'สตง.'บี้สรรพากรสอบภาษี60นักการเมือง-เศรษฐีไทย

25 กรกฎาคม 2560


 

          สตง.ตามทวงผลสอบการเสียภาษี 60 นักการเมือง ที่พบทรัพย์สินงอกจำนวนมาก หลังเคยทำหนังสือร้องขอไปเมื่อ 4 เดือนก่อนแต่เงียบหาย เชื่อรีดเงินเข้ารัฐได้อีก 100 ล้าน ระบุเตรียมขอเพิ่มเติมสอบการเสียภาษีเศรษฐีไทยจ่ายภาษี สมเหตุสมผลหรือไม่ พร้อมเข้าตรวจสอบการจัดเก็บ 3 กรมภาษี พร้อมทั้งอปท.

          หลังจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ส่งหนังสือไปยังกรมสรรพากร เมื่อ 4 เดือนที่ผ่านมาเพื่อขอให้ตรวจสอบการเสียภาษีของนักการเมือง 60 คน ในช่วงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนถึงรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่พบว่ามีทรัพย์สินก่อนและหลังพ้นตำแหน่งเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 50-1,000 ล้านบาท ว่ามีการเสียภาษีถูกต้องครบถ้วนหรือไม่นั้น

 

          นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ระบุว่าแม้จะยังไม่ได้รับผลการตรวจสอบแต่ สตง.ยังคงติดตามเรื่องนี้ต่อไป เนื่องจาก สตง.ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบเฉพาะการนำภาษีไปใช้จ่ายในรูปของงบประมาณเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่ตรวจสอบที่มารายได้ของรัฐด้วย ซึ่งก็คือการจัดเก็บภาษีของหน่วยงานต่างๆ

          "ทราบมาว่ากรมสรรพากรกำลังตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอยู่ แม้ว่าจะช้าไปบ้างแต่ถึงที่สุดแล้วจะต้องมีคำตอบออกมาว่า ได้ทำอะไรไปบ้าง ถ้าไม่ทำอะไรเลยก็จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตรงนี้ไม่ใช่เป็นการขู่ เป็นการพูดตามตัวบทกฎหมาย แต่ถ้าทำแล้วเก็บภาษีเพิ่มไม่ได้ ก็ต้องชี้แจงมา เช่น แต่ละคนเสียภาษีเท่าไร มีวิธีการคำนวณภาษีอย่างไร อาจจะส่งสำเนาเอกสารมาให้เราดูด้วย เพราะต้องการให้ทุกอย่างรัดกุม"

          นายพิศิษฐ์ ให้ข้อมูลว่า จากการที่ สตง.เข้าไปตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ 60 นักการเมือง ที่ยื่นกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้วนำไปเปรียบเทียบกับการยื่นแบบเสียภาษีรายได้ประจำปีของนักการเมืองกลุ่มดังกล่าว พบว่ามีสัดส่วนที่ไม่สัมพันธ์กัน และเบื้องต้นพบว่า หากเก็บภาษีตามฐานทรัพย์สินหรือฐานะทางการเงินของนักการเมืองที่เพิ่มขึ้นจะมีเงินเข้ารัฐไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท

          "ถ้ากรมสรรพากรตรวจสอบและขยายผลการเสียภาษีของ 60 นักการเมือง ตามข้อที่สตง.เสนอไป ก็น่าจะได้เงินเข้ารัฐไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท เพราะแต่ละคนมีฐานะดี และจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น เพียงแต่เราเอารายละเอียดมาพูด หรือนำข้อมูลมาให้ดูไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่อนุญาตให้เปิดเผย และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม สตง.จะเข้าไปตรวจสอบการเสียภาษีของนักการเมืองเพิ่มเติมอีก"

          นายพิศิษฐ์ ระบุว่าไม่เพียงแต่ตรวจสอบการเสียภาษีของนักการเมืองเท่านั้น สตง.เตรียมจะส่งหนังสือให้กรมสรรพากร ชี้แจงว่าการเสียภาษีของเศรษฐีในเมืองไทยถูกต้องครบถ้วน และสมเหตุสมผลหรือไม่ "เราต้องสอบทุกกรณีที่เรามีเหตุอันควรสงสัย เช่น ล่าสุดมีคนประกาศว่าเป็นเศรษฐีท็อปเท็นเมืองไทย ผมคิดว่าประชาชนทุกคนก็อย่างเห็น อยากมีส่วนรับรู้ว่า เศรษฐีท็อปเท็นเหล่านี้ แต่ละปีเขาเสียภาษีเงินได้เท่าไร่ มากกว่าคนทั่วไปหรือไม่ หรือว่าน้อยกว่าคนทั่วไป การเสียภาษีสมเหตุสมผลหรือไม่ เราก็จะเข้าไปดู แต่ไม่ใช่ว่าเจตนาจะเข้าไปล้วงลูก หรือจับผิดใคร"

          นายพิศิษฐ์ ยังกล่าวว่าที่ผ่านมาคณะกรรมการคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) มีนโยบายให้สตง.เข้าไปตรวจสอบและป้องปรามการรั่วไหลในการจัดเก็บภาษีและรายได้ต่างๆ ทั้งของกรมจัดเก็บภาษีทั้ง 3 กรม คือ กรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต รวมไปถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

          โดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาสตง.เข้าไปตรวจสอบการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและภาษีป้ายของอปท.ต่างๆ และแจ้งไปยังอปท.ว่ามีภาษีและรายได้ตรงไหนที่ยังตกหล่นอยู่บ้าง จนในที่สุดอปท.เหล่านั้นได้เรียกคืนเงินภาษีและรายได้เข้าสู่ภาครัฐได้กว่า 1 หมื่นล้านบาท

          "เราไม่ได้ตรวจแค่การนำภาษีไปใช้ แต่เราจะเข้าไปตรวจสอบถึงที่มาของรายได้รัฐด้วย เราก็ต้องตรวจละเอียดพอสมควรถ้าสรรพากร เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่โปร่งใส และต้องการสะท้อนว่าเป็นหน่วยงานที่มีธรรมาภิบาล ก็ต้องให้กล้าให้เราเข้าไปตรวจสอบ" นายพิศิษฐ์ กล่าว

 

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย