ติดดาบ กม.ปราบโกง เร่งสร้างอันดับโปร่งใสไทย

ติดดาบ กม.ปราบโกง เร่งสร้างอันดับโปร่งใสไทย - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

          หมายเหตุ : นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "นโยบายการป้องกันการทุจริตในภาครัฐ" ในงามสัมมนาขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ระยะที่ 2 จัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หอประชุมกองทัพเรือ ถ.อรุณอมรินทร์ กทม.  เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2557

          ความคิดในเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาตินั้น เป็นสิ่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กำหนดเป็นวาระเบื้องต้นตั้งแต่เข้าสู่อำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 ที่ผ่านมา จะถือว่าเป็นหัวใจของสิ่งที่เรียกว่าโรดแม็พ  หรือขั้นตอนการทำงานขั้นที่ 1 ก็ว่าได้

           จนกระทั่งส่งต่อมาสู่ขั้นที่ 2 นับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเป็นต้นมา ซึ่งมีนโยบายในเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตก็ยังปรากฏอยู่ ดังเห็นได้จากการกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวหลายแห่ง และยังกำหนดไว้ในอาณัติว่า  ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรต่อไป ต้องรักษาเจตนารมณ์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตนี้เอาไว้ในรัฐธรรมนูญถาวรที่จะยกร่างขึ้นต่อไปด้วย

          โดยกำหนดเป็น 1 ใน 11 หัวข้อที่จะต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้กระทั่งเมื่อมีการตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ  (สปช.) ขึ้น ก็ได้มีการกำหนดวาระงานต่างๆ 11 ด้าน ที่จะต้องมีการปฏิรูป มีคนไปดูวาระทั้ง 11 ด้าน แล้วก็ทักท้วงว่าไม่มีด้านไหนพูดถึงการป้องกันการทุจริตเลย มีแต่การปฏิรูปการเมือง การปฏิรูปเศรษฐกิจ การปฏิรูปสังคม การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปพลังงาน เป็นต้น

          ท่านนายกฯ และหัวหน้า คสช. ได้อธิบายหลายครั้งว่าการป้องกันการทุจริตนั้นจะแยกเป็นหนึ่งหัวข้อให้สำเร็จเด็ดขาดออกมาจากหัวข้ออื่นไม่ได้ เพราะมันเปรียบเสมือนหนึ่งยาดำที่แทรกอยู่ในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง การปกครองท้องถิ่น การศึกษา พลังงาน เศรษฐกิจ สังคม สื่อมวลชน หรืออะไรก็ตาม จะต้องชำแรกแทรกอยู่ในเนื้อหาของการปฏิรูปทั้ง 11 ด้านให้จงได้

          เพราะฉะนั้น จะบอกว่าไม่มีหรือไม่ได้ทำ หรือไม่กล่าวถึงนั้นคงจะไม่ได้ แต่แน่นอนว่าแม้จะให้ความสำคัญถึงปานนั้น หากจะมีท่านผู้ใดมีความเคลือบแคลงสงสัยว่าสักแต่ว่าเป็นวาทกรรม สักแต่ว่าเป็นคำพูดไพเราะ แล้วที่จริงมีความตั้งใจอย่างนั้นหรือไม่ แต่ละท่านก็มีสิทธิ์ที่จะตั้งข้อสงสัยอย่างนี้ แต่ในที่สุดก็อาศัยว่าระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน สิ่งใดก็ตามที่ได้กล่าวไว้จะต้องทำให้สัมฤทธิ์ให้สำเร็จให้จนได้ ตามหลักที่ว่า "ยถาวาที ตถาการี" เมื่อได้กล่าวสิ่งใดก็ต้องทำให้ได้ในสิ่งนั้น แล้วเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่จะต้องพิสูจน์และจับตาดูกันต่อไป ซึ่งรัฐบาลท้าทาย และเปิดโอกาสให้มีการจับตาดูและเฝ้าระวัง

          แม้แต่ในเวลาที่มีการยกร่างนโยบาย ซึ่งจะต้องแถลงต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 12 ก.ย.57  ท่านนายกฯ นั่งเป็นหัวโต๊ะเวลายกร่างนโยบาย ท่านถามหาว่าได้กำหนดนโยบายเรื่องการป้องกันการทุจริตเอาไว้หรือไม่ ซึ่งคณะทำงานที่ยกร่างต้องเปิดและชี้แจงว่าได้กำหนดนโยบายที่รัฐบาลจะแถลงไว้ 11 ด้าน ทุกอย่างอยู่บนเลข 11 ทั้งนั้น และนโยบาย 11 ด้านนั้นได้แทรกเรื่องการป้องกันการทุจริตไว้ในทุกด้านของนโยบายเช่นกัน และที่อาจเด่นชัดเป็นพิเศษคือ แทรกไว้ในนโยบายด้านที่ 10 และ 11 ซึ่งเกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมาย เกี่ยวกับเรื่องระบบราชการ และเกี่ยวกับเรื่องกระบวนการยุติธรรม

          เพราะวันนี้ปัญหาเรื่องการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือคอร์รัปชันนั้น ดูจะระคนปนกันอยู่เป็นเรื่องเดียวกับระบบข้าราชการ เรื่องกฎหมาย และเรื่องกระบวนการยุติธรรมมากที่สุด เพราะว่าการวิ่งเต้น การซื้อขายตำแหน่ง การให้เงินเบี้ยบ้ายรายทาง ใต้โต๊ะ บนโต๊ะ หรือการกระทำทุจริตด้วยประการทั้งปวง ที่ทำให้เกิดภาระอันยิ่งใหญ่กับประเทศชาติ เสียหน้าเสียตา ขายหน้าขายตากันไปหมดนั้น อยู่ในเรื่องของระบบราชการ กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม

          ผลของการสำรวจของหน่วยงานต่างๆ ที่มีการจัดลำดับเรื่องการทุจริตของประเทศต่างๆ และก็ให้คะแนนให้แต้ม ผลปรากฏว่าในปี 2556 ที่เพิ่งล่วงมา มีหน่วยงานระหว่างประเทศได้ให้คะแนนประเทศไทยในเรื่องของการทุจริต 35 คะแนนจากคะแนนเต็มร้อย และจัดลำดับอยู่ในลำดับที่ 102 ตัวเลขเหล่านี้อาจไม่แสดงอะไรมาก แต่คนที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการตัวเลขเหล่านี้เขารู้ว่าเป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงความตกต่ำขนาดไหนของประเทศไทย

          เพราะคะแนนที่ได้นั้นแสดงให้เห็นถึงดัชนีชี้วัดว่ายังมีการทุจริต แล้วเขาระบุด้วยว่าทุจริตในระบบราชการ ทุจริตในทางการเมือง ทุจริตในการซื้อขายตำแหน่ง ทุจริตแม้กระทั่งเวลาที่ภาคเอกชนมาติดต่อเพื่อจะทำธุรกิจแล้วจะต้องเสียเงินเบี้ยบ้ายรายทาง ใต้โต๊ะ บนโต๊ะ ใต้ดิน บนดิน โดยปราศจากมูลที่ควรจะต้องจ่ายหรือต้องเสีย คะแนนที่ได้นั้นน้อยกว่าประเทศสิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ได้รับเสียอีก เหล่านี้คือปัญหา

          ฉะนั้น นโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อ สนช. จึงได้ยกเอาเรื่องการป้องกันทุจริตขึ้นมาเป็นเรื่องใหญ่ โดยแทรกและกล่าวถึงในหมวดที่เกี่ยวกับการพัฒนาระบบข้าราชการ การพัฒนากฎหมาย การพัฒนากระบวนการยุติธรรม ที่จริงถ้าจะกล่าวต่อก็กล่าวได้ว่า  นอกจากจะ  มีหน่วยงานที่มาจัดลำดับทุจริตแล้ว  ธนาคารโลกหรือที่เรียกว่าเวิลด์แบงก์ เขาไม่ได้จัดอันดับการทุจริต แต่จัดลำดับเชื่อถือในการลงทุน ว่าถ้ามีชาวต่างชาติสักคน บริษัทสักแห่ง วงเงินสักพันล้านหมื่นล้านบาทมาลงทุน จะสอดส่ายสายตาไปลงทุนในประเทศใดดี

          แน่นอนนักลงทุนจะต้องมองประเทศที่เหมาะแก่การจะไปลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้เขาได้ว่าควรแก่การไปลงทุน ผลจากสำรวจเมื่อ 2 ปีก่อน ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 28 ล่าสุดขยับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 26 ดีหน่อย แต่ที่สุดกี่ปีๆ ก็วนเวียนฉวัดเฉวียนอยู่แถวๆ นี้ ในขณะที่สิงคโปร์เป็นอันดับ 1 ที่ควรไปลงทุนมากที่สุด

          นี่เป็นรายงานจากธนาคารโลก ผลอย่างนี้ออกมาทุกปี รัฐบาลทุกชุดก็ตื่นเต้นทุกครั้งที่คะแนนออกมา แล้วในที่สุดก็สอบถามว่าติดใจอะไร หรือเราทำไมขึ้นมาอยู่สักอันดับที่ 15,  10 หรือที่ 2 ไม่ได้ เขาก็ตอบว่าจากการสำรวจแล้วพบว่าเวลาใครก็ตามที่มาทำธุรกิจในไทย มีปัญหาไปทั้งหมด

          เรื่องการขออนุญาตตั้งโรงงาน น้ำ ไฟ โทรศัพท์ ซื้อขาย โอนที่ดิน หรือการจะขออนุญาตหรืออนุมัติอะไรก็ตามมันล่าช้า มันติดที่ขั้นตอนเยอะ และมีการทุจริตเรียกสินบาทคาดสินบนเกิดขึ้น ฉะนั้น หลังจากสำรวจแล้วก็ได้คะแนนสิริรวมแค่นี้ และคะแนนแค่นี้ก็จัดลำดับนี้แหละ เรื่องตัวเลขเหล่านี้อยู่ในนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อ สนช. เพราะเป็นตัวเลขและความมุ่งมั่นที่นายกฯ ตั้งใจว่าในสมัยที่ท่านบริหารราชการแผ่นดินอยู่ต้องทำให้ตัวเลขดีขึ้น ความน่าเชื่อมีขึ้น การทุจริตลดลง และศักยภาพของไทยในการแข่งขันกับต่างประเทศได้รับการขานกล่าวในทางที่ดีขึ้นให้จงได้ และนั่นคือสิ่งที่ต้องขับเคลื่อนอย่างหนัก

          ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็มาตรงกับเจตนาของรัฐบาลและ คสช. ที่จะต้องเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก อย่างไรก็ตาม ในการบริหารราชการแผ่นดินรัฐบาลมีเรื่องจะต้องทำเยอะมาก แต่เรื่องใดก็ตามที่เป็นเรื่องสำคัญจำเป็นต้องทำด้วยความเร่งด่วน ฉับไว รอช้าแม้แต่นิดเดียวก็ไม่ได้ เรื่องใดก็ตามที่ไม่สามารถทำได้โดยลำพัง ต้องระดมสรรพกำลัง ระดมผู้คน ไม่ว่าจะเป็นภาคีเครือข่ายพันธมิตรอะไรก็ตาม ต้องมาร่วม มาระดมสติปัญญาความรู้ ความคิด ความเห็น ต้องระดมทรัพยากร

          ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ หรืออะไรก็ตามเข้าร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนอีกประการหนึ่ง และต้องมีเป้าหมายชัดเจนร่วมกัน กำหนดแนวทางร่วมกัน เพื่อที่จะเดินทางเข้าไปโจมตีต่อต้านภยันตรายนั้นโดยพร้อมเพรียงกันให้จงได้ อีกประการหนึ่ง ถ้ามี 3 ประการนี้ร่วมกันเมื่อใด เรื่องที่รัฐบาลต้องทำนั้นเขาจะยกระดับขึ้นเป็นสิ่งที่เรียกกันว่าวาระแห่งชาติ

          คำว่าวาระแห่งชาติอาจเป็นคำที่พูดกันบ่อย บ่อยจนกระทั่งบางครั้งบางเรื่องไม่ควรจะเป็นวาระแห่งชาติ แต่ก็พูดเพื่อให้มีความสำคัญ เหมือนกับสมัยนี้ถ้าอะไรที่ยิ่งใหญ่มันต้องเติมอภิมหาอมตะนิรันดร์กาลเข้าไปมันจะได้ดูครึกครื้นใหญ่โตขึ้น แต่เรื่องการป้องกันทุจริตไม่ใช่วาระแห่งชาติที่พูดกันเล่นๆ ไม่ใช่คำศัพท์หรูๆ ว่าอภิมหาอมตะนิรันดร์กาล แต่มันเป็นวาระแห่งชาติจริงๆ เพราะเป็นภยันตรายที่กัดกร่อนประเทศไทยมาช้านานแล้ว ทำลายชื่อเสียงและเครดิตของประเทศ ทำลายโอกาสในการแข่งขันกับต่างประเทศ ทำลายความสะดวกสบายของคนในประเทศ ทำลายขวัญและกำลังใจ และทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศ ตั้งแต่โบราณจนปัจจุบัน และจะเป็นต่อไปในอนาคต เรียกว่าเป็นปัญหาวาระแห่งชาติอันยั่งยืนก็ว่าได้ เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นวาระแห่งชาติที่แท้จริง

          ความจริงถ้าไปถามวงการต่างประเทศว่าปัจจุบันนี้อะไรคือวาระแห่งชาติ กระนั้นได้รับทราบจากนายกฯ และ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ ซึ่ง 2 ท่านนี้ออกไปต่างประเทศบ่อย ไปประชุมระดับนานาชาติบ้าง  ประชุมทวิภาคีบ้าง ครม.ได้รับทราบจากการบอกเล่าของทั้งสองท่านว่า เวลาไปประชุมต่างๆ เหล่านี้ หรือพบกับผู้นำ อดีตผู้นำ

          วันนี้วงการต่างประเทศถือว่าวาระแห่งชาติอันเป็นสากลมีอยู่ 4 วาระ ซึ่งทุกประเทศต้องร่วมมือกันแก้ไขและจัดการ 1.การเปลี่ยนแปลงอากาศ ภยันตรายจากธรรมชาติ 2.ภัยจากโรคระบาด 3.ภยันตรายจากการก่อการร้าย และ 4.ภยันตรายจากการพัฒนาแบบไม่ยั่งยืน คำว่าพัฒนาแบบไม่ยั่งยืนหมายความว่า มีการพัฒนา แต่ขณะที่มุ่งจะแก้ผล อย่างหนึ่งกลับก่อให้เกิดผลร้ายอีกอย่างหนึ่ง เช่น จะแก้ปัญหาภัยแล้ง หรือสร้างเขื่อน แต่สิ่งที่ตามไปคือ การตัดไม้ทำลายป่า จะแก้ปัญหาความยากจน แต่สิ่งที่ตามมาคือการลำเอียงปฏิบัติ หรือการทุจริต ทำทีประหนึ่งว่าช่วยแก้ปัญหาความยากจน ต้องการจะแก้เรื่องสิทธิมนุษยชน แต่สุดท้ายเป็นการละเมิดต่อกฎหมาย เหล่านี้คือการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน แต่ทั้งหมดที่ว่านั้นเป็นวาระแห่งชาติแบบสากล

          ถ้าย้อนมาพูดวาระแห่งชาติแบบไทยๆ คือ สิ่งที่เกิดในประเทศของเรา จะมีประโยชน์อะไรถ้าเราจะแก้ปัญหาเรื่องดินฟ้าอากาศ แต่ท่ามกลางการแก้ปัญหานั้น กลับมีการทุจริตอย่างมหาศาล เช่น จะคิดโครงการแก้ปัญหาอุทกภัย แต่งบประมาณที่ใช้ในการแก้ปัญหานั้นมีการทุจริตเสียครึ่งหนึ่งหรือกว่าครึ่ง แล้วคิดว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงชั้นบรรยากาศนั้นจะได้รับการแก้ไขจริงหรือ

          ในที่สุดวาระแห่งชาติเรื่องการทุจริตก็ไปพันกับวาระของโลกเข้าจนได้ คือ ในที่สุดก็แก้อะไรไม่ได้เลย จะมีประโยชน์อะไรที่ต้องการแก้ปัญหาวาระแห่งชาติระดับสากลในเรื่องโรคระบาด แต่ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาของเรานั้นยังมีปัญหาในการจัดซื้อจัดหาเวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ แล้วปัญหาโรคระบาดจะได้รับการบรรเทาเบาบางลงไปได้จริงหรือ ในที่สุดโรคก็ยังเกิด คนก็ยังเจ็บ ผู้คนก็ยังล้มตาย และงบประมาณก็เสียไป แล้วในที่สุดก็จะไม่ได้อะไรขึ้นมา แม้แต่ภยันตรายจากเรื่องก่อการร้าย จะมีประโยชน์อะไรหากเรามุ่งแก้ปัญหานั้น แต่มีปัญหาเรื่องทุจริตจัดซื้อยุทโธปกรณ์ ทุจริตแม้กระทั่งเบี้ยเลี้ยงของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการ ในที่สุดก็จะเสียขวัญเสียกำลังใจ อาวุธดีๆ ก็ไม่มี ภยันตรายก็เกิด ทุจริตก็ยังมีต่อไป

          จนกระทั่งแม้แต่การพัฒนาที่ต้องทำแบบยั่งยืน คงทนถาวร ไม่เป็นไฟไหม้ฟาง ไม่ฉาบฉวย จะมีประโยชน์อะไรหากเรามุ่งแต่การพัฒนา แต่ในท่ามกลางการพัฒนามีการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง ครึ่งทาง ไปจนถึงปลายทาง แล้วในที่สุดการพัฒนาก็ไม่บังเกิดผลสัมฤทธิ์ นี่คือความเชื่อมโยงของวาระแห่งชาติของประเทศและของโลกที่เป็นสากล และก็ต่อกันติดเป็นนิยายเรื่องเดียวกัน เราจึงรู้อยู่แก่ใจว่าการทุจริตเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องระดมสรรพกำลังเข้ามาทำ

          ในการที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจน อย่างน้อยที่สุดที่ปรากฏในนโยบายที่แถลงต่อ สนช. 3 แนวทาง คือ 1.แก้กฎหมาย แก้กฎระเบียบ กติกา เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นบรรทัดฐานของสังคม และเป็นบ่อเกิดแห่งการมีอำนาจ เจ้าหน้าที่จะไปปฏิบัติอะไรก็ตามมันต้องเริ่มต้นด้วยมีอำนาจ เพราะถ้าไม่มีอำนาจ หรือทำนอกอำนาจ หรือปราศจากอำนาจ ก็ไม่สามารถลงไปแก้ปัญหาได้ และอำนาจนั้นมาจากกฎหมาย แนวทางและนโยบายของรัฐบาลในเรื่องนี้จึงเน้นไปที่กฎหมาย เน้นไปที่กติกา เน้นไปที่ระเบียบทั้งหลายที่จะต้องมีการชำระสะสางและสังคายนากันเป็นการด่วน เพื่อให้เกิดอำนาจ เพื่อที่จะกำราบให้คนมีความเข็ดขยาดหวาดกลัว

          ตั้งแต่มีการตั้งรัฐบาล ตั้งแต่มีการตั้ง สนช. เป็นต้นมา ก็ได้พยายามหยิบเรื่องนี้มาทำ แม้ระยะ 3-4 เดือนนี้มาจะยังไม่ลุล่วงไปได้ทั้งหมด อย่างน้อยวันนี้เป็นที่น่ายินดีว่า  สนช.ได้ผ่านร่าง พ.ร.บ.ที่เป็นดังหัวใจสำคัญไปได้ฉบับหนึ่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงพิจารณา หากทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เมื่อไหร่ ก็เป็นกฎหมายสำคัญ และเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการแก้ปัญหาทุจริตไปได้บ้าง แม้จะไม่ทั้งหมด

          นั่นคือ ร่าง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ กฎหมายชื่อยาวชื่อแปลกประหลาดนี้ตั้งใจออกมาเพื่อแก้ปัญหาในอดีตที่ว่าบ่อยครั้งเวลาที่นักธุรกิจก็ดี ชาวบ้านธรรมดาไปติดต่อกับทางราชการเพื่อจะขออนุมัติและขออนุญาตต่างๆ เพื่อที่จะแจ้งความ จะร้องเรียน เพื่อที่จะขึ้นทะเบียน ลงทะเบียน ไปเจอเข้ากับโต๊ะไม่รู้อีกกี่สิบโต๊ะกว่าจะทำได้ ไปเจอเข้ากับเจ้าหน้าที่ไม่รู้กี่ฝ่าย กว่าจะกลั่นกว่าจะกรอง บางทีเอาเรื่องไปเก็บไว้ 3 เดือน 6 เดือน บางที 1 ปี 2 ปี แล้วก็คืนกลับมาบอกเอกสารไม่พร้อม ทั้งๆ ที่ควรจะแจ้งหรือออกได้ก่อนหน้านี้ สรุปคือ ระบบราชการได้สร้างเวลาที่ยืดยาว สร้างขั้นตอนที่มาก สร้างโต๊ะที่จะต้องผ่านเอกสารมาก

          กฎหมายดังกล่าวจึงกำหนดว่า ต่อไปนี้ส่วนราชการทุกแห่งที่ต้องติดต่อชาวบ้าน มีอำนาจอนุญาตหรืออนุมัติ ขึ้นทะเบียน ลงทะเบียน จะต้องทำคู่มือและจดแจ้งให้ทราบว่าใครมาติดต่อเรื่องอะไร และต้องใช้กี่วัน กี่ชั่วโมง จะต้องผ่านกี่โต๊ะ จะต้องเจอด่านกี่ด่าน และจะมีคำตอบให้ภายในกี่วัน หากกำหนดเป็นคู่มือออกมาแล้ว ปรากฏว่าไม่สามารถปฏิบัติตามนั้นได้ จะนำไปสู่การฟ้องร้องกล่าวโทษ

          โดยผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบ เพราะวันกี่วัน โต๊ะกี่โต๊ะ ด่านกี่ด่าน เขาปล่อยให้ท่านกำหนดเอง จะกำหนดสั้นก็ได้ ยาวก็ได้ แต่เมื่อกำหนดแล้วเป็นพันธสัญญาแก่ประชาชนที่จะต้องปฏิบัติตาม มิเช่นนั้นข้อยกเว้นก็จะมีการแก้ตัว การอธิบาย การขอโทษขอโพย เหล่านี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสกัดและบรรเทาการทุจริตไปได้บ้าง คือทำให้ทุกอย่างโปร่งใสขึ้น

          แล้วเรื่องอำนาจของส่วนราชการในการอนุญาตและอนุมัติ และไม่สามารถปฏิบัติตามกำหนดเวลาที่ตัวกำหนดได้ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้อนุญาตให้รัฐบาลสามารถจัดตั้งศูนย์รวมการเฉพาะกิจขึ้นเอง คือโอนอำนาจที่เป็นของกระทรวง ทบวง กรม ที่เคยมีอยู่มาอยู่ที่ศูนย์ใหม่ และต่อจากนี้ไปเมื่อส่วนราชการที่ควรมีอำนาจให้บริการให้ถึงใจพระเดชพระคุณไม่ได้ก็อย่ามีอำนาจนั้นต่อไปเลย แล้วให้ชาวบ้านไปติดต่อกับศูนย์รวมการเฉพาะกิจนั้นแทน เป็นผู้อนุญาตและอนุมัติแทน

          ถ้าส่วนราชการใดถูกลิดอำนาจไปอย่างนั้น ส่วนราชการนั้นไม่ควรอยู่ต่อไป แล้วต้องคิดปรับปรุงกันขนานใหญ่ว่าเขาให้อำนาจแล้วใช้อำนาจให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนไม่ได้ ท่านก็ไม่ควรมีอำนาจนั้น หรืออำนาจนั้นควรจะให้ผู้อื่นเอาไปใช้แทน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่และใหญ่ในระบบราชการ ยังไม่ล่วงเลยไปถึงการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ อีก เมื่อไม่กี่วัน ครม.เพิ่งจะมีมติขอให้กระทรวงการคลังไปดูกฎระเบียบเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการประมูลที่เรียกว่าอีออคชั่น อะไรแก้ไขได้ให้แก้ไขเสีย แล้วยังจะต้องมีการปรับปรุงกฎระเบียบ กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้าย สารพัดที่จะตามมา ซึ่งเวลานี้มอบให้ทางสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ไปดูอยู่ จะโยกย้ายอย่างไรให้เป็นธรรม และสกัดกั้นการซื้อขายตำแหน่ง

          2.ซึ่งเป็นหัวใจของรัฐบาลในการป้องกันการทุจริตคือ การระดมสติปัญญา สรรพกำลัง ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมขบวนการต่อต้านคอร์รัปชันและฝ่าฟันภยันตรายนี้ไปด้วยกันเพื่อแทงทะลุให้มันสำเร็จเสร็จสิ้นให้จงได้ จะเน้นเรื่องภาคีเครือข่ายพันธมิตร สหายทั้งหลายที่จะมาร่วมกัน จะระดมทั้งกำลังและปัญญา ความคิด และที่สำคัญคือ ระดมงบประมาณแบบบูรณาการ

          โดย คสช.ได้กำหนดว่าการจัดสรรงบประมาณนั้นต่อไปนี้จะแบ่งออกเป็น 13 ด้านที่ให้จัดแบบบูรณาการ แทนที่ต่างคนต่างถือเงิน หรือต่างคนต่างทำ ด้วยเหตุที่ทุกคนมีเงินและจะทำเรื่องเดียวกัน เมื่อเป็นเรื่องเดียวกันก็มาบูรณาการด้วยกัน ซึ่ง 1 ใน 13 ด้านที่บูรณาการกันคือ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต เฉพาะเรื่องนี้ คสช.และ ครม.มอบให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อน หรือ "Prime Mover" แปลว่า ผู้ขับเคลื่อนหลัก

          หากว่าเป็นรถ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ก็เป็นคนขับรถ ซึ่งหวังว่าจะไม่มีใครจี้ให้ลงข้างทาง ลำพัง ป.ป.ช.เองซึ่งเป็น "Prime Mover" ก็คงไม่เพียงพอ จะต้องนำลี้พลสรรพกำลังอีกเยอะตามมา ต้องสอดประสานกัน "4 พี" ได้แก่ 1.Prime Mover คือ ป.ป.ช. 2.Power คืออำนาจรัฐ หรือรัฐบาล 3.Public คือสาธารณชน และ 4.Private คือภาคเอกชน ซึ่ง 4 พีนี้ ต้องจับมือร่วมกัน แล้วอยู่ในนโยบายตัวที่สองของรัฐบาล และ 3.การสร้างคุณธรรม การรณรงค์ในเรื่องจิตสาธารณะ การปลูกฝังความรู้ความคิดค่านิยมดีๆ  ให้แก่คนทั้งหลาย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีจิตสำนึกว่าการป้องกันการทุจริตเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศชาติและของโลก ทั้งหมดนี้เป็นนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่ารัฐบาลได้คิดเองเออเองออกมา

          ได้ทราบด้วยความตื่นเต้นว่าขณะที่รัฐบาลมีนโยบายออกมา คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้เคยจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ 1 ซึ่งสิ้นสุดไปแล้ว แล้วก็ไปประเมินกันว่าแผนดังกล่าวมีจุดอ่อนตรงไหน ก็พบว่ามีจุดอ่อนอยู่ 3 จุดคือ 1.กฎระเบียบและกฎหมายยังอ่อนแอ 2.การระดมสรรพกำลังและสติปัญญาจากภาคีเครือข่ายทำได้น้อยเกินไป

          โดยเฉพาะความร่วมมือจากภาครัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และ 3.การปลูกฝังคุณธรรมและค่านิยม ยังทำได้น้อยไป ซึ่งต้องแก้ไขให้ได้ในยุทธศาสตร์ชาติฯ ระยะที่ 2 และก็พอดีกับรัฐบาลที่ไปหยิบเอาเรื่องนี้มาทำเป็นนโยบายเพื่อที่จะเดินหน้าต่อไป ซึ่งเท่ากับเป็นการแก้จุดอ่อนยุทธศาสตร์ชาติฯ ระยะที่ 1 นั่นเอง ขณะที่ ป.ป.ช.ก็ตั้งใจว่า ในยุทธศาสตร์ชาติฯ ระยะที่ 2 จะแก้ไข 3 ข้อนี้ให้ได้ เดินหน้าต่อไปให้ได้ ทุกคนจะต้องเอาใจช่วย

          สำหรับข้อ 3 นี้ คือ การปลูกฝังคุณธรรมที่คิดจะทำกันอยู่ เป็นเรื่องการเอาธรรมาภิบาลมาใช้ เอาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ เอาเรื่องการทำตามหน้าที่ใครหน้าที่มันและจัดการกับการทุจริตอย่างเฉียบขาด ไม่เห็นแก่หน้าอินทร์หน้าพรหม รักษากฎหมายเป็นอย่างดี

          ดังนั้น แนวทางและนโยบายที่รัฐบาลคิดสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติฯ ระยะที่ 2 ป.ป.ช.วางเอาไว้ ก็น่าจะสัมฤทธิผลไม่ยาก โดยอาศัยความเพียรและความร่วมมือร่วมใจของเราทั้งหลาย ขอให้ประเทศจงอยู่รอดปลอดพ้นจากการทุจริต และผ่านพ้นไปสู่การปฏิรูปสัมฤทธิ์ดังทุกคน ทุกฝ่ายปรารถนา.

          "แนวทางและนโยบายของรัฐบาลในเรื่องนี้จึงเน้นไปที่กฎหมาย เน้นไปที่กติกา เน้นไปที่ระเบียบทั้งหลายที่จะต้องมีการชำระสะสางและสังคายนากันเป็นการด่วน เพื่อให้เกิดอำนาจ เพื่อที่จะกำราบให้คนมีความเข็ดขยาดหวาดกลัว"

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย