ชงยึดทรัพย์ 65 ล้านสินบนจุฑามาศ

27 มีนาคม 2560


 

          เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายนิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ ผอ.สำนักการต่างประเทศ สำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ที่ประชุมป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในข้อหาร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควร จากการเรียกรับเงินจากนักธุรกิจชาวอเมริกัน เพื่อให้สิทธิ์จัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นกรณีต่อเนื่องจากคดีอาญา ที่ป.ป.ช.มีมติชี้มูลและส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด (อสส.) ส่งฟ้องต่อศาลอาญาแล้ว

 

          นายนิติพันธุ์กล่าวว่า คณะอนุกรรมการไต่สวน ที่มีพล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง เป็นประธาน ได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ โดยประสานข้อมูลกับสหรัฐอเมริกา พบว่านางจุฑามาศ มีทรัพย์สินเป็นเงินฝากในต่างประเทศ 6 ประเทศ คือ อังกฤษ ไอร์แลนด์ สิงคโปร์ เกาะเจอร์ซีย์ และสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีบุตรสาวเป็นผู้ถือครองแทน รวมทรัพย์สิน 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 65 ล้านบาท ซึ่งการชี้แจงถึงที่มาของเงินในกรณีนี้ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังได้ ป.ป.ช.จึงประสานกับสหรัฐเพื่ออายัดทรัพย์สินดังกล่าว และจะประสานให้สหรัฐคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้รัฐไทยตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ.2003 และสนธิสัญญาระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศไทย โดยหลังจากนี้ ป.ป.ช.จะส่งเรื่องให้อสส. ภายใน 30 วัน เพื่อให้อสส. ยื่นขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ก่อนจะส่งคำสั่งศาลให้กับสหรัฐ คืนทรัพย์สินให้ตกเป็นของรัฐไทยต่อไป

          นายนิติพันธุ์กล่าวว่า หลังจากนี้คณะกรรมการประสานงานและเร่งรัดการดำเนินคดีทุจริตระหว่างประเทศ ที่มีพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. เป็นประธานจะประชุมเพื่อหารือดำเนินการเรื่องดังกล่าวต่อไป โดยคดีนี้ถือเป็นคดีแรกที่มีการติดตามทรัพย์สินจากการกระทำผิดที่มีอยู่ในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย ซึ่งยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะใช้เวลานานเท่าใดในการเรียกคืนทรัพย์สิน เพราะต้องเป็นไปตามขั้นตอน ตามกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ กรณีนี้ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ทำให้นักการเมืองเห็นว่า แม้ทรัพย์สินจากการกระทำผิดจะอยู่ในต่างประเทศก็สามารถติดตามเอาคืนมาได้

 

 

 

ที่มา : ข่าวสด ฉบับวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2560

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย