หมายจับ '51 นักศึกษา' ชั้นหัวกะทิ โกงสอบนายสิบตำรวจ

16 มกราคม 2560


 

          ศาลอนุมัติหมายจับ 51 นักศึกษา 1 หัวโจก ร่วมขบวนการโกงสอบนายสิบตำรวจ โทษหนักติดคุก 7 ปี รองปลัดยุติธรรมห่วง เยาวชนหัวกะทิ ประวัติติดตัวรับราชการไม่ได้ แนะสารภาพร้องขอศาลให้คุมประพฤติแทนขัง วอนสถานศึกษาให้โอกาสเรียนต่อ สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติมุ่งแก้ไขคนมากกว่าลงโทษ

          กรณีพบการทุจริตในการสอบข้อเขียน คัดเลือกบุคคลภายนอกเป็นนายสิบตำรวจ ในส่วนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อตรวจสอบในสนามสอบอื่น ๆ พบการทุจริตที่บช.ภ.7 อีกหนึ่งแห่ง เบื้องต้น จ่อจับ 51 มือปืนรับจ้างทำข้อสอบ ที่ส่วน ใหญ่เป็นนิสิตนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยดัง 2 ข้อหาหนัก รวมถึงนายจิระพจน์ พลายด้วง เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทศกิจ สำนักงานเขตปทุมวัน หัวหน้าขบวนการ ตามที่ได้เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้

 

          ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 12 ม.ค. ศาลได้อนุมัติหมายจับนิสิต-นักศึกษา คณะแพทย ศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และคณะทันตแพทยศาสตร์ 51 คน และผู้บงการอีก 1 คน หลัง พ.ต.อ.อุเทน นุ้ยพิน ผกก.ศฝร.บช.น. นำเอกสารและพยานหลักฐานไปเสนอขอให้ศาลพิจารณาออกหมายจับ

          ด้านนายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นกรณีการรับจ้างเข้าไปเฉลยข้อสอบการสอบคัดเลือกนักเรียนนายสิบตำรวจ มีเยาวชนที่เป็นนิสิต-นักศึกษา คณะแพทย์ วิศวกรรม และคณะอื่น ๆ อยู่ร่วมในขบวนการด้วย คดีนี้พนักงานสอบสวนอาจแจ้งข้อกล่าวหาในหลายฐานความผิด ส่วนตัวเห็นว่ากรณีนี้เข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามกฎหมายจะใช้บทลงโทษหนักสุด ซึ่งฐานความผิดหนักสุดคืออั้งยี่ มาตรา 209 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 14,000 บาท ทั้งนี้ หากผู้ต้องหายอมรับว่ากระทำผิดจะได้รับการลดโทษลงกึ่งหนึ่งเหลือจำคุกไม่เกิน 3 ปี 6 เดือน และอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถร้องขอต่อศาลให้ใช้วิธีคุมประพฤติแทนการคุมขัง แต่ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล

          นายธวัชชัย ระบุว่า ส่วนตัวเป็นห่วงกรณีเยาวชนที่ร่วมในขบวนการจะต้องมีประวัติอาชญากรรม ทำให้เข้ารับราชการไม่ได้เพราะถือเป็นคุณสมบัติต้องห้าม อย่างไรก็ตามเห็นว่าสถานศึกษาไม่ควรตัดสิทธิของคนกลุ่มนี้ เพราะจะยิ่งเป็นการสร้างภาระให้กับสังคม และเห็นควรที่จะแก้ไขปัญหาเพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคนด้วยการเน้นบำบัดแก้ไขฟื้นฟูมากกว่าการลงโทษ

          ขณะเดียวกัน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กรณี ที่นิสิต นักศึกษากระทำความผิดนั้นทางมหาวิทยาลัยมีข้อบังคับว่าด้วยวินัย นิสิต นักศึกษา รวมถึงการลงโทษอยู่แล้ว ส่วนคดีอาญาก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย ด้าน ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดม ศึกษา(กกอ.)กล่าวว่า นิสิต นักศึกษาต้องปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบข้อบังคับ ประกาศหรือคำสั่งของมหาวิทยาลัยอย่างเคร่งครัด ถ้านักศึกษาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามถือว่ากระทำผิดวินัย มหาวิทยาลัยจะพิจารณาสอบสวนให้รับโทษตามที่กำหนดไว้ เช่นการทุจริตในการศึกษา การสอบการปลอมแปลงเอกสารและกระทำความผิดอาญา เป็นต้น

          "ปกติโทษฐานความผิดวินัยจะมี 2 ประเภทคือ 1.ความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง อาจรับโทษว่ากล่าวตักเตือนตัดคะแนนความประพฤติ และภาคทัณฑ์ 2.ความผิดวินัยร้ายแรงอาจให้พักการศึกษาหรือไล่ออก ส่วนกรณีที่ นิสิตนักศึกษา ต้องคดีอาญาและถูกพิพากษาจำคุก จะสามารถกลับมาเป็นนิสิต นักศึกษาได้อีกหรือไม่นั้นต้องเป็นไปตามข้อบังคับของแต่ละมหาวิทยาลัย หากรอลงอาญาก็ต้องไปดูข้อบังคับของแต่ละมหาวิทยาลัยเช่นกัน" ดร.สุภัทร กล่าว.

 

 

 

ที่มา : เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2560

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย