ชงฟัน'แพ่ง-อาญา-วินัย'กกท.สรุปผลสอบจ้างกรมทางหลวงสร้างสนามกีฬาจังหวัดพันล้าน

7 มีนาคม 2560


 

เผย 'กกท.' สรุปผลสอบโครงการก่อสร้างสนามกีฬา 7 จังหวัดแล้ว ชง ผู้ว่าฯ พิจารณาดำเนินคดี 'แพ่ง-อาญา-วินัย อดีตผู้บริหาร-ผู้เกี่ยวข้อง 2 กลุ่ม ชี้ชัดไม่ดำเนินการตามระเบียบพัสดุ ลักไก่ทำเอ็มโอยูให้กรมทางหลวงเข้ารับงานโดยตรง จ่ายเงินหมดงานยังไม่เสร็จ ทำให้เกิดความเสียหาย

 

          จากกรณีสำนักข่าวอิศรา เคยนำเสนอข่าวว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ทำหนังสือถึง นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อแจ้งให้รับทราบการผลตรวจสอบโครงการก่อสร้างสนามกีฬาจังหวัดของ กกท. ที่ได้รับงบประมาณจัดสรรจำนวน 22,407 ล้านบาท รวมระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี (2554-2559) พบว่า กกท. ไม่ดำเนินการจัดจ้างให้เป็นไปตามขั้นตอนเพื่อให้ได้ผู้รับจ้างและจัดทำสัญญาว่าจ้างให้เป็นไปด้วยชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง แต่ไปทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับ กรมทางหลวง ให้เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างสนามกีฬาในจังหวัดต่างๆ ทั้งที่ กรมทางหลวง มีภารกิจหลักคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวงหรือการก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวง

          ขณะที่จากการตรวจสอบพบว่า กรมทางหลวง ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินการก่อสร้างในจังหวัดต่างๆ เช่น ศูนย์ทางหลวงลำปาง รับผิดชอบการก่อสร้างสนามกีฬาที่ ลำปาง สกลนคร สระแก้ว สมุทรปราการ นราธิวาส แต่กรมทางหลวงมีบุคลากรไม่เพียงพอ ทำให้งานก่อสร้างทุกแห่งล่าช้าไม่แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนด ซึ่งในบันทึกข้อตกลงไม่มีการเรียกค่าปรับจากการดำเนินการที่มีความล่าช้าไว้ด้วย

          เบื้องต้น สตง.เห็นว่าการดำเนินการในลักษณะดังกล่าว ทั้งที่ มูลค่างานจ้างแต่ละแห่งเกิน 100 ล้านบาท อาจเป็นการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของ สตง. และอาจทำให้ราชการได้รับความเสียหาย และประชาชนเสียโอกาสเสียประโยชน์ จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำชับหรือสั่งการตลอดจนกำกับดูแลให้ กกท.ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด และแจ้งผลการดำเนินการพร้อมทั้งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องและรับรองสำเนาถูกต้องให้ สตง. รับทราบภายใน 30 วัน

          ล่าสุดแหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยสำนักข่าวอิศราว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงโครงการก่อสร้างสนามกีฬาจังหวัดของ กกท. ที่แต่งตั้งโดยนายสกล วรรณพงษ์ ผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย ได้สรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรียบร้อยแล้ว โดยเสนอเรื่องให้ผู้ว่าฯ กกท. พิจารณาดำเนินการทางแพ่ง อาญา และวินัย แก่อดีตผู้บริหาร และผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 2 กลุ่ม ประกอบไปด้วย

กลุ่มแรก  ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการจัดหาสนามกีฬา (จัดซื้อจัดจ้าง) ในขณะนั้น ได้แก่ ผู้ว่าการฯ รองผู้ว่าการที่กำกับดูแลฝ่ายกีฬาสถาน ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาสถาน และผู้เกี่ยวข้อง ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการในการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อให้ได้ผู้รับจ้างและจัดทำสัญญาให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งไม่ควบคุม กำกับ และติดตามให้การก่อสร้างแล้วเสร็จและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ กกท.

          กลุ่มสอง ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องที่มีหน้าที่รับผิดชอบการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ (ในขณะนั้น) ได้แก่ ผู้ว่าการ รองผู้ว่าการที่กำหนดดูแลฝ่ายการคลัง ผู้อำนวยการคลัง และผู้เกี่ยวข้อง ที่ได้เบิกจ่ายเงินค่าก่อสร้างซึ่งรับมาจากกรมบัญชีกลางให้กรมทางหลวงไปก่อนจนหมดสิ้น การเบิกจ่ายเงินดังกล่าวเป็นการเบิกจ่ายเงินของทางราชการที่ไม่เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ และของ กกท.

          แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับรายละเอียดขั้นตอนการปฏิบัติงาน จากการตรวจสอบพบว่า งบประมาณประจำปี 2555-2558 ที่ กกท. ได้รับการจัดสรรมาเพื่อเป็นค่าก่อสร้าง สนามกีฬาจังหวัด 7 จังหวัด และศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติ กกท. มิได้นำมาจัดหาพัสดุ (จัดซื้อจัดจ้าง) ตามข้อบังคับกกท. ฉบับที่ 22 ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2542 เพื่อให้ได้ผู้รับจ้างและจัดทำสัญญาจ้างให้เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ที่ กกท. ทำกับกรมทางหลวงเป็นเพียงหนังสือแสดงเจตนาว่าทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันดำเนินการโครงการก่อสร้างสนามกีฬาฯ โดยบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็นโอยู) ดังกล่าว ไม่ได้ผ่านการพิจารณาโดยสำนักงานอัยการสูงสุด จึงมีความแตกต่างจากสัญญาการจัดหาพัสดุของทางราชการ

          "ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ กกท.และประชาชนที่จะได้ใช้สนามกีฬาจังหวัด เนื่องจาก กกท.ได้เบิกจ่ายเงินค่าก่อสร้างให้กรมทางหลวงไปแล้วจนหมดสิ้น แต่กรมทางหลวงไม่ก่อสร้างสนามกีฬาให้แล้วเสร็จตามที่กำหนด และกรณีที่ไม่ทำการก่อสร้างในบางรายการตามที่กำหนดไว้เดิมรวมทั้งมีการแก้ไขรูปแบบและเปลี่ยนแปลงเนื้องานและวงเงิน(ลดเพิ่ม)ในบางรายการที่อาจจะมิได้พิจารณาอย่างสมเหตุสมผลหรือเป็นไปตามระเบียบแบบแผนหรือขั้นตอนการปฏิบัติของทางราชการ" แหล่งข่าวระบุ

 

 

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา วันที่ 6 มีนาคม 2560

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย