตยต่างๆ ต้องมีการเลือกตั้ง มีหลักนิติรัฐ มีความโปร่งใส ความอิสระของกระบวนการศาลยุติธรรม หรือความอิสระของสื่อ ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล การแผ่ขยายผลประโยชน์ให้ทัดเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นคนท้องถิ่นใดเชื้อชาติใด 
    สิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบของประชาธิปไตยทั้งนั้น เรายังถึงจุดที่อิ่มตัว ต้องเรียนอีกมาก แต่การเรียนต้องเป็นในลักษณะของคนไทย มีวัฒนธรรมความคิด วัฒนธรรมสังคม ประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบัน ไม่เหมือนกับของญี่ปุ่น อเมริกา ฝรั่งเศส หรือเยอรมัน เราไม่สามารถจะมีสูตรสำเร็จรูปได้ และสูตรที่ใช้ได้ในยุโรป อเมริกา ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นสูตรที่ดีในเมืองไทย แต่ความพยายามที่จะทำให้สังคมไทยก้าวไปสู่จุดที่สังคมโลกมองเห็นว่าถึงระดับแล้ว อันนั้นเป็นความสำคัญ แต่การจะเดินไปสู่จุดนั้นมันขึ้นอยู่กับตัวเรา ขึ้นอยู่กับวิธีคิดของสังคมไทย ความสัมพันธ์ระหว่างประชาธิปไตยกับคอร์รัปชั่นนั้นมันเกี่ยวโยงกันแน่นอน
      คอร์รัปชั่นมีหลายรูปแบบ คอร์รัปชั่นแบบไทยๆก็อาจจะไม่เคยปรากฏอยู่ในอังกฤษ หรืออเมริกา ของเราคอร์รัปชั่นมันลึกซึ้งมาก ไม่ใช่คอร์รัปชั่นส่วนบุคคล ไม่ใช่การซื้อเสียงในการเลือกตั้งเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเท่านั้น ไม่ใช่การเลี่ยงภาษี หรือการใช้อำนาจไม่ถูกต้อง แต่ของเราซื้อประเทศ ซื้อคน 63 ล้านคน ซึ่งไม่มีที่ไหนในโลก 
      การที่จะแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ไม่ใช่การปราบเพียงอย่างเดียว คอร์รัปชั่นเหมือนโรคเอดส์ การปราบเป็นการแก้ปัญหาได้เปลาะหนึ่ง แต่ก็จะมีคนไปติดเชื้อมาอีก การป้องกันคือการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เหมือนกับการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเรื่องโรคเอดส์ การใช้เครื่องป้องกัน ให้เห็นความน่ากลัวของการติดเอดส์
      คอร์รัปชั่นก็เหมือนกัน การปราบเรามี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) มี่ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) คอยสอดส่องดูแล คานอำนาจ แต่ก็มีคนฉวยโอกาสคอร์รัปท์องค์กรเหล่านี้ ไม่ใช่การคอร์รัปฯ ในเรื่องเงินอย่างเดียว แต่เป็นการคอร์รัปฯด้วยการเอาญาติพี่น้องพวกพ้องของตนเข้าไปเป็นกรรมการอยู่ในองค์กรเหล่านั้น ถึงอย่างไรก็ตามปราบก็ปราบได้พอประมาณ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆเช่นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้นล้าสมัยไปหรือเปล่า
      แต่ถ้าจะป้องกันจริงๆ ต้องเริ่มจากเด็ก ไม่ใช่การเรียนแบบท่องจำ แต่ต้องสอนให้รู้จักวิธีคิด ให้รู้จักวัฒนธรรมวิธีคิดที่ดีเป็นอย่างไร มันไม่ยากที่จะให้เห็นว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ถูกต้องหรือไม่ มันจะทำโดยอัตโนมัติ เพก็มันอยู่ในจิตสำนึก วิธีคิดมันเป็นไปอย่างนั้นแล้ว แต่ถ้าคุณไม่ดูแลวิธีคิดของเขา แล้ววิธีของเขาผิดมาตั้งแต่แรก เขาก็จะทำอะไรผิดตั้งแต่ 7-8 ขวบ จนกระทั่งเขาตายก็ไม่รู้ ถึงรู้เขาก็ไม่ยอมรับ
      ผมจึงดีใจที่ องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย เพ่งเล็ง การอบรมสั่งสอน การกระตุ้นจิตสำนึก ให้เด็กในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย สามารถที่จะมีวิธีคิดโดยไม่ยากอะไร ที่จะรู้เลยว่าสิ่งนี้เถ้าทำไปคือคอร์รัปชั่น วัฒนธรรมไทยมีอะไรหลายๆอย่างที่มีคอร์รัปชั่นเจือปน โดยที่ผู้ใหญ่ทำไปแทบทุกวัน โดยที่ไม่รู้สึกตัว แต่มันเป็นการทำตัวอย่างที่มีดีสำหรับเด็ก เช่นการจ่ายแป๊ะเจี๊ยะให้ลูกเข้าโรงเรียน ช่วยลูกหลานพี่น้องให้ได้รับตำแหน่งในวงการราชการหรือเอกชน สิ่งเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของการคอร์รัปชั่นทีละน้อย หนักๆไปก็มีมากขึ้นจนเป็นนิสัย
      และอย่าให้เป็นอย่างที่คนต่างชาติบอกว่าเมืองไทยนั้นคอร์รัปชั่นแก้ไม่หาย เพราะมันกลายเป็นอุปนิสัยประจำชาติแล้ว ซึ่งข้อติเตียนอันนี้ เป็นข้อติเตียนที่ผมเผอิญเห็นด้วยกับเขา ว่าถ้าเผื่อเราไม่ทำอะไร ไม่สั่งสอนเยาวชนแล้ว สิ่งที่เขากล่าวหาและผมก็กล่าวหาด้วย เมืองไทยมันไปไม่รอด มันไม่มีอนาคต การนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอาจมีอนาคตมากกว่า แต่ถ้าแบบเช้าชามเย็นชามไปในเรื่องการปราบการป้องกันคอร์รัปชั่น พอถึงวันที่คนไทยทั้งชาติไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้น จริงๆแล้วมันคอร์รัปชั่นทั้งนั้น ขออย่าให้ถึงวันนั้นเลย

ที่มา จากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

อัยการระบุ“แม้ว”หย่า“หญิงอ้อ”

Details

อัยการระบุ“แม้ว”หย่า“หญิงอ้อ”ไม่กระทบคดียึดทรัพย์7.6หมื่นล้าน ระบุการจดทะเบียนหย่า ไม่มีเหตุให้แยกทรัพยสินได้ เพราะเคยให้การ ป.ป.ช. ยอมรับเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ก่อนโอนให้คนอื่นก่อนรับตำแหน่งการเมือง ย้ำไม่มีสิทธิ์ถอนอายึดต้องรอศาลฎีกานักการเมืองชี้ขาด ขณะที่ศาลลงประกาศคดีเปิดโอกาสเจ้าทรัพย์ ร้องค้านแล้ว พร้อมนัดตรวจพยานหลักฐาน 25 ธ.ค.นี้ สิบโมง "สมพงษ์"อ้างบัวแก้วไม่มีรายงานการเร่ร่อนของ"ทักษิณ" นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อ้างว่ายังไม่มีรายงานเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว หรือการเดินทางนอกประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากกระทรวงการต่างประเทศ นอกเหนือจากเรื่องการหย่าร้างกันของอดีตนายกรัฐมนตรี กับภริยาเท่านั้น "กระทรวงการต่างประเทศยังไม่ได้รายงานให้ผมทราบ ผมได้รับแจ้งจากกระทรวงเพียงแค่เรื่องการหย่ากับคุณหญิงพจมาน แต่ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปประเทศใด สถานเอกอัครราชทูตก็จะทะยอยรายงานให้ทราบ" นายสมพงษ์ กล่าว

อัยการระบุ“แม้ว”หย่า“หญิงอ้อ”ไม่กระทบคดียึดทรัพย์7.6หมื่นล้าน

 เมื่อวันที่ 17 พ.ย.51 นายนันทศักดิ์ พูลสุข อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 8 ในฐานะคณะทำงานรับผิดชอบคดีฟ้องยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จดทะเบียนหย่ากับ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ว่า การจดทะเบียนหย่าของทั้งสองคนไม่มีผลต่อคดียึดทรัพย์แต่อย่างใด เนื่องจากคดีนี้อัยการยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นจำเลย เพียงคนเดียวไม่ได้ยื่นฟ้องคุณหญิงพจมาน ซึ่งตามมติของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ชี้มูลความผิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ร่ำรวยผิดปกติจากการขายหุ้นให้กับกลุ่มทุนเทมาเส็ก ประเทศสิงค์โปร์ ที่แม้จะโอนหุ้นให้กับบุคคลธรรมดา นิติบุคคล และห้างหุ้นส่วนต่างๆ แล้วแต่ก็ยังมีการกระทำแทนในลักษณะของนอมินี และปฎิบัติหน้าที่มิชอบใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง อีกทั้งตอนต้น พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ไม่ได้แจ้งกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าเป็นทรัพย์สินของตนเอง แต่ได้แจ้งว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้โอนไปให้กับบุตรชาย บุตรสาว ญาติสนิทใกล้ชิด และบุคคลอื่นก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่งทางการเมือง จึงไม่มีชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เป็นเจ้าของทรัพย์

 “ประเด็นการหย่า จะเป็นเหตุผลให้คุณหญิงพจมาน ยื่นคำร้องค้านและขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งแยกทรัพย์สินในส่วนของตัวเองออกจากส่วนของ พ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่ได้ เพราะทั้งสองเคยให้การกับ ป.ป.ช. ว่าได้โอนขาดหรือโอนพราง หรือขายให้โดยมีค่าตอบแทนไปแล้ว ซึ่งเป็นหน้าที่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะต้องพิสูจน์ ส่วนคุณหญิงพจมาน อาจจะมาเป็นพยานให้ก็ได้ รวมทั้งการหย่าแม้จะทำให้ทั้งสองสามารถทำนิติกรรมเพียงลำพังได้ แต่ก็ไม่สามารถยื่นคำร้องของเพิกถอนทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ได้ เพราะขณะนี้ คตส. ไม่มีสถานภาพแล้ว ส่วน ป.ป.ช.ก็เคยวินิจฉัยไว้แล้วว่าไม่มีอำนาจที่จะเพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์สิน ซึ่งธนาคารพาณิชย์หรือหน่วยงานที่อายัดทรัพย์ไว้คงไม่กล้าดำเนินการอะไร จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดก่อน” นายนันทศักดิ์ กล่าว

 นายนันทศักดิ์ ยังกล่าวถึงการดำเนินคดียึดรัพย์ด้วยว่า ขณะนี้ศาลฎีกา ฯ ได้ประกาศลงในหนังสือพิมพ์ ให้บุคคลธรรมดา นิติบุคคล และห้างหุ้นส่วนต่างๆ ที่เป็นผู้มีชื่อครอบครองบัญชีในธนาคารหรือทรัพย์สินตามคำร้องที่อัยการขอให้ยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน ได้ยื่นคำร้องคัดค้าน เพื่อพิสูจน์ความเป็นเจ้าของและการได้มาซึ่งทรัพย์สินแล้ว แต่ยังไม่ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินรายใดได้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลฎีกาฯไปแล้วหรือไม่ โดยคดีนี้ศาลนัดพร้อมคู่ความ รวมทั้งผู้ร้องคัดค้านเพื่อยื่นบัญชีรายชื่อพยานและกำหนดประเด็นนำสืบในวันที่ 25 ธ.ค. นี้ เวลา 10.00 น.

ที่มา  หนังสือพิมพ์คมชัดลึก  วันที่  17  พฤศจิกายน  2551

ศาลไต้หวันสั่งคุมตัวอดีตปธน.

Details

ศาลไต้หวันสั่งคุมตัวอดีตปธน.'เฉิน'ทุจริต

:ศาลแขวงไทเป อนุมัติให้คุมตัว"เฉิน สุยเปี่ยน"อดีตประธานาธิบดีไต้หวัน ตามคำขอคณะอัยการแล้ว ก่อนนั้นท้าทายและตะโกนป้องตัวเองว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง และถูกตำรวจทำร้าย

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายเฉิน สุย เปี่ยน เป็นอดีตประธานาธิบดีไต้หวันคนแรกที่ถูกทางการควบคุมตัวอย่างเป็นทางการ หลังถูกกล่าวหาเรื่องอื้อฉาวกรณีติดสินบนและคอร์รัปชั่นมานานหลายเดือน ทั้งนี้ เขาถูกควบคุมตัวตั้งแต่เมื่อวานในข้อหาฟอกเงิน ยักยอกทรัพย์สินของรัฐ ติดสินบน และปลอมแปลงเอกสาร หลังเข้าให้การต่ออัยการนานกว่า 5 ชั่วโมง

แม้จะถูกเจ้าหน้าที่ใส่กุญแจมือ แต่นายเฉินก็ยังท้าทายอำนาจรัฐ ด้วยการยกมือขึ้นและร้องตะโกนว่า ถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง โดยในช่วงที่ศาลกำลังพิจารณาจะควบคุมตัวนายเฉินอย่างเป็นทางการหรือไม่นั้น กระบวนการพิจารณาก็ได้ถูกระงับลงชั่วคราว เพราะนายเฉินถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยอ้างว่าถูกตำรวจทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ แต่ท้ายสุด ศาลก็ได้มีคำสั่งให้ควบคุมตัวนายเฉินอย่างเป็นทางการ

ที่มา  หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  12  พฤศจิกายน  2551

คำวินิจฉัย "ป.ป.ช." คดีรถดับเพลิง

Details

คำวินิจฉัย "ป.ป.ช." ชี้มูลผิด"อภิรักษ์"คดีรถดับเพลิง

นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. และนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ร่วมแถลงผลการชี้มูลความผิดคดีรถดับเพลิง เรือดับเพลิง และอุปกรณ์ดับเพลิง ที่สำนักงาน ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน

 
ที่มา : บางส่วนของคำวินิจฉัยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามการลงมติชี้มูลความผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และข้าราชการระดับสูงจำนวน 11 คน ในคดีทุจริตจัดซื้อรถ เรือดับเพลิง และอุปกรณ์ดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯกทม.) นั้น ภายหลังที่นายอภิรักษ์เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2547 ได้ทราบข้อมูลว่ามีการทุจริตเกี่ยวกับการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงฯ และมีการร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมาที่สำนักงาน ป.ป.ช. และหน่วยงานอื่นๆ รวมทั้งพูดหารือกันในหมู่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งพบว่าบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (A.O.U.) มิได้จัดส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบ ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง และพบว่าการถอนเรื่องคืนมาจากสำนักงานอัยการสูงสุดมีเหตุผลที่ไม่น่ารับฟัง แต่กลับไม่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว เพื่อทราบข้อเท็จจริงแล้วดำเนินการยกเลิกสัญญา หรือระงับการดำเนินการตามสัญญา นายอภิรักษ์เพียงแต่แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณารายละเอียดการจัดซื้อรถยนต์ดับเพลิงและอุปกรณ์ ทำหน้าที่พิจารณาตรวจสอบรายละเอียดในการจัดซื้อ เพื่อให้เกิดประโยชน์และเหมาะสมกับการใช้งานและมีอำนาจเจรจาต่อรองกับผู้ขายให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อ กทม.เท่านั้น

อีกทั้ง การที่ได้ดำเนินการขอให้กระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาทบทวนการจัดซื้อตามโครงการนี้ตลอดมา นายอภิรักษ์ย่อมทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงแล้วว่ามีข้อบกพร่องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่กลับอ้างว่าอำนาจในการบริหารเงินงบประมาณทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่ผู้ว่าฯกทม. แต่เป็นอำนาจของนายโภคิน พลกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอ้างว่าได้รับคำชี้แจงยืนยันจากกระทรวงมหาดไทยว่าการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงฯครั้งนี้เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทุกประการ และแม้จะอ้างว่าได้รับการเร่งรัดให้ กทม. เปิด L/C แก่บริษัท สไตเออร์ฯ ผู้จัดหารถดับเพลิงฯอยู่เสมอก็ตาม ก็ไม่อาจฟังได้ เนื่องจากข้อเท็จจริงอำนาจในการบริหารเงินงบฯทั้งหมดอยู่ที่ผู้ว่าฯกทม. ไม่ได้เป็นอำนาจของกระทรวงมหาดไทยตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด เพราะว่างบฯอุดหนุนที่กระทรวงมหาดไทยจัดสรรให้ กทม.เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการใช้จ่ายเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดให้แก่ กทม. พ.ศ.2533 ข้อ 6 เพียงแต่กำหนดให้ กทม.ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อขออนุมัติในการจ่ายเงินเท่านั้น ส่วนวิธีการจัดการ กทม.ต้องไปดำเนินการบริหารจัดการเอง และการจัดซื้อจัดจ้างก็ต้องดำเนินการตามข้อบัญญัติ กทม. เรื่อง การพัสดุ พ.ศ.2538 อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการใช้จ่ายเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดให้แก่ กทม. พ.ศ.2533 ข้อ 5

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีเพียงอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติราชการของ กทม.เท่านั้น มิได้มีอำนาจสั่งการใดๆ อีกทั้งยังปรากฏว่ามีการทักท้วงจากนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ระดับสูง ซึ่งได้แนะนำให้นายอภิรักษ์ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ซึ่งถ้าหากได้ดำเนินตรวจสอบข้อเท็จจริงตามอำนาจหน้าที่ของตนก็จะทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดซื้อตามโครงการนี้อย่างแน่นอนว่ามีความไม่ชอบอย่างไร

แต่ปรากฏว่าในวันที่ 10 มกราคม 2548 นายอภิรักษ์ ในฐานะผู้ว่าฯกทม. กลับดำเนินการเปิด L/C และต่อมาได้แก้ไข L/C ให้แก่บริษัท สไตเออร์ฯ เป็นเหตุให้ข้อตกลงซื้อขายที่นายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่าฯกทม.ขณะนั้น ลงนามกับบริษัท สไตเออร์ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2547 มีผลผูกพัน

และบังคับใช้ระหว่างคู่สัญญาต่อไป ทั้งที่นายอภิรักษ์ทราบอยู่แล้วว่า การจัดซื้อตามโครงการนี้ได้มีการลงนามใน A.O.U. และการลงนามในข้อตกลงซื้อขายรถดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย มีข้อบกพร่องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งเมื่อได้รับแจ้งจากธนาคารกรุงไทยเพื่อให้แก้ไขเพิ่มเติมเงื่อนไขของ L/C นายอภิรักษ์ก็ได้ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมตามที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เสนอโดยไม่ชักช้า และมิได้แก้ไขแต่เพียงเงื่อนไข "AND/OR ANY PLACE IN THAILAND" เพื่อให้ส่งมอบสินค้าในประเทศไทยเท่านั้น แต่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในเงื่อนไขอื่นอีกหลายรายการด้วย อันเป็นการแก้ไขให้บริษัท สไตเออร์ได้รับประโยชน์ได้รับเงินจากการเปิด L/C ที่เกิดจากการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นไปตามหลักสุจริตตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 และการแก้ไขดังกล่าว ทำให้การกระทำของนายโภคิน พลกุล กับพวก ที่ได้กระทำไปแล้วในตอนแรกยังไม่ปรากฏมูลค่าความเสียหายที่เป็นตัวเงิน แต่โดยผลของการเปิด L/C ดังกล่าวทำให้ กทม.ต้องจ่ายเงินงบฯไปแล้วเพื่อชำระเงินงวดตามสัญญา จำนวน 2,354 ล้านบาท โดยไม่ได้ใช้สินค้าตามวัตถุประสงค์ของการจัดหาพัสดุแต่อย่างใด

ที่ประชุมจึงมีมติว่า การกระทำของนายอภิรักษ์ มีมูลความผิด ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการและ กทม. และฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ส่วนคุณหญิงณฐนนท ทวีสิน ในฐานะปลัด กทม. แม้ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าได้ร่วมกระทำความผิดกับนายโภคิน กับพวก ในขั้นตอนของการริเริ่มโครงการขั้นตอนของการเสนอโครงการ และอนุมัติโครงการ ตลอดจนถึงขั้นลงนามใน A.O.U. โดยมีเจตนาที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท สไตเออร์ฯ แต่คุณหญิงณฐนนทได้ทราบถึงข้อมูลและทราบว่ามีการดำเนินการจัดซื้อรถดับเพลิงของ กทม.แล้วอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2547 ที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แจ้งมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2547 เกี่ยวกับโครงการนี้ กลับละเว้นไม่ดำเนินการตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับการดำเนินการจัดซื้อในครั้งนี้ให้ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบ โดยหากพบว่าเอกสารใดพบข้อพิรุธความผิดปกติหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือพบว่าเอกสารที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงก็มีหน้าที่แก้ไขถูกต้อง หรือตั้งข้อสังเกต เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขเสียให้ถูกต้อง แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่า คุณหญิงณฐนนท ไม่ได้ดำเนินการดังกล่าวตามหน้าที่แต่อย่างใด แต่กลับลงนามในเอกสารที่มีการเสนอที่ผิดกฎหมาย ทำให้การกระทำของนายสมัคร และ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยบรรลุวัตถุประสงค์ของการกระทำความผิดในการลงนามในข้อตกลงซื้อขายระหว่าง กทม.กับบริษัท สไตเออร์ฯ

ที่ประชุมจึงมีมติว่า การกระทำของ คุณหญิงณฐนนท มีมูลเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 มาตรา 84 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการ กทม. พ.ศ.2528 มาตรา 8

นอกจากนี้ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. มีมูลเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ส่วนนายราเชนทร์ พจนสุนทร ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

มีมูลความผิดทางวินัย ฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ เป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง

ให้ส่งรายงานและเอกสาร พร้อมทั้งความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาโทษทางวินัยแก่คุณหญิงณฐนนท พล.ต.ต.อธิลักษณ์ และนายราเชนทร์ และส่งรายงานและเอกสารไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กับนายโภคิน พลกุล นายประชา มาลีนนท์ นายวัฒนา เมืองสุข นายสมัคร สุนทรเวช พล.ต.ต.อธิลักษณ์ บริษัท สไตเออร์ฯ และนายอภิรักษ์ โกษะโยธินต่อไป

ที่มา  หนังสือพิมพ์มติชน  วันที่ 12 พฤศจิกายน  2551

ป.ป.ช.ชี้มูลคดีทุจริตซื้อรถ-เรือ

Details

ป.ป.ช.ชี้มูลคดีทุจริตซื้อรถ-เรือดับเพลิงวันนี้
 
"อภิรักษ์” ลุ้น ป.ป.ช.ชี้มูลคดีทุจริตซื้อรถ-เรือดับเพลิงวันนี้ พบนักการเมือง-ข้าราชการมีเอี่ยว 11 ราย ชี้ต้องพักงานทันที หากผลสรุปมีมติผิดจริง จนกว่าศาลฎีกาจะพิพากษา เจ้าตัวยังไม่ขอออกความเห็น ขอรอผลวินิจฉัยเป็นทางการก่อนตัดสินใจอนาคตการเมือง ลั่นไม่ชิงลาออกแน่หลังลือสะพัด ปชป.บีบให้ลาออก พร้อมวางตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ คนใหม่ไว้รอท่าแล้ว “ส.ก.พปช.” ยันหากผิดคณะบริหารต้องออกทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช) วันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ ป.ป.ช.จะพิจารณาชี้มูลสำนวนคดีทุจริตการจัดซื้อรถดับเพลิง เรือดับเพลิง และอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยของกรุงเทพมหานคร มูลค่า 6,800 ล้านบาท หลังจากที่คณะอนุกรรมการไต่สวนคดีดังกล่าวที่มีนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธาน ได้สรุปสำนวนคดีว่ามีนักการเมืองและข้าราชการตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีดังกล่าวจำนวน 11 คน ได้แก่ นายโภคิน พลกุล อดีตมหาดไทย นายประชา มาลีนนท์ อดีต รมช.มหาดไทย นายสมศักดิ์ คุณเงิน อดีตเลขานุการ รมว.มหาดไทย นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตผู้ว่าฯ กทม. พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ อดีต ผอ.สำนักป้องกันสาธารณภัย กทม. นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. คุณหญิงณัษฐนนท ทวีสิน อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ นายราเชนทร์ พจนสุนทร อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายมาริโอ มีน่าร์ ผู้แทนบริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเซียลฟาย์ซอย์ เอจี แอนด์ โค เคจี และบริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเซียลฟาย์ซอย์ เอจี แอนด์ โค เคจี ในฐานะคู่สัญญากับกรุงเทพมหานคร

 นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.จะมีการชี้มูลสำนวนคดีทุจริตโครงการจัดซื้อรถดับเพลิง เรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร มูลค่า 6,200 ล้านบาท ตามที่ คตส.ส่งเรื่องมาให้ป.ป.ช.ดำเนินการ โดยการพิจารณาคดีนี้ ป.ป.ช.จะพิจารณาพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาทีละรายว่า มีความผิดหรือไม่อย่างไร

 เมื่อถามว่าหาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนายอภิรักษ์แล้ว ตามกฎหมายนายอภิรักษ์จะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันทีเลยหรือไม่ นายกล้านรงค์กล่าวว่า ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะจะต้องหารือกันในที่ประชุมเกี่ยวกับข้อกฎหมายก่อน

 น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่า หาก ป.ป.ช.มีมติชี้มูลว่านายอภิรักษ์มีความผิดข้อหาทุจริตต่อหน้าที่ นายอภิรักษ์ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.ทันที จนกว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษาออกมา ตามมาตรา 55 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีนี้ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากตำแหน่งที่นายอภิรักษ์ถูกกล่าวหากับตำแหน่งที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันเป็นตำแหน่งเดียวกัน คิดว่า ในวันที่ 11 พฤศจิกายน ป.ป.ช.จะสามารถชี้มูลคดีนี้ได้ และส่วนตัวมีคำตอบเรื่องนี้อยู่ในใจเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ ยืนยันว่าแม้คดีนี้จะเกี่ยวข้องกับนักการเมืองหลายคน แต่ไม่รู้สึกหนักใจ หรือกดดันในการทำงาน เพราะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และไม่มีใครวิ่งเต้นเกี่ยวกับคดีนี้

 ผู้สื่อข่าวถามว่า การลงมติชี้มูลคดีนี้ ป.ป.ช.จะมีมติเป็นเอกฉันท์เหมือนคดีอื่นๆ ที่ผ่านมาหรือไม่ น.ส.สมลักษณ์กล่าวว่า ไม่ทราบ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาสำนวนและการตัดสินใจของกรรมการ ป.ป.ช.แต่ละคน อย่างไรก็ตามการชี้มูลความผิดกรณีนี้จะใช้เสียงข้างมาก 5 ใน 9

 เมื่อถามว่าประเด็นของนายอภิรักษ์นั้น ป.ป.ช.จะต้องถกเถียงและตีความกฎหมายกันมากเป็นพิเศษหรือไม่ น.ส.สมลักษณ์กล่าวว่า อาจจะเป็นเช่นนั้น เพราะนายอภิรักษ์ได้ยื่นเอกสารหลักฐานชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติหน้าที่และการทำสัญญามายัง ป.ป.ช. หลังจากที่อนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงได้สรุปสำนวนคดีเรียบร้อยแล้ว แต่มั่นใจว่าในการประชุมวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ คณะกรรมการจะสามารถลงมติชี้มูลคดีดังกล่าวได้

 ทั้งนี้ มีรายงานว่า คณะอนุกรรมการไต่สวนมีความเห็นว่านายอภิรักษ์มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เนื่องจากเห็นว่าการลงนามในข้อตกลง ซึ่งมีผลผูกพันในการทำสัญญาที่มีมูลค่าถึง 6,687 ล้านบาท ได้กระทำไปโดยขัดมติคณะรัฐมนตรีหลายมติ เป็นการกระทำไปโดยขาดความรอบคอบ โดยไม่ฟังข้อท้วงติงของฝ่ายต่างๆ

 แหล่งข่าวจาก ป.ป.ช.ระบุว่า หาก ป.ป.ช.มีมติเสียงข้างมาก ให้นายอภิรักษ์มีความผิด จะมีการวินิจฉัยว่านายอภิรักษ์ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 55 หรือไม่ด้วย หากที่ประชุม ป.ป.ช.ไม่สามารถตกลงกันในเรื่องนี้ได้ อาจส่งเรื่องให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บังคับบัญชาของกรุงเทพมหานครดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป หรือส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

 ขณะที่นายอภิรักษ์กล่าวว่า ยังไม่ขอแสดงความเห็นอะไรทั้งสิ้น ต้องให้ ป.ป.ช. มีการพิจารณาตามกระบวนการของกฎหมายเสียก่อน ส่วนผลการวินิจฉัยจะออกมาเป็นอย่างไรก็พร้อมที่จะเคารพ ตนเคารพในกระบวนการยุติธรรมและเชื่อว่าจะได้รับความเป็นธรรม

 เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่าจะเป็น 1 ใน 11 คนที่จะถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด นายอภิรักษ์กล่าวว่า ปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนการตรวจสอบ ยังไม่ขอพูดถึงในรายละเอียดใดๆ ต่อข้อถามว่า หากถูกชี้จะแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกเลยหรือไม่ ผู้ว่าฯ กทม.คงต้องรอดูผลการหารือของ ป.ป.ช. และข้อสรุปอย่างเป็นทางการก่อน ตอนนี้ตอบอะไรไม่ได้

  แหล่งข่าวกล่าวว่า เมื่อผู้ถูกกล่าวหาคือผู้ว่าฯ กทม. ปฏิบัติหน้าที่ต่อมิได้ ก็ทำให้ตำแหน่งคณะผู้บริหาร กทม.ที่เป็นข้าราชการการเมือง ตั้งแต่รองผู้ว่าฯ กทม. ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. และเลขานุการผู้ว่าฯ กทม. จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามไปด้วย เนื่องจาก พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 ได้ให้อำนาจผู้ว่าฯ กทม.เพียงผู้เดียว และกรณีนี้ผู้ว่าฯ กทม.ไม่สามารถมอบอำนาจให้รองผู้ว่าฯ กทม.ได้ ดังนั้นผู้รับมอบอำนาจก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามไปด้วย ทำให้ปลัด กทม.ต้องรักษาราชการแทน จนกว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษาออกมา

 อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ กทม.ก็มีข้อกังวลว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อาจจะใช้เวลาในการพิจารณาค่อนข้างนาน ทำให้ กทม.ไม่มีผู้ว่าฯ ปฏิบัติหน้าที่ อาจทำให้การบริหารงานมีลักษณะเป็นสุญญากาศได้ หากนายอภิรักษ์เลือกที่จะรอคำตัดสินของศาล ส่วนอีกแนวทางหนึ่งคือ นายอภิรักษ์เลือกที่จะลาออกจากตำแหน่งทันทีหลังจากทราบผลการวินิจฉัยของ ป.ป.ช. เพื่อเปิดทางให้มีกระบวนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ใหม่ภายใน 90 วัน เพื่อไม่ให้การบริหารงาน กทม.ชะงักงัน โดยเฉพาะการแต่งตั้งข้าราชการระดับ 9 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าฯ กทม.

 ต่อมาเวลา 18.30 น. นายอภิรักษ์ให้สัมภาษณ์อีกครั้ง โดยยืนยันว่าจะไม่ชิงลาออกจากตำแหน่งก่อนอย่างแน่นอน ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่านายอภิรักษ์ถูกกดดันจากพรรคประชาธิปัตย์ หากถูกชี้มูลความผิด โดยพรรคขอให้นายอภิรักษ์ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ก่อนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษา ขณะนี้พรรคได้วางตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็น ส.ส.ของพรรคในขณะนี้ และมีความใกล้ชิดกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคอย่างมาก 

 ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จะรอฟังการพิจารณาของป.ป.ช. ที่ผ่านมาพรรคไม่เคยเข้าไปแทรกแซงกระบวนการทำงาน หากพิจารณามาอย่างไรก็พร้อมจะยอมรับ หากถูกชี้มูล นายอภิรักษ์ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และรอการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 “ผมเห็นเรื่องนี้มาโดยตลอดตั้งแต่ต้น และเชื่อว่านายอภิรักษ์บริสุทธิ์ ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง แต่เมื่อมาถึงช่วงปลายที่รับผิดชอบในฐานะผู้ว่าฯ กทม. ในพรรคได้มีการพูดคุยเรื่องนี้กัน และได้นำกรณีนี้ไปปรึกษาสำนักงานทนายความคนึง ฤชัย ซึ่งเป็นผู้มีความรู้เรื่องระหว่างประเทศ และได้รับคำแนะนำว่าหากนายอภิรักษ์ไม่เปิดแอลซี จะต้องโดนเล่นงานแน่ และจะเสียเปรียบ หากมีข้อขัดแย้งระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายที่ต้องเข้าสู่กระบวนการของอนุญาโตตุลาการ และขึ้นศาลระหว่างประเทศ ก็ไม่มีทางชนะ เพราะสัญญามีผลไปแล้วก่อนที่นายอภิรักษ์จะมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. ผมยืนยันได้เลย ใครจะว่าอย่างไร ผมยังเชื่อว่าคุณอภิรักษ์บริสุทธิ์ และเชื่อว่าคณะทำงาน ป.ป.ช.ก็ดี ศาลฎีกาก็ดี จะพิจารณาตามข้อเท็จจริงตามหลักฐาน ดังนั้นไม่ต้องกังวลใจ” นายสุเทพกล่าว

 ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่าหากนายอภิรักษ์ถูกชี้มูล พรรคจะให้ลาออกนั้น เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างนั้น เนื่องจากต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ต้องเดือดร้อนชาวบ้าน ฉะนั้นต้องรอให้ศาลตัดสินให้จบก่อน ทั้งนี้ยังไม่ได้คุยกับนายอภิรักษ์ว่าหากถูกชี้มูลจะดำเนินการอย่างไร เพราะติดตามตั้งแต่ต้น จึงไม่ได้สนใจที่จะไปคุย ยืนยันว่าพรรคตัดสินใจถูกที่ส่งนายอภิรักษ์ลงชิงผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัย เพราะถือว่านายอภิรักษ์เป็นผู้ว่าฯ กทม.ที่ดีที่สุดคนหนึ่งนับตั้งแต่มีผู้ว่าฯ กทม.มา และประชาชนคนกรุงเทพฯ ก็เห็นแบบเดียวกับที่พรรคเห็น ซึ่งจะเห็นว่าคะแนนที่สนับสนุนนายอภิรักษ์ในครั้งนี้ก็มากกว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งที่แล้ว ฉะนั้นตนคิดว่าพรรคทำถูกแล้ว

 เมื่อถามว่าหากนายอภิรักษ์ถูกชี้มูลจะชี้แจงต่อประชาชนอย่างไร นายสุเทพกล่าวว่า พรรคต้องตอบตามข้อเท็จจริง และทำตรงไปตรงมา ซึ่งมีกฎเกณฑ์กติกาอยู่ หากบอกให้พักงานก็ต้องพักงาน หากบอกให้ไปรับการพิจารณาคดี เราก็รอพิจารณาคดี อย่างไรก็ตามควรรอฟังในวันที่ 11 พฤศจิกายนก่อน หากพูดไปก่อนเหตุจะทำให้คนฟังเสียกำลังใจ

 ขณะที่นายวิสูตร สำเร็จวาณิชย์ ส.ก.เขตลาดกระบัง พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า หากนายอภิรักษ์ถูกชี้มูลว่ามีความผิด ต้องยุติการทำหน้าที่ผู้ว่าฯ กทม.ทันที เพื่อแสดงสปิริตของผู้บริหาร รวมไปถึงรองผู้ว่าฯ กทม. คณะที่ปรึกษา ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยนายอภิรักษ์ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปพร้อมกัน ส่วนการรักษาราชการนั้นต้องให้เป็นหน้าที่ของนายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัด กทม. จะให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีตำแหน่งในคณะผู้บริหารฝ่ายการเมืองมาปฏิบัติหน้าที่แทนไม่ได้ เพราะถือว่าผิดระเบียบ

ที่มา  หนังสือพิมพ์คมชัดลึก  วันที่  11  พฤศจิกายน  2551

   
© ALLROUNDER