'เชฟรอน'อ่วม เจอภาษีย้อนหลัง 3,000 ล้าน จ่อฟันอาญากรมศุลกากร

16 มกราคม 2560


 

          ผู้จัดการรายวัน360 - "เชฟรอน" อ่วม! ต้องจ่ายภาษีย้อนหลังกว่า 3,000 ล้าน แม้เพิ่งต่อสัมปทานยุค "บิ๊กตู่" อีก 10 ปี" เผยคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะพิเศษ ตีความชัดต้องจัดเก็บภาษีด้วย เผย "เชฟรอน"เพิ่งประสานกระทรวงพลังงาน ขอความเห็นเคลียร์ปัญหา เหตุรับรู้ "ใช้ดีเซลบนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมต้องจ่ายภาษีฯ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ไม่มียกเว้น" ปูด!กรมศุลกากร เจ้าของเรื่อง จ่อถูกดำเนินการทางอาญาและวินัย เหตุชะลอจนเกือบเสียค่าโง่

 

          รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่า เมื่อปลายปี 2559 เว็บไซต์คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เผยแพร่ ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2559 เรื่องที่ (1886/2559) กรณี กรมศุลกากร ขอหารือประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับการขนส่งของระหว่างชายฝั่งในราชอาณาจักรและพื้นที่สัมปทานปิโตรเลียมนอกบริเวณทะเลอาณาเขต หรือปมปัญหาจากกรณีการยกเว้นการเก็บภาษีสรรพสามิต จำนวน 3,000 ล้านบาท ให้กับจากบริษัท เชฟรอน (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทพลังงานสัญชาติสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสัมปทานอยู่ในประเทศไทยจำนวนมาก

          ล่าสุดคณะรัฐมนตรีก็เพิ่งต่อสัมปทานให้กับเชฟรอนเป็นเวลา 10 ปี เป็นสัมปทานการขุดเจาะและผลิตปิโตรเลียม เลขที่ 1/2534/36 แปลงสำรวจหมายเลข B8/32 นอกชายฝั่งทะเลจังหวัดชุมพรและสุราษฎร์ธานี ให้กับบริษัท เชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) และคณะ ออกไปอีก 10 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.63 - 31 ก.ค.73 ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยสัญญาสัมปทานเดิมจะหมดในปี 2563 โดยต่อสัญญาออกไปอีก 10 ปี เป็นการต่อสัญญาตามข้อผูกพันที่มีต่อกัน

          สำหรับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะพิเศษ ที่ได้พิจารณาขอหารือของกรมศุลกากรเสร็จเรียบร้อยแล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมา (เรื่องเสร็จที่ 1886/2559) สรุปว่า การขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์น้ำมันจากชายฝั่งในราชอาณาจักรไปยังแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมซึ่งตั้งอยู่ ในเขตไหล่ทวีปนอกอาณาเขต 12 ไมล์ทะเล จึงต้องถือตามกฎหมายว่า ด้วยปิโตรเลียมซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะกล่าวคือ ถือว่า การขนของไปใช้ในการสำรวจและการผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ดังกล่าวเป็นการขนของไปใช้ในการประกอบกิจการปิโตรเลียมในราชอาณาจักร หากมีภาระภาษีใดๆ เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการดังกล่าว ก็ต้องมีการจัดเก็บภาษีเช่นเดียวกับการประกอบกิจการในราชอาณาจักรด้วย

          ข้อพิจารณาดังกล่าวของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งตีความว่า "การขนส่งน้ำมันไปยังแท่นขุดเจาะน้ำมันเป็นการค้าชายฝั่งหรือใน ราชอาณาจักรต้องเสียภาษี " เมื่อได้รับรายงานผลการตีความจากกรมศุลกากรอย่างเป็นทางการแล้ว จะสั่งการให้กรมสรรพาสามิตประเมินภาษีส่วนที่ไม่ได้เก็บจาก บริษัท เชฟรอน (ประเทศไทย) มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท และกรมสรรพากรต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนที่ขาดไป เนื่องจากฐานราคาในการคิดภาษีมูลค่าเพิ่มต่ำเนื่องจากยังไม่ได้บวกภาษีสรรพสามิต

          นอกจากนี้ การดำเนินการทางอาญาและวินัยกับข้าราชการที่เกี่ยวข้องในการตีความกฎหมายยกเว้นภาษีให้กับบริษัทเชฟรอน นั้น ต้องขึ้นกับคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่มีนายลวรณ แสงสนิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง เป็นประธานว่า ข้าราชการที่เกี่ยวข้องตีความกฎหมายดังกล่าวผิดโดยสุจริตหรือไม่

มีรายงานว่า กรณีปัญหาภาษีอากรสำหรับการส่งน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันไปใช้ ในเขตพื้นที่สัมปทานปิโตรเลียมของ บริษัท เชฟรอน (ประเทศไทย) จำกัด ที่อยู่นอกอาณาเขต 12 ไมล์ทะเล ซึ่งกรมศุลกากรถือว่าเป็นการส่งของออกไปนอกราชอาณาจักรตาม พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ศุลกากร พ.ศ. 2469 และได้ให้บริษัทปฏิบัติพิธีการศุลกากรส่งออก ส่งผลให้ บริษัทได้รับยกเว้นหรือคืนภาษีสรรพสามิต และไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมัน

          ก่อนหน้านั้น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกาได้ตีความว่า น้ำมันสำเร็จรูปที่ส่งไปใช้ยังแท่นขุดเจาะของบริษัทเชฟรอนในพื้นที่ไหล่ทวีป ถือเป็นการส่งน้ำมันในราชอาณาจั กร ต้องปฏิบัติพิธีการว่าด้วยการค้าชายฝั่ง ทำให้บริษัทเชฟรอนต้องเสียภาษี แต่กรมศุลกากร เจ้าของเรื่องกลับไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหา ทันที กลับส่งเรื่องไปที่กระทรวงการคลังให้พิจารณาแทน

          กรณีนี้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้นำส่งหนังสือ ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า การส่งน้ำมันเชื้อเพลิงกรณี บริษัทเชฟรอน ไม่ถือเป็นการส่งออกไปราชอาณาจักร แต่ถือเป็นการค้าชายฝั่งซึ่งจะต้องเสียภาษีอากรตามความเห็นที่ประชุม 3 ฝ่าย ระหว่างกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน และกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั่งให้กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิตเรียกเก็บภาษีอากร พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มและเรียกเงินภาษีที่มีการคืนให้บริษัทเชฟรอนกลับคืนรวมทั้งให้สอบสวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทั้งทางอาญาแพ่งและวินัยด้วย

ประเด็นนี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ได้หารือกับนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เกี่ยวกับข้อพิพาทนี้ ก่อนได้ข้อสรุปว่าคงต้องมีการชี้แจงเรื่องข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร และว่าไปตามขั้นตอน ซึ่งเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีเองก็ทราบ ดังนั้นจึงไม่ต้องเป็นห่วง

          "ข้อเท็จจริงก็ต้องมีอันเดียว ก็ต้องเป็นหน้าที่ รมว.คลังต้องชี้ออกมาว่า อะไรคือข้อเท็จจริง จะมีสองอย่างไม่ได้อยู่แล้ว และต้องเป็นผลประโยชน์ต่อรัฐด้วย ประเทศต้อง มาก่อน" นายสมคิดระบุ

          มีรายงานว่า ต่อมาช่วงเดือนตุลาคม 2559 นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ได้แต่งตั้ง นายประภาศ คงเอียด รองปลัดกระทรวงการคลัง ขึ้นมาพิจารณาเรื่อง ดังกล่าวอีกครั้งหนึ่งโดยมีการเรียกประชุมฝ่ายต่างๆ และมีความเห็นว่า แม้ว่ากระทรวงการคลังจะได้รับแจ้งจาก สตง.ว่าให้เรียกเก็บภาษีจากบริษัทเชฟรอน แต่เพื่อให้เกิดบรรทัดฐานที่มีความชัดแจ้งและเป็นธรรมต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และเพื่อให้เกิดความชัดเจนแน่นอนในการบังคับใช้กฎหมาย จึงให้กรมศุลกากรทำหนังสือหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกครั้งหนึ่ง โดยให้สรุปข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย แนวคำพิพากษาศาลฎีกา และแนวทางตามหนังสือตอบข้อหารือของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

          ก่อนหน้านั้น น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กรุงเทพมหานคร และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านพลังงาน ก็โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ส่วนตัว Rosana Tositrakul หัวข้อ "ค่าโง่ภาษีน้ำมันที่ต้องเรียกคืน" จากกรณีบริษัท เชฟรอน ขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไปขายที่แท่นเจาะ แล้วกรมศุลกากรตีความว่าเป็นการส่งน้ำมันออกนอกราชอาณาจักร ทำให้บริษัท เชฟรอนฯ มาขอคืนภาษีมูลค่า 3,000 ล้านบาท

          "กรณีการขอคืนภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่มน้ำมันสำเร็จรูปที่ส่งไปใช้ยัง แท่นขุดเจาะของบริษัทเชฟรอนในพื้นที่ ไหล่ทวีป ถูกสำนักกฎหมายกรมศุลกากรตีความว่า พื้นที่นอกเขต 12 ไมล์ทะเล ถือเป็นการส่งน้ำมันออกนอกราชอาณาจักร จึงทำให้บริษัท เชฟรอน มาขอคืนภาษี รวมแล้วมีมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

          1) หากการส่งน้ำมันไปใช้บนแท่น ขุดเจาะที่อยู่ในดินแดนไทยคือการค้าชายฝั่ง บริษัทเชฟรอนก็ไม่มีสิทธิได้คืนภาษี ส่วน ภาษีที่ขอคืนไปแล้ว สตง.สมควรต้องเรียกคืนย้อนหลังทั้งหมด

          2) นอกจากบริษัท เชฟรอน ที่มีการขอคืนภาษีน้ำมันแล้ว ยังมีบริษัทอื่นอีกหรือไม่ที่ ขอคืนภาษีแบบเดียวกัน หากมีต้องเรียกคืนเช่นกัน

          3) การที่บริษัท เชฟรอน นำน้ำมันส่งออกที่ได้คืนภาษีกลับเข้ามาที่สงขลาอีกครั้ง ต้องมีการตรวจสอบว่า มีการนำน้ำมันกลบมาขายในประเทศหรือไม่? และทำมาแล้วกี่ครั้ง?

          4) ต้องสอบสวนและลงโทษข้าราชการที่มีการเตะถ่วงเรื่องที่ทำให้รัฐเสียหาย โดยเฉพาะหากพบว่ามีขบวนการทุจริตเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอกชนในกรณีนี้"

          ต่อมา น.ส.รสนา ยังโพสต์กรณีปลัดกระทรวงการคลัง ที่ตีความกรณีพื้นที่ไหล่ทวีปไม่ใช่ราชอาณาจักรไทยว่า นอกจากจะเสียค่าโง่ 3,000 ล้านบาท แล้วยังจะลามไปถึงการเสียดินแดนได้ด้วย หากยังแกล้งโง่ไม่เร่งรัดเรียกค่าโง่ภาษีน้ำมันคืนโดยเร็วเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน โดยตอนหนึ่งระบุว่า "ก็ควร ที่รัฐบาลจะต้องเร่งเอาผิด ให้เห็นทันตาสมดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"

          ขณะที่หน่วยราชการอย่างกระทรวงพลังงาน โดยนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ยอมรับว่า ตัวแทนบริษัท เชฟรอน สำรวจและผลิต จำกัด ได้โทร.หารือถึงปัญหาการตีความทางกฎหมายที่ต่างกัน ทำให้บริษัทเชฟรอน (ไทย) ไม่กล้าส่งน้ำมันไปยังแท่นขุดเจาะกลางอ่าวไทย เมื่อจะซื้อค่ายอื่นๆ ก็ไม่กล้าเพราะไม่แน่ใจการตีความทางกฎหมาย ดังนั้นจะประสานเรื่องนี้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขเพื่อไม่ให้กระทบต่อการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย

          ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตาม พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ตามมาตรา 70 การใช้น้ำมันดีเซลบนแท่นขุดเจาะไม่ได้สิทธิ์ยกเว้นภาษี เพราะถือว่าเป็นการค้าภายในประเทศ โดยเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องใช้ โครงก่อสร้าง ยานพาหนะ ส่วนประกอบ อุปกรณ์ และวัสดุอื่นๆ ที่ใช้ในการประกอบกิจการ ปิโตรเลียมเข้ามาในราชอาณาจักรได้ โดยให้ได้รับยกเว้นการเสียอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรและภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร แต่ของดังกล่าวต้องเป็นของที่คณะกรรมการ มีคำสั่งเห็นชอบว่าจำเป็นในการประกอบกิจการปิโตรเลียม)

          ต่อมากรมศุลกากรได้ตี ความกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักสากลในเรื่องของการยึดอาณาเขต 12 ไมล์ทะเล ซึ่งกรมศุลกากรตีความตามกฤษฎีกาว่าอยู่นอกอาณาเขตตามพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 และได้ให้บริษัทปฏิบัติพิธีการศุลกากรส่งออก ส่งผลให้บริษัทได้รับยกเว้นหรือคืนภาษีสรรพสามิต และไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมัน การตีความต่างกันทำให้กรมฯ จึงได้หารือกับกรมศุลกากรเพื่อให้การปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน จึงสรุปกันว่าต้องจ่ายภาษีฯ เพราะ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมระบุไว้ชัดแล้ว

          "การยกเว้นภาษีฯ เมื่อปี 2554 นั้นทำให้เชฟรอนไปขอคืนภาษี ประมาณ 3,000 ล้านบาท เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ กระทรวงการคลังจะต้องไปเคลียร์กันเอง แต่ในแง่ของกระทรวงพลังงานโดยกรมเชื้อเพลิงและกรมศุลกากรได้ตกลงแล้วในทางปฏิบัติว่าการใช้น้ำมันดีเซลบนแท่นขุดเจาะต้องเสียภาษีฯ และเรื่องนี้กรมศุลฯ คงจะต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เป็นมติทางกฎหมายที่ชัดเจน ซึ่งปัจจุบันเชฟรอนสำรวจและผลิตใช้ดีเซลเฉลี่ยวันละ 7 แสน ลิตร โดยซื้อจากโรงกลั่นสตาร์ปิโตรเลียม รีไฟเนอร์รี่ (SPRC)" นายวีระศักดิ์กล่าว

          จากกรณีทั้งหมดนี้ อย่างไรก็ตามเมื่อปลายปีที่ผ่านมา คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะพิเศษ ได้พิจารณาขอหารือของกรมศุลกากรเสร็จเรียบร้อยแล้ว สรุปได้สั้นๆ ว่า "การ ขนของไปใช้ในการสำรวจและการผลิตปิโตร- เลี ยมในพื้นที่ดังกล่าวเป็นการขนของไปใช้ในการประกอบกิจการปิโตรเลียมในราชอาณาจักร หากมีภาระภาษีใดๆ เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการดังกล่าว ก็ต้องมีการจัดเก็บภาษี เช่นเดียวกับการประกอบกิจการในราชอาณาจักรด้วย"

          โดยขั้นตอนต่อไป คณะกรรมการกฤษฎีกาจะส่งเรื่องมายังกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง เพื่อนำเสนอ นายประภาศ คงเอียด รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะทำงานเรื่องนี้ เพื่อรายงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อดำเนินการต่อไป

          นายบุญญฤทธิ์ ศรีอ่อนคง ผู้จัดการฝ่ายองค์กรและรัฐสัมพันธ์ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทยังไม่ได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการจากหน่วยงานราชการ ดังนั้นระหว่างนี้ก็จะทบทวนการตีความของกฤษฎีกาก่อน หลังจากนั้นจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจโดยยืนยันว่าที่ผ่านมาบริษัทดำเนินการตามคำแนะนำของ กรมศุลการมาโดยตลอด.

 

 

 

ที่มา : ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2560

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย