จ่อพักงานจนท.พศ.ทุจริต-ตรวจงบหนุนวัด

14 มิถุนายน 256


 

          จากกรณีที่มีการเปิดเผยออกมาว่าข้าราชการระดับสูงของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินอุดหนุนวัด โดยทำในรูปของ "เงินทอน" คือ ชักเงินกลับจากวัดที่ได้รับเงินอุดหนุนจาก พศ.ในสัดส่วนที่สูงถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณคาดว่ากว่า 60 ล้านบาท

 

          ล่าสุดเมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 12 มิถุนายน พ.ต.ท.พงศ์ธร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวภายหลังเข้าพบนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า มีการหารือเรื่องสำคัญคือกรณีทุจริตเงินอุดหนุนวัดโดยข้าราชการระดับสูงในพศ. และผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงกรณีเรียกร้องให้เปิดเผยทรัพย์สินของวัด โดยเรื่องการเปิดเผยทรัพย์สินของวัดได้รายงานให้ทราบว่าพ.ร.บ.คณะสงฆ์ กำหนดให้เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนวัดมีอำนาจหน้าที่จัดการศาสนสมบัติ และมีกฎกระทรวงกำหนดให้เจ้าอาวาสแต่งตั้งไวยาวัจกรทำบัญชีรับpจ่ายรวมทั้งมติมหาเถรสมาคม (มส.) ที่ขอความร่วมมือวัดให้รายงานบัญชีดังกล่าว ซึ่งนายออมสินรอให้ผู้เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเกินที่พศ.จะพิจารณาเอง อย่างไรก็ตาม จากการรายงานมีตัวเลขที่น่าพอใจ โดยปี 59 จากทั้งหมดจำนวนกว่า 4 หมื่นวัด มีการรายงานเข้ามาประมาณกว่า 3.9 หมื่นวัด สิ่งที่นายออมสินคาดหวังคือคุณภาพของบัญชี ส่วนการตรวจสอบคุณภาพของตัวเลขทางบัญชีนั้นถ้าต้องการมาตรการที่เด็ดขาดออกเป็นกฎหมายบ้านเมืองดีที่สุด

        "ที่ผ่านมาไม่มีบทบังคับว่าวัดต้องส่งบัญชีรับpจ่าย เนื่องจากมติมส.แค่ขอความร่วมมือเพื่อให้เป็นไปตามตัวชี้วัดตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กำหนด แต่ถ้าไปแก้กฎหมายแล้วไม่มีการทำตามก็จะมีการแซงชั่น จะมีบทลงโทษหรืออะไรก็ว่ากันไปแล้วแต่สภาจะพิจารณา ส่วนทางมหาเถรสมาคม (มส.) ไม่มีอำนาจในการกำหนดบทลงโทษทางอาญา สามารถออกข้อบังคับ ซึ่งจะมีผลทางวินัยสงฆ์เท่านั้น" พ.ต.ท.พงศ์ธร กล่าว

         พ.ต.ท.พงศ์ธร กล่าวกรณีทุจริตเงินอุดหนุนวัด ว่าได้รายงานให้นายออมสินทราบว่ามีวัดใดบ้างที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดี แต่เรื่องตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องขอไม่เปิดเผยชื่อ ซึ่งการตรวจค้นของตำรวจได้พยานหลักฐานจำนวนหนึ่งเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่จะดำเนินการ อย่างไรก็ตามสิ่งที่พศ.ต้องทำมี 3 ส่วนคือ 1.พระสงฆ์ ถ้าสืบสวนพบความผิดพระธรรมวินัยจะต้องส่งเรื่องไปยังพระสังฆาธิการ 2.เจ้าหน้าที่ ถ้าพบว่ากระทำผิดอาญา จะต้องดำเนินการทางวินัยด้วย และ3.ถ้าพบว่าก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินทางราชการจะต้องดำเนินการตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความรับผิดทางละเมิด ส่วนทางพศ.จะ เสนอคสช.ให้พักงานเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินวัดหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้มีการกำหนดอะไร ขอให้ถามทางรัฐบาลและคสช. แต่ตามกฎหมายเมื่อข้าราชการยังไม่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาก็ไม่สามารถที่จะพักราชการได้

          ผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจากวัดที่ปรากฏเป็นข่าวแล้ว ทางพศ.จะลงไปตรวจสอบวัดอื่นด้วยหรือไม่ พ.ต.ท.พงศ์ธร กล่าวว่า นายออมสินถามเรื่องนี้เช่นเดียวกัน และยังถามถึงรูปแบบการกระทำผิดมีอะไรบ้าง ตนได้รายงานไปว่าที่มีการทุจริตคือเงินอุดหนุนวัด แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ 1.เงินอุดหนุนในการปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมวัด 2.เงินเกี่ยวกับการศึกษาของวัด และ3.เงินที่เกี่ยวกับการเผยแพร่หรือจัดกิจกรรมทางศาสนาของวัด ขณะนี้สิ่งที่ตรวจสอบและตำรวจกำลังดำเนินคดีคือเฉพาะงบในส่วนของการปฏิสังขรณ์ ยังไม่ได้พูดส่วนที่เหลือ อย่างไรก็ตาม หากมีข้อสงสัยในเรื่องนี้ พศ.คงต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการใช้งบทั้ง 3 ส่วน

          "ในแต่ละปีงบประมาณพศ.ได้รับเงินอุดหนุนจำนวน 4 พันล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินอุดหนุนในการปฏิรูปสังขรณ์วัด 500 ล้านบาท เงินเกี่ยวกับการศึกษาของวัดและเงินที่เกี่ยวกับการเผยแพร่หรือจัดกิจกรรมทางศาสนาของวัดประมาณ 2,000 ล้านบาท" พ.ต.ท.พงศ์ธร กล่าว

 

 

 

ที่มา : คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย