ดรรชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน 2553

(Corruption Perceptions Index 2010)


“ผลการจัดอันดับคอร์รัปชันโลกประจำปี พ.ศ. 2553


ประเทศไทย คะแนนดีขึ้น”

  องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย (Transparency Thailand) เปิดเผยผลการจัดอันดับดรรชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันประจำปี พ.ศ. 2553 พบว่า ประเทศไทยได้ 3.5 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน อยู่อันดับที่ 78 จากการจัดอันดับทั้งหมด 178 ประเทศทั่วโลก และอยู่อันดับที่  9  จาก  23 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย   ซึ่งเป็นคะแนนและอันดับที่ดีขึ้นกว่าเมื่อปีที่แล้วCPI (Corruption Perceptions Index) คือ ดรรชนีชี้วัดภาพลักษณ์ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่มีค่าคะแนนตั้งแต่ 0 (คอร์รัปชันมากที่สุด) – 10 (คอร์รัปชันน้อยที่สุด) จัดทำโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระนานาชาติที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อรณรงค์แก้ไขปัญหาคอร์รัปชันและมีเครือข่ายใน 120 ประเทศทั่วโลก และได้จัดทำดรรชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันของประเทศต่างๆเป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2538 ซึ่งในปี พ.ศ. 2553 นี้ ได้จัดอันดับจากประเทศต่างๆ จำนวน 178 ประเทศ  โดยจัดอันดับจากผลสำรวจของสำนักโพลล์ต่างๆ จำนวน 13 แห่ง ในช่วงปี พ.ศ 2552 ถึง 2553ผลการจัดอันดับประจำปี พ.ศ. 2553 พบว่า ประเทศไทยได้ 3.5 คะแนน จัดเป็นอันดับที่ 78  เท่ากับประเทศจีน โคลัมเบีย กรีซ เลโซโท เปรู เซอร์เบีย ขณะที่ เดนมาร์ก นิวซีแลนด์  สิงคโปร์ เป็นกลุ่มประเทศที่ครองตำแหน่งที่หนึ่งร่วมกัน (9.3  คะแนน) ตามมาด้วย ฟินแลนด์และสวีเดน (9.2 คะแนน) นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศที่มีคะแนนต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ สาธารณรัฐเชค กรีซ ฮังการี อิตาลี มาดากัสการ์ ไนเจอร์ และสหรัฐอเมริกา ซึ่งบรรดาประเทศเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจการเงิน คะแนนที่ต่ำลงอาจบ่งชี้ได้ว่าภาพลักษณ์ของปัญหาทุจริตคอร์รัปชันมีความเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาของภาคธุรกิจเอกชน ส่วนประเทศที่มีคะแนนต่ำสุดในการจัดอันดับครั้งนี้ ได้แก่ โซมาเลีย (1.1 คะแนน) พม่า (1.4 คะแนน) อัฟกานิสถาน (1.4 คะแนน) และอิรัก (1.5 คะแนน) ซึ่งประเทศที่มีคะแนนน้อยเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่กำลังอยู่ในภาวะสงครามหรือมีความขัดแย้งภายในประเทศ   จึงถูกมองว่าขาดความโปร่งใสในการบริหารบ้านเมือง เมื่อพิจารณาเฉพาะการจัดอันดับของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชีย พบว่า ประเทศที่มีคะแนนเป็นอันดับที่ 1 คือ สิงคโปร์ (9.3 คะแนน) ส่วนประเทศที่มีคะแนนต่ำที่สุดคือ พม่า (1.4 คะแนน) ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันจึงเป็นปัญหาร่วมกันของทุกฝ่ายและทุกประเทศที่ต้องร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจัง โดยในปีนี้ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพการจัดประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ครั้งที่ 14 ในหัวข้อ “Restoring Trust: Global Action for Transparency” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 10 – 13 พฤศจิกายน 2553  ซึ่งในการประชุมครั้งนี้จะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมที่มาจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก 
 
 

ตารางที่ 1 ดรรชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ประจำปี พ.ศ. 2553 ของประเทศในภูมิภาคเอเชีย

อันดับในเอเชีย อันดับจากประเทศทั้งหมด ประเทศ คะแนน จำนวนแหล่งข้อมูล คะแนนต่ำสุด – สูงสุด คะแนนปี  พ.ศ.2552 อันดับในเอเชียปี  พ.ศ.2552
1 1 สิงคโปร์ 9.3 9 8.9-9.5  9.2 1
2 13 ฮ่องกง 8.4 8 7.4-8.9 8.2 2
3 17 ญี่ปุ่น 7.8 8 6.8-8.8 7.7 3
4 33 ไต้หวัน 5.6 9 5.1-7.1 5.6 4
5 36 ภูฏาน 5.0 4 5.1-6.6 5.0 7
6 39 เกาหลีใต้ 5.5 9 4.6-6.0 5.5 5
7 46 มาเก๊า 5.3 3 3.4-5.8 5.3 6
8 56 มาเลเซีย 4.5 9 3.3-6.3 4.5 8
9 78 จีน 3.6 9 2.3-5.5 3.6 9
9 78 ไทย 3.5 9 2.2-4.4 3.4 10
11 87 อินเดีย 3.4 10 2.6-3.9 3.4 10
12 91 ศรีลังกา 3.1 7 2.3-4.1 3.1 11
13 110 อินโดนีเซีย 2.8 9 1.6-4.0 2.8 12
14 116 เวียดนาม 2.7 9 1.9 -4.0 2.7 13
15 127 ติมอร์ 2.2 5 1.7 -3.1 2.2 17
16 134 บังคลาเทศ 2.4 7 1.5-4.0 2.4 15
16 134 ฟิลิปปินส์ 2.4 9 1.8-3.4 2.4 15
18 143 มัลดีฟส์ 2.5 4 1.7-2.7 2.5 14
18 143 ปากีสถาน 2.4 7 1.8-3.3 2.4 15
20 146 เนปาล 2.3 6 1.8-2.9 2.3 16
21 154 กัมพูชา 2.0 8 1.5-2.5 2.0 19
21 154 ลาว 2.0 4 1.5 -2.9 2.0 18
23 176 พม่า 1.4 3 0.9-1.9 1.4 20

     ที่มา:  วิเคราะห์ข้อมูลจาก http://www.transparency.org/        

ตารางที่ 2  ดรรชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันของประเทศไทยตั้งแต่ ปี พ.ศ.             2538 – 2553       

ปี  พ.ศ.

คะแนน จำนวนแหล่งข้อมูล อันดับ จำนวนประเทศ
2538 2.79 7 34 41
2539 3.33 10 37 54
2540 3.06 6 39 52
2541 3.00 11 61 85
2542 3.20 12 68 98
2543 3.20 11 60 90
2544 3.20 12 61 91
2545 3.20 11 64 102
2546 3.30 13 70 133
2547 3.60 14 64 146
2548 3.80 13 59 159
2549 3.60 9 63 163
2550 3.30 9 84 179
2551 3.50 9 80 180
2552 3.40 9 84 180
2553 3.50 9 78 178

                        ที่มา: วิเคราะห์ข้อมูลจาก http://www.transparency.org/   

ติดต่อสอบถามและขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ รศ.ดร.จุรี วิจิตรวาทการ ผศ.ดร.จิรวรรณ ภักดีบุตร และ ดร.กนกกาญจน์ อนุแก่นทราย องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ถ.เสรีไทย บางกะปิ กทม. 10240 โทรศัพท์ 02-727-3504-5  โทรสาร             02-374-7399      

www.transparency-thailand.org   

"โตไปไม่โกง"

 Image

กทม.ผสานนิ้วโป้งร่วมนิด้า เปิดหลักสูตร"โตไปไม่โกง"ปลูกฝังเด็ก"มีคุณธรรม" เติบใหญ่ไม่คอร์รัปชั่น

ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพ เมื่อเวลา ประมาณ 15.30 น. วันที่ 22  มิ.ย. ได้มีการจัดงานแถลงข่าว เปิดตัวโครงการหลักสูตรสีขาว หลักสูตร "โตไปไม่โกง" ซึ่งเป็นความร่วมมือกันของ ศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์-นิด้า) องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย และสำนักการศึกษา(สนศ.) กทม.  โดยมีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานดังกล่าว พร้อมด้วย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร   ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี นิด้า นายภิญโญ ทองชัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และ รศ.ดร.จุรี วิจิตรวาทการ ประธานศูนย์สาธารณะประโยชนฯ ร่วมแถลงข่าว

ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ กทม.  กล่าวว่า เหตุการณ์ความไม่สงบของบ้านเมืองแสดงให้เห็น ถึงการตอกย้ำคุณธรรมที่ต้องปลูกฝังกันตั้งแต่เด็กเพื่อให้พวกเขาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันข้างหน้า  โดยหลักสูตร "โตไปไม่โกง" นี้กทม. ได้รับความร่วมมือจากนิด้า ในการพัฒนา ซึ่งจะไม่ใช่วิธีการท่องจำเหมือนวิชาหน้าที่พลเมืองสมัยก่อน แต่จะเป็นไปในรูปแบบที่น่าสนุก ทำให้เด็กๆ ไม่เบื่อ ด้วยการประยุกต์วิธีการเรียนการสอน เช่นนำเอานิทานความรู้ การร้องเพลงและทำกิจกรรมที่สนุกสนานโดยสอดแทรกเรื่องคุณธรรมจริยธรรมไปในการสอนด้วย  ซึ่งครูจะได้มีการอบรมทักษะที่ชำนาญ และจะเริ่มสอนในระดับอนุบาล-ประถมศึกษาปีที่ 3  เริ่มในเดือนสิงหาคมนี้ นำร่องที่ 280 โรงเรียน สังกัด กทม.  หลังจากนั้นจะขยายสอบให้ครบ 431 โรงเรียน  อย่างไรก็ตาม  หากประสบผลสำเร็จ ทางสพฐ. จะนำไปใช้ได้กทม. ก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์ 
       
ด้าน ศ.ดร.สมบัติ กล่าวชื่นชม กทม.ที่มีแนวคิดที่จะทำหลักสูตรนี้ขึ้นมา  ส่วนตัวมองว่ากิจกรรมนี้เป็นโครงการที่ดีโครงการหนึ่งของกทม.ที่จะช่วยแก้ปัญหาระดับชาติ เพราะคนส่วนใหญ่มักมอง ว่า โกงไม่เป็นอะไรขอให้เก่ง แต่ความจริงแล้ว แนวคิดแบบนี้อันตราย เพราะแสดงให้เห็นว่าจำนนต่อความชั่วร้าย ดังนั้นการปลูกฝังเด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลเป็นสิ่งที่ดีที่จะช่วยให้เด็กซึมซับคุณธรรมจริยธรรมที่ดี

ในตอนสุดท้าย  นายอานันท์  ได้ขึ้นกล่าวให้แง่คิด กับหลักสูตร โตไปไม่โกงว่า  ตนมีข้อสังเกต ความแตกต่างระหว่างสังคมไทย กับสังคมต่างประเทศ  ต่างประเทศ เขาให้เรียนรู้ค่านิยมด้วยการเล่นกีฬา ไม่ใช่มีอยู่แต่ในห้องเรียน การเล่นกีฬาทุกประเภท มีกฎ กติการ ที่กำหนดไว้ ไม่ใช่ว่า สั่งสอนว่าต้องไม่โกง  ทุกสิ่งมีกติกา ดีไม่ดี อีกเรื่องหนึ่ง  ทุกคนต้องเคารพกฎกติกา ถ้าแพ้ก็แพ้อย่างมีศักดิ์ศรี  ไม่ใช่ขี้แพ้ชวนตี  ดังนั้น การอบรมบ่มนิสัยเด็กต้องเริ่มจากที่พ่อแม่  ไม่ใช่หลักสูตรดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่คิดกัน แต่ต้องไม่ลืมกลุ่มเป้าหมายคือเด็กๆ  พร้อมกันนี้ อยากให้พ่อแม่ผู้ปกครองมีส่วนร่วมด้วย เพราะต่อให้หลักสูตรดีอย่างไร แต่เมื่อกลับบ้านไปพ่อแม่อบรมบ่มนิสัยอีกอย่างหนึ่งก็อาจจะทำให้เด็กสับสนได้

"ผมคิดว่านิสัยไม่ได้เกิดขึ้นจากโรงเรียนอย่างเดียว แต่เกิดจากพ่อแม่ด้วย พ่อแม่ต้องมีส่วนเล่าประสบการณ์แลกเปลี่ยนให้ลูกฟังและเปรียบเทียบสิ่งดีสิ่งไม่ดี เป็นจิตวิทยาในการสอนเด็กอย่างหนึ่งเช่นอย่าเบียดเบียน อย่าเอาเปรียบเพื่อมนุษย์ซึ่งมันจะลามไปถึงการเบียดเบียนธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สังคม ฯลฯ ได้" นายอานันท์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม  นายอานันท์ กล่าวว่า ครู เป็นกลุ่มเป้าหมายอีกกลุ่มที่สำคัญจะทำให้หลักสูตรนี้สำเร็จ รวมถึงระบบของโรงเรียนด้วย ซึ่งสังคมบางสังคมมักจะมองว่าจะขยับทำอะไรนั้นมีแต่ปัญหา แต่อย่าลืมว่าปัญหามีแต่โอกาสนั้นมีมากกว่าปัญหาเสมอ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากจบการแถลงข่าวแล้ว เด็กนักเรียนจากโรงเรียนวัดปทุมวนาราม ได้ออกมาโชว์เต้นและร้องเพลง "โตไปไม่โกง" ในห้องแถลงข่าว ก่อนจะออกไปเต้นกันที่บริเวณด้านหน้าหอศิลป์ ตรงสี่แยกไฟแดง ซึ่งสร้างความสนใจให้กับประชาชนมทั่วไปเป็นอย่างมา กรวมทั้งเด็กๆ ก็อยุ่ในอาการสนุกสนานที่ได้แสดงออกซึ่งกิจกรรมดังกล่าวด้วย

22 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 20:24:10 น.  มติชนออนไลน์ 
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1277209610&grpid=01&catid=

COMMISSION

เมื่อค่า COMMISSION คือการ CORRUPTION

โดย เมธี ครองแก้ว

ในการทำธุรกิจของเอกชนนั้น การจ่ายค่าคอมมิชชั่นหรือจะเรียกว่าค่าบริการ (Service Fee) หรือค่าตัวแทนหรือนายหน้า (Representative Fee) หรือคำอื่นๆ ซึ่งมีความหมายว่าเป็นค่าตอบแทนผู้ที่เป็นธุระหาลูกค้าหรือสร้างการขายให้แก่เจ้าของกิจการนั้นถือเป็นเรื่องปกติที่ทำกันอยู่ตลอดเวลา เป็นผลตอบแทนให้แก่ผู้ที่ช่วยทำให้อุปสงค์และอุปทานได้มาพบกัน

แต่พอขยายขอบเขตของค่าคอมมิชชั่นเข้ามาในบริบทของการทำธุรกรรมหรือการซื้อขายในภาครัฐประเด็นก็เปลี่ยนไป

คำถามก็คือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ว่าระดับใดก็ตามเช่น ระดับผู้กำหนดนโยบาย ระดับปฏิบัติการ หรือระดับสนับสนุน มีสิทธิหรือสามารถรับค่าคอมมิชชั่นจากผู้ขายหรือเจ้าของกิจการภาคเอกชนได้หรือไม่?

หรือคำถามก่อนนั้นอีกคือ ผู้ขายหรือเจ้าของกิจการสามารถจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น หรือผู้ที่เกี่ยวข้องหรือรู้จักกับเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวได้หรือไม่?

ในปัจจุบันมีบทบัญญัติทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้และการรับค่าคอมมิชชั่นในภาครัฐอย่างไรบ้าง?

ต่อประเด็นคำถามว่า ผู้ประกอบการหรือเจ้าของกิจการสามารถจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อให้เกิดธุรกรรม หรือการซื้อขายสินค้าหรือบริการแก่หน่วยงานของรัฐนั้นๆ ได้หรือไม่?

คำตอบคงอยู่ที่ว่าค่าคอมมิชชั่นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเงินสินบนที่ให้หรือสัญญาว่าจะให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 144 ของประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่?

มาตรา 144 กล่าวไว้ว่า ผู้ใดให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำการอันมิควรด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 144 นี้ใช้กับผู้ประกอบการที่ให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ถือเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงาน และถ้าเจ้าพนักงานผู้นั้นรับเงินสินบนดังกล่าวนั้นไว้ ก็จะมีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ของตนตามมาตรา 149 ด้วย

ซึ่งมาตรา 149 จะกล่าวว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาทหรือประหารชีวิต

อย่างไรก็ตาม จะสังเกตเห็นว่ามาตรา 144 จะใช้กับเจ้าพนักงานที่ได้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่เท่านั้น ถ้าเจ้าพนักงานคนนั้นกระทำการตรงไปตรงมา มิได้เป็นการทุจริตหรือเอื้อประโยชน์อันมิควรได้ให้แก่ผู้ใด ค่าคอมมิชชั่นที่ผู้ประกอบการให้ก็อาจไม่เข้าข่ายเป็นเงินสินบนซึ่งเป็นความผิดตามมาตรานี้

มาตรา 149 ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเจ้าหนักงานผู้นั้นเรียกร้องค่าคอมมิชชั่น แต่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ แต่เพื่อประโยชน์ของรัฐหรือทางราชการก็อาจไม่เข้าข่ายเป็นความผิดได้เหมือนกัน

แต่สำหรับในประเด็นหลังนี้ยังมีความเสี่ยงอยู่ เพราะในประโยคต่อไปของมาตรานี้ ระบุว่าการกระทำดังกล่าวในตำแหน่งหน้าที่นั้น ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ก็ตาม ก็อาจถือว่าเป็นความผิดด้วยเหมือนกัน

โดยสรุปว่าเมื่อใดก็ตามเจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะเจ้าพนักงานรับเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดจากบุคคลใดก็แล้วแต่ มีความเสี่ยงต่อการกระทำความผิดทั้งนั้น

ซึ่งก็ตรงกับเจตนารมณ์ของผู้ร่างกฎหมายหลักการต่อต้านการทุจริตของไทย ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 103 กำหนดไว้ว่า ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลนอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดตามธรรมจรรยา ตามหลักเกณฑ์และจำนวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด

เป็นที่แน่ใจได้เลยว่าไม่มีทางที่จะมีกฎหมายฉบับไหนหรือกฎ ข้อบังคับที่ไหนที่จะบอกว่าผู้ประกบการคนใดจะสามารถจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐคนใด หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐคนนั้นได้

เพราะฉะนั้นถ้าจะยึดเจตนารมณ์ของมาตรา 103 เป็นหลักแล้ว การรับค่าคอมมิชชั่นโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐมีโอกาสเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 103 ของ พ.ร.บ. ป.ป.ช. ได้ทั้งสิ้น ยกเว้นแต่ว่าคอมมิชชั่นนั้นเป็นไปโดยธรรมจรรยาและในจำนวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2543 คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ออกประกาศเรื่องหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2543 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 117 ตอนที่ 118 ก วันที่ 19 ธันวาคม 2543) โดยได้นิยามข้อความว่า "การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา" ให้ความหมายว่าการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากญาติ หรือจากบุคคลที่ให้กันในโอกาสต่างๆ โดยปกติตามขนบธรรมเนียม ประเพณี หรือวัฒนธรรม หรือให้กันตามมารยาทที่ปฏิบัติกันในสังคม

ประกาศฉบับนี้ยังได้อธิบายต่อไปว่า ถ้าเป็นการให้โดยญาติซึ่งให้โดยเสน่หา ก็อาจจะอนุโลมให้ตามจำนวนที่เหมาะสมตามฐานานุรูป

แต่ถ้าเป็นการให้โดยบุคคลอื่นแล้ว (เช่นผู้ประกอบการจะให้ค่าคอมมิชชั่นแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง) ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ว่านี้จะต้องไม่เกิน 3,000 บาท ในการรับจากแต่ละบุคคลและในแต่ละโอกาส

ซึ่งเมื่อถือตามนี้แล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดก็ตาม (รวมทั้งผู้ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นรับรู้หรือรู้เห็นเป็นใจด้วย) รับค่าคอมมิชชั่นจากผู้ใดก็ตามก็ต้องถือว่ามีความเสี่ยงต่อการกระทำผิดตามมาตรา 103 นี้ทั้งสิ้น

ตรงจุดนี้เองที่เป็นความหมายของชื่อบทความนี้ว่า การให้หรือรับค่าคอมมิชชั่นคือการคอร์รัปชั่นนั้นเอง

เรื่องทั้งหมดดูเหมือนว่าจะจบลงตรงนี้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ (และญาติมิตรหรือพวกพ้อง) ที่รับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากเอกชนซึ่งนอกเหนือไปจากค่าตอบแทนจากการปฏิบัติหน้าที่โดยปกติของตนที่ได้รับจากทางราชการ (คือ เงินเดือน และค่าตอบแทนและสวัสดิการทางราชการอื่น) อาจเข้าข่ายเป็นการทุจริตได้ทั้งสิ้น

แต่สภาพความจริงกลับกลายเป็นว่า มีการออกระเบียบภายในระบบราชการเองให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลประเภทได้รับเงิน หรือผลประโยชน์พิเศษจากการปฏิบัติงานตามหน้าที่ตามปกติ

เช่น ข้าราชการในบางกระทรวงสามารถมีรายได้จากเงินรางวัลจากการขายทอดตลาดสินค้าผิดกฎหมายที่ถูกจับได้ถึงเดือนละ 500,000 บาท โดยเงินจำนวนนี้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกต่างหาก

เป็นไปได้ว่าระเบียบข้อบังคับของทางราชการที่ยอมให้ทำเช่นนี้ได้น่าจะขัดกับหลักกฎหมายบางฉบับ หรือหากไม่ขัดก็มีความไม่เหมาะสมว่าข้าราชการที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ทำไมรัฐจะต้องให้รางวัลตอบแทนเป็นพิเศษมากขนาดนั้น

ข้าราชการที่มีหน้าที่แล้วไม่ทำ ย่อมเข้าข่ายความผิดการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา

หรือมิเช่นนั้น หากไม่ทำอะไรเลยก็อาจถูกปรับออกด้วยการปฏิบัติหน้าที่ที่ขาดประสิทธิภาพได้เหมือนกัน

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11308 มติชนรายวัน  หน้า 6

World Bank sees no

World Bank sees no progress on Thai corruption

From: The Bangkok Post, Oct. 30, 2009 
Thailand has failed to address corruption as key indicators have remained unchanged during the past decade, according to the World Bank.
A World Bank survey found that six governance indicators in Thailand in 2008 stood in a range of 25-50 on a scale where zero is most corrupt and 100 least corrupt. Thailand's score beat Indonesia's but Indonesia has made big improvements in all indicators.
The six indicators are: voice and accountability, political stability, government effectiveness, regulatory quality, rule of law, and control of corruption.
"Political instability in Thailand last year declined enormously when compared to the past ten years," said Joel Turkewitz, programme co-ordinator for the regional governance hub, at a seminar on fraud and corruption in a downturn.

Charnchai Charuvastr, president and CEO of the Thai Institute of Directors Association (IOD), said political instability created opportunities for corruption.
"The issue of corruption is related to the country's economic growth as it is related to investor confidence and efficiency of budget spending. Thailand now needs foreign investment but if there is high corruption, foreign investors will rarely invest here," he said.
He said Thai society should be reshaped in many areas such as materialism, which makes Thais prone to commit fraud or corruption.
Research by the National Anti-Corruption Commission (NACC) also found that corruption in Thailand has not improved in the past five years. Narong Rathamarit, the assistant to the commission's secretary-general, said corruption was often a reason for military coups. But elected governments were unable to solve corruption and fraud.
He said the NACC survey found that the business sector also felt corruption had not reduced. Under-the-table money to secure concessions or projects from government agencies had soared.
"In my opinion, businesspeople accepted the practice of paying extra money to get concessions or construction contracts from the government as a normal tradition," Mr Narong said.
The research found the Lands Department is the agency with most problems with tea money, with 72.22% of visits by businesspeople and individuals. It is estimated people pay about 8,933 baht in extra money per case in 2009, compared with 7,066 baht in 2003.
Tea money to politicians is estimated at 314,050 baht per case in 2009, up from 143,389 baht in 2003. The average bribe per case to the Customs Department in 2009 is estimated at 111,948 baht, up from 33,583 baht in 2003
http://www.bangkokpost.com/business/economics/24761/world-bank-sees-no-progress-on-thai-corruption

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย