5 เดือน 'ศาลปราบโกง'ขยายครบ 9 ภาค-ลุยสางคดีทุจริต

6 มีนาคม 2560


 

          ผ่านมา 5 เดือนหลัง "ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติ มิชอบกลาง" หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า "ศาลปราบโกง" เปิดทำการเป็นทางการ นับจากวันที่ 1 ต.ค. 2559 ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ตามนโยบายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ต้องการสะสางปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ปัญหาเรื้อรังในสังคมไทยมายาวนาน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและเศรษฐกิจประเทศมหาศาล

 

          "คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ" ที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตฯ หมายความถึง

         1) คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น

          2) ความผิดฐานฟอกเงิน หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานภาครัฐ

          3) ความผิดเกี่ยวกับการเรียกรับ รับ ยอมจะรับ หรือให้ ขอให้รับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด หรือการใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังหรือใช้อิทธิพลจูงใจหรือข่มขืนใจให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการ-ไม่กระทำการ-ประวิงการกระทำ

          4) คดีอาญาที่ฟ้องขอให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลที่กฎหมายกำหนดให้เป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

          5) คดีขอ ให้ลงโทษบุคคลที่ร่วมกระทำผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าจะอยู่ใน ฐานะตัวการ-ผู้ใช้-ผู้สนับสนุนหรือผู้สมคบ

          6) คดีเกี่ยวกับการจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินฯ หรือจงใจยื่นบัญชีและเอกสารดังกล่าว ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรจะแจ้ง

             7) คดีที่ขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินไม่นับรวมคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว อย่างเช่น คดีทุจริตการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ซึ่งมีข้าราชการเกี่ยวข้อง 3 คน ร่วมกับนักการเมืองและข้าราชการการเมือง 3 คน ไม่จัดเป็นคดีในความรับผิดชอบ ของศาลอาญาคดีทุจริตฯ เป็นต้น

          "อำนาจ พวงชมภู"อธิบดีศาลอาญาคดีทุจริตฯ กล่าวว่า ตามกระบวนการคดีจะเข้าสู่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ผ่าน 5 ช่องทาง คือ 1) อัยการสูงสุดพิจารณาตามความเห็น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สั่งฟ้อง 2) พนักงานอัยการเป็นผู้สั่งฟ้องตามสำนวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) 3) ผู้เสียหายฟ้องร้องเอง 4) สั่งฟ้องโดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. และ 5) สั่งฟ้องโดยประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งจะฟ้องเฉพาะเมื่ออัยการสูงสุดเป็นผู้กระทำผิด

 

5 เดือนยอดร้อง จนท.รัฐพุ่ง 300 คดี

          นายอำนาจกล่าวว่า จำนวนคดีตั้งแต่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ เปิดดำเนินการจนขณะนี้ 5 เดือน มีคดีใหม่เข้าสู่การพิจารณา 334 คดี หรือเฉลี่ย 60-70 คดีต่อเดือน ในจำนวนนี้ เป็นการฟ้องร้องผ่านช่องทางที่ผู้เสียหายร้องเองมากที่สุด สัดส่วนถึง 60% ส่วนใหญ่จะเป็นการกระทำผิด เช่น ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ยักยอกทรัพย์ มาตรา 147 และรับสินบน มาตรา 148 เป็นต้น ทำให้ศาลใช้ระยะเวลานาน เพราะเจ้าพนักงานคดีต้องรวบรวมข้อเท็จจริง เพื่อไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งหลังไต่สวนมูลฟ้องแล้วพบว่ามีมูลเพียง 50% อีก 50% ยกคำร้องในขั้นตรวจสอบคำฟ้อง อีก 40% เป็นคดีที่มีพนักงานอัยการฟ้องจากช่องทาง ป.ป.ช. ส่วนที่ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องโดยตรงเมื่อความไม่ตรงกับอัยการนั้น มีเพียง 3 คดี ส่วนที่ฟ้องร้องโดยประธาน ป.ป.ช.โดยตรงยังไม่มี

 

ออก พ.ร.ก.ตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ 9 ภาค

          อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าเดือน เม.ย.นี้จะมีการเปิดพิจารณาคดีสำคัญซึ่งเป็นผลมาจากคดีโครงการรับจำนำข้าว ที่ ป.ป.ท.ทำสำนวนส่งพนักงานอัยการฟ้อง 983 คดี ด้วยเหตุนี้ แผนตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาคจึงถูกเร่งให้เร็วขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกรองรับจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นในหลากหลายพื้นที่ ช่วยให้ไม่ต้องเดินทางมาที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯกลางเช่นในปัจจุบันซึ่งไม่สะดวก

          ล่าสุดเมื่อ 18 ก.พ. 2560 ได้มีพระราชกฤษฎีกา กำหนดจำนวน ที่ตั้ง เขตศาล และวันเปิดทำการของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค พ.ศ. 2560 ให้จัดตั้งศาลอาญาคดี ทุจริตฯ 9 ภาค ได้แก่ ภาค 1 จ.สระบุรี ครอบคลุมพื้นที่ จ.ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี และอ่างทอง, ภาค 2 ตั้งที่ จ.ระยอง ครอบคลุมพื้นที่ จ.จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง และสระแก้ว, ภาค 3 ที่ จ.สุรินทร์ ครอบคลุม จ.ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี, ภาค 4 ตั้งที่ จ.ขอนแก่น ครอบคลุม จ.กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม บึงกาฬ มหาสารคาม มุกดาหาร ร้อยเอ็ด เลย สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู และอุดรธานี ภาค 5 ตั้งที่ จ.เชียงใหม่ ครอบคลุม จ.เชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน ภาค 6 ที่ จ.พิษณุโลก ครอบคลุม จ.กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี และภาค 7 ที่ จ.สมุทรสงคราม ครอบคลุม จ.กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม และสุพรรณบุรี ภาค 8 ที่ จ.นครศรีธรรมราช ครอบคลุม จ.กระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช พังงา ภูเก็ต ระนอง และสุราษฎร์ธานี และภาค 9 ที่ จ.สงขลา ครอบคลุม จ.ตรัง นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา และสตูล

          เป้าหมายจะต้องให้ครบ 9 ภาคภายในเดือน ต.ค. 2560 โดยระยะแรก 1 เม.ย. 2560 จะตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯภาค 7 ภาคก่อน คือ ภาค 1, 3, 4, 5, 6, 8 และ 9 และระยะที่ 2 วันที่ 1 ต.ค. 2560 อีก 2 ภาค คือ ภาค 2 และภาค 7 หากตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯภาคครบ ขอบเขตความรับผิดชอบของศาลอาญาคดีทุจริตฯกลางจะรับดูแลเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ประกอบด้วย จ.สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี และปทุมธานี จากปัจจุบันอนุญาตให้คดีทุจริตที่เกิดขึ้นนอกเขตศาลอาญาคดีทุจริตฯกลาง สามารถยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้

 

อุดช่องโหว่ความล่าช้า

          ต่อกรณีปัญหาความล่าช้าในการพิจารณาคดีทุจริตของเจ้าหน้าที่ในช่วงที่ผ่านมา เป็นผลมาจากคดีทุจริตกระจายอยู่ทั่วประเทศ และระบบการพิจารณาเดิมใช้ระบบกล่าวหา แต่หลังจากที่มีศาลอาญาคดีทุจริตฯ จะใช้ระบบไต่สวน ซึ่งแตกต่างกัน

          กล่าวคือ ระบบกล่าวหา ศาลจะต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่มีบทบาทในการค้นหาความจริง ทนายจะมีบทบาทมาก คู่ความเสนอพยานหลักฐานซึ่งบางครั้งต้องใช้เวลานานในการนัดแต่ละครั้ง แต่ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตฯใช้วิธีไต่สวน ให้อำนาจศาลในการค้นหาความจริง และจะยึดสำนวนเป็นหลัก เช่น หากทางพนักงานอัยการสั่งฟ้อง โดยมีสำนวนจาก ป.ป.ท. ก็ลดระยะเวลาเร็วขึ้น และในคำฟ้องจะต้องอ้างพฤติการณ์พร้อมชี้ช่องพยานหลักฐานว่าเค้าทุจริตอย่างไร หากไม่ครบก็สามารถยกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้องได้

          นอกจากนี้ กฎหมายนี้ยังระบุว่า ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะจะต้องมีประสบการณ์ในตำแหน่งผู้พิพากษาไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งขณะนี้มีจำนวนผู้พิพากษาคณะ 5 คณะ และเพิ่มบทบัญญัติหลายด้านที่โดดเด่น เช่น การอุทธรณ์สามารถอุทธรณ์ได้ แต่กำหนดให้จำเลยต้องมาแสดงตัวไม่สามารถให้ทนายมายื่นอุทธรณ์ แทนได้

น่าสนใจคือได้เพิ่มมาตราเกี่ยวกับการริบทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดิน แม้จะไม่มีคำขอ ก็ให้ริบ โดยกำหนดแนวทางการริบว่าสามารถคำนวณมูลค่าของทรัพย์สินเป็นเงิน เช่น แหวนเพชร ก็ให้กำหนดตามราคาตลาด ซึ่งขณะนี้มีการกำหนดให้ริบทรัพย์ไปแล้ว 1 คดี มีมูลค่าราว 200,000 บาท

          ทั้งหมดเป็นแค่ปฐมบทของการทำงาน หากกลไก "ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง" เดินเครื่องเต็ม 100% น่าจะช่วยให้สาธารณชนมั่นใจได้ว่าปัญหาทุจริตเรื้อรังในสังคมไทย จะได้รับการสะสางให้บรรเทาเบาบางลงได้บ้าง

 

 

 

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2560

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย