มหาวิทยาลัยไทยขาดธรรมาภิบาลตรงไหน อย่างไร

14 กรกฎาคม 2559


 

สุพจน์ เอี้ยงกุญชร

                คำว่า "ธรรมาภิบาล" มาจากศัพท์คำว่า Good governance ของภาคการเมืองการปกครอง และได้ถูกนำมาใช้ในภาคส่วนของการศึกษาด้วย โดยเฉพาะในวงการอุดมศึกษาที่มักกล่าวอ้างกันอย่างกว้างขวางในช่วงไม่เกิน 2 ทศวรรษที่ผ่านมานี้ หากว่ากันโดยรากศัพท์ "ธรรมาภิบาล" มาจากคำว่า ธรรมกับอภิบาล หรือพูดกันอย่างภาษาชาวบ้านก็คือ การดูแลอย่างเป็นธรรม หรือการบริหารจัดการอย่างเป็นธรรม ซึ่งฟังดูดีแต่มีปัญหาเยอะ เพราะในการปฏิบัติไม่ค่อยเกิดให้เห็นเป็นรูปธรรม ยิ่งพูดก็ดูเหมือนยิ่งเป็นปัญหา แต่อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเชื่อกันว่า ปัญหาสำคัญของมหาวิทยาลัยไทยคือ การขาดธรรมาภิบาล นี่เอง

                ดังนั้น ลองมาพิจารณากันดูว่า มหาวิทยาลัยไทยขาดธรรมาภิบาลตรงไหน และขาดธรรมาภิบาลอย่างไร หากค้นหาต้นสายปลายเหตุได้อย่างชัดเจน เชื่อว่ายังไม่สายเกินไปที่จะหาทางแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม และนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปอุดมศึกษาของไทยได้อย่างแท้จริง

 

                สำหรับจุดแรกที่น่าเชื่อว่า เป็นต้นธารของปัญหาธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยคือ สภามหาวิทยาลัย ในอดีตสภามหาวิทยาลัยหลายแห่งได้ชื่อว่า สภามหาวิทยาลัยในกำกับของอธิการบดี แต่ปัจจุบันได้มีพัฒนาการจนได้ชื่อว่า สภาฯผลัดกันเกาหลัง ทั้งนี้มีที่มาที่ไปคือ ในอดีตและปัจจุบันของหลายๆ มหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิ และนายกสภาฯ ล้วนมาจากการเสนอของอธิการบดี ท่านผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้เลยให้ความเกรงอกเกรงใจอธิการบดีเป็นพิเศษ นอกจากไม่ทักท้วงหรือขัดขวางในเรื่องใดๆ ที่อธิการบดีเสนอแล้ว ยังช่วยปกป้องและพร้อมยกมือสนับสนุนด้วย เพราะหากท่านไม่สนับสนุนอธิการบดีก็เกรงว่า เมื่อหมดวาระจะไม่ได้รับการเสนอชื่อเข้ามาอีก มติของสภาฯหลายๆ มติจึงเป็นไปเพื่อสนองความต้องการของอธิการบดีเป็นสำคัญ แม้จะมีเสียงคัดค้านจากกรรมการส่วนอื่น (ผู้แทนคณาจารย์) ด้วยเหตุผลใดๆ ก็เพียงแค่นิ่งรับฟังแต่ไม่ค่อยใส่ใจ ทำให้มติเหล่านั้นขาดความรอบคอบ ไม่ชอบธรรมและบางครั้งหมิ่นเหม่ต่อการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น การสรรหาผู้บริหารระดับสูง การอนุมัติโครงการใหญ่ๆ การออกระเบียบและข้อบังคับต่างๆ และการพิจารณาค่าตอบแทนต่างๆ เป็นต้น

                ในปัจจุบัน องค์ประกอบของสภาฯ ตาม พ.ร.บ.ของหลายๆ มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยในกำกับ มีสัดส่วนของกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิมากขึ้น ทำให้อำนาจชี้นำในสภามหาวิทยาลัยของอธิการบดีลดลง กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ และนายกสภาฯมีความเป็นตัวของตัวเองสูงขึ้น แม้สภาฯจะไม่อยู่ในกำกับของอธิการบดีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีการเอื้อประโยชน์ให้แก่กันและกันไม่ต่างไปจากเดิม นั่นคือ กรรมการสภาฯจะใช้อำนาจเลือกอธิการบดี แล้วอธิการบดีก็กลับมาเลือกกรรมการ สภาฯเป็นการตอบแทน กลับไปกลับมาจนได้สมญาว่า สภาฯผลัดกันเกาหลัง ความชอบธรรมในการใช้อำนาจของสภาฯจึงผิดพลาดคลาดเคลื่อนอยู่เหมือนเดิม

                นอกจากนี้ การที่ผู้ทรงคุณวุฒิบางท่านรับเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยซ้ำซ้อนหลายๆ ที่ ก็นับเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แสดงถึงการขาดธรรมาภิบาลของสภามหาวิทยาลัย เพราะโดยสภาพเป็นไปไม่ได้ที่ท่านจะทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการทำหน้าที่กรรมการสภาฯของมหาวิทยาลัยในกำกับที่กรรมการสภาฯจะต้องติดตามการบริหารอย่างใกล้ชิด ต้องคิด ต้องวิเคราะห์ และชี้นำนโยบายที่ดีที่สุดให้กับมหาวิทยาลัย จะปล่อยให้อธิการบดีเสนอนโยบายแบบเดิมไม่ได้แล้ว

                อนึ่ง การไม่กำหนดอายุสูงสุดของผู้ทรงคุณวุฒิก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่บั่นทอนประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ด้วย กรรมการสภาฯหลายท่านอายุมากถึง 70-80 ปี ซึ่งจัดว่าชราภาพแล้ว แต่ท่านก็ยังหลงตนเองว่า ท่านยังเก่งกล้าสามารถ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย (อาจมีบ้างเพียงบางท่าน) หลายท่านตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก (โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว) หลายท่านยังคงยึดติดอยู่กับวิธีการบริหารงานอย่างในอดีต และหลายท่านมีอัตตาสูงจนไม่ยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในสิ่งใหม่ๆ หลายท่านจึงกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนามหาวิทยาลัยโดยไม่รู้ตัวและไม่ได้ตั้งใจ

                ถึงตรงนี้จึงเห็นได้ชัดเจนว่า ที่มาของกรรมการสภามหาวิทยาลัยและนายกสภาฯ คือต้นธารของการขาดธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยไทย เพราะปัญหาต่างๆ ที่ตามมาล้วนเกิดจากผลประโยชน์ทับซ้อนกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยในกำกับที่มีการกำหนดค่าตอบแทนให้กับผู้บริหารและกรรมการสภาฯในอัตราที่สูงมากนั้น ยิ่งมีโอกาสที่สภามหาวิทยาลัยจะทำหน้าที่เบี่ยงเบนสูงกว่าในอดีตด้วย

                จุดต่อมาคือ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยระดับสูง ซึ่งมีอธิการบดีเป็นตัวหลักหรือตัวขัดตาทัพ (กรณีที่อธิการบดีตัวหลักอยู่ครบวาระตาม พ.ร.บ.แล้ว) ในมหาวิทยาลัยที่ผู้บริหารระดับสูงขาดธรรมาภิบาลจะทำให้หลายๆ ส่วนในมหาวิทยาลัยขาดธรรมาภิบาลตามไปด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อคงไว้ซึ่งผลประโยชน์ที่เคยได้รับและฐานเสียงที่สนับสนุนในสภาฯ เช่น การล้วงลูกในการสรรหาคณบดีคณะต่างๆ หรือการส่งคนของตนเข้าไปเป็นเสียเอง การออกระเบียบหรือข้อบังคับบั่นทอนอำนาจคณบดี หรือการพิจารณาจัดสรรงบประมาณที่ไม่เป็นธรรมต่อคณะต่างๆ และการพิจารณาค่าตอบแทนที่ไม่ชอบธรรม เป็นต้น

                หากพิจารณาถึงค่าตอบแทนผู้บริหารมหาวิทยาลัยในปัจจุบันจะพบว่าสูงมาก เฉพาะเงินเดือนของอธิการบดีบางมหาวิทยาลัยสูงกว่านายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำ นอกจากนี้ยังมีเงินประจำตำแหน่ง รถประจำตำแหน่ง และค่าตอบแทนอื่นๆ อีกมากมาย แม้แต่ระดับรองอธิการบดีซึ่งเป็นทีมเดียวกับอธิการบดี ก็ล้วนมีรายได้สูงกว่าคณบดี (แม้ตามกฎหมายจะถือว่าเป็นตำแหน่งระดับเดียวกันก็ตาม) ที่เห็นชัดคือ มีการจัดสรรค่าตอบแทนรถประจำตำแหน่งให้รองอธิการบดีเดือนละ 25,400 บาทต่อคนต่อเดือน (บางมหาวิทยาลัยมีรองอธิการบดีนับสิบคน) ในขณะที่คณบดีจะไม่ได้รับค่าตอบแทนในส่วนนี้

                อีกกรณีที่ชี้ให้เห็นถึงการขาดธรรมาภิบาลของอธิการบดีคือ การที่ไม่กำหนดวาระและอายุสูงสุดของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี ขนาดประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาเมื่อดำรงตำแหน่งครบ 2 วาระยังไม่สามารถกลับมาเป็นอีกได้ แต่มหาวิทยาลัยไทยไม่ได้ถูกกำหนดไว้เช่นนั้น หลายท่านจึงสามารถวนเวียนกลับมาเป็นอธิการบดีได้อีกเรื่อยๆ (บางท่านเป็นมาแล้วถึง 20 ปี) เช่นเดียวกับเรื่องอายุสูงสุดของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี ขนาดศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญที่สุดยังต้องพ้นจากตำแหน่งอาจารย์เมื่ออายุเกิน 65 ปี แม้แต่ข้าราชการตุลาการยังปฏิบัติหน้าที่ได้สูงสุดแค่ 70 ปี แต่เหตุใดอธิการบดีจึงไม่มีข้อกำหนดในเรื่องนี้

                ยิ่งไปกว่านั้น บางมหาวิทยาลัยเกิดจากการวางแผนจัดตั้งของผู้บริหารอุดมศึกษาในอดีต จึงดูคล้ายเป็นการจัดตั้งมหาวิทยาลัยไว้เพื่อรองรับตนเองเมื่อเกษียณจากราชการ มหาวิทยาลัยจึงเหมือนเป็นสมบัติส่วนตัว ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า แม้ท่านเหล่านั้นจะเกษียณจากราชการมานานนับสิบปีก็ยังไม่ยอมปล่อยวางไปจากมหาวิทยาลัยนั้นๆ กรณีเช่นนี้จึงยากจะหาคำว่า ธรรมาภิบาล

                จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า การขาดธรรมาภิบาลของมหาวิทยาลัยไทยเริ่มที่สภามหาวิทยาลัยและคณะผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยเป็นสำคัญ นั่นคือต้นธารของการขาดธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันมีการฟ้องร้องนายกสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดีต่อศาลปกครองมากมายหลายร้อยคดี แม้แต่การฟ้องร้องในระดับคณะก็เช่นเดียวกัน มักมีอธิการบดีหรือคนของอธิการบดีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ

สถานการณ์เช่นนี้บ่งชี้ให้เห็นชัดว่า มหาวิทยาลัยไทยส่วนใหญ่ขาดธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง และเรื่องนี้นับเป็นปัญหาใหญ่ของวงการอุดมศึกษาไทยที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไม่อาจปล่อยปละละเลยไปเป็นอันขาด

 

 

ที่มา : มติชน ฉบับวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย