ศอตช.ไม่พบค่าหัวคิวราชภักดิ์

ศอตช.ไม่พบค่าหัวคิวราชภักดิ์

25 มีนาคม 2559


 

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 23 มี.ค. ที่กระทรวงยุติธรรม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะเลขานุการ ศอตช. นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และนายยงยุทธ์ มะลิทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมแถลงผลสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ โดยมีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. และนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรค เพื่อไทย เข้าร่วมรับฟังด้วย โดยใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง

พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า วันนี้สรุปผลการตรวจสอบรวม 3 ประเด็นหลักคือ 1.การหักค่า หัวคิว 2.การจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอน และ 3.การใช้งบประมาณที่ไม่ถูกต้อง

 

นายประยงค์กล่าวว่า ป.ป.ท.ได้ตรวจสอบประเด็นการหักหัวคิว โดยตรวจสอบเอกสารหลักฐานและสอบปากคำจากภาครัฐและภาคเอกชน พบมีการจ่ายเงินกันจริงระหว่างเอกชนกับเอกชน ซึ่งทั้งสองฝ่ายระบุว่าให้ค่าตอบแทนทางธุรกิจ ค่าชักนำงานมาให้ เป็นวงเงิน ร้อยละ 6-7 ของค่าจ้าง ซึ่งถือเป็นราคาตามราคาท้องตลาด

นายพิศิษฐ์กล่าวว่า สตง. ตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และเรื่องเงินบริจาค ซึ่งในเรื่องเงินบริจาค ไม่มีปัญหาและกองทัพได้เตรียมใบเสร็จรับเงินให้กับผู้บริจาค แต่ไม่มีคนมาขอรับ และปัจจุบันได้ปิดบัญชีเหลือแค่ 1 บัญชี จาก 6 บัญชี และเงินบริจาคจากทุกช่องทาง รวมเป็นเงิน 733 ล้านบาท แบ่งใช้จ่ายไป 458 ล้านบาท ตัดยอดเงินวันที่ 31 ธ.ค. 2558 เหลือเงิน 140 ล้าน และยังมีงบกลางจากรัฐบาล 63 ล้านบาท เงินจากทางกองทัพบกเป็นงบที่ตั้งไว้ ทำรั้วโรงเรียนที่ตั้ง 27 ล้านบาท ส่วนเงินมูลนิธิที่ได้จากการรับบริจาคโดยตรง 108 ล้านบาท ยังไม่มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ส่วนข้อสงสัยถึงทรัพย์สินในอุทยานฯนั้น ขณะนี้ยังคงเป็นการ รับผิดชอบของราชการ ยังไม่มีการโอนให้มูลนิธิ ยืนยันว่าตรวจสอบเอกสารต่างๆ ไม่พบ การตกแต่งบัญชีหรือบิดเบือน ทั้งกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการจ่ายเงิน

ผู้ว่าฯ สตง. กล่าวอีกว่า ส่วนการซื้อต้นไม้นั้น พบว่าไม่มีการซื้อเพราะต้นไม้ได้มาจากการบริจาค แต่มีค่าใช้จ่ายขนส่ง 4 ล้านบาท ส่วนประเด็นเซียนอุ๊ เจ้าของโรงหล่อสยามปุระ ที่ปรึกษาการก่อสร้างองค์พระของ 5 โรงหล่อ ที่รับเงินค่าคิว 20 ล้านบาท ซึ่งตรวจสอบทั้งเซียนอุ๊ และ 5 โรงหล่อ ระบุเป็นค่าใช้จ่ายโดยสมัครใจ และต่อมานำเงินมาคืนครบจำนวนให้กับกองทัพบกและออกใบเสร็จชัดเจน ซึ่งไม่พบข้อทุจริต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังแถลงเสร็จแล้ว นายจตุพร ได้ถามว่าแถลงข่าวครั้งนี้ ทำข้อสอบรั่วหรือไม่ เนื่องจากพล.อ.ดุดมเดช สีตบุตร อดีตผบ.ทบ. ระบุไม่พบการทุจริต ต่อมาผู้ว่าฯสตง. การันตีว่าไม่มีทุจริต โดยพล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า ประเด็นนี้ พล.อ.อุดมเดช ยืนยันมาตลอดว่า ไม่ผิด และเคยต่อว่าตนด้วยซ้ำ จึงไม่เข้าใจว่าคำถามของนายจตุพรต้องการสื่ออะไร จากข้อสรุปที่ไปสอบถามพล.อ.อุดมเดช ยอมรับว่าพลาด พูดออกไปเพราะไม่เข้าใจ จึงใช้คำว่าหัวคิว เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีเจตนา หลุดคำว่าหัวคิวออกไปโดยไม่เข้าใจเนื้อหาและวิธีการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการแถลงข่าว ซึ่งถ่ายทอดสดทีวีหลายช่อง พล.อ.อุดมเดช พยายามติดต่อทีมงานพล.อ.ไพบูลย์ เพื่อขอโฟนอินชี้แจงประเด็นที่นายจตุพร พาดพิงเรื่องการรู้ข้อมูลล่วงหน้า แต่ทีมงาน พล.อ.ไพบูลย์ ไม่ได้ให้โฟนอิน

หลังการแถลงข่าว นายจตุพร เปิดเผยว่า หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. จะรับไปดำเนินการ โดยเห็นว่า ยังมีช่องว่าง ที่ ป.ป.ช.จะไปตรวจสอบเพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นที่เป็น ผลต่อเนื่องจากการแอบอ้างเบื้องสูง หากมีข้อมูลเพิ่มเติมก็จะส่งมอบให้กับป.ป.ช.ต่อไป ยอมรับว่ายังติดใจกับคำว่า หัวคิว ที่เปลี่ยนเป็นคำว่า ที่ปรึกษา ซึ่งเป็นวาทกรรมใหม่ที่เพิ่ง เกิดขึ้น ยืนยันว่าตนไม่ได้มีปัญหาหรือติดใจพล.อ.อุดมเดช เป็นการส่วนตัว

ด้านพล.อ.อุดมเดช ให้สัมภาษณ์ว่า ยืนยันว่าตนไม่เคยพูดเรื่องหัวคิว พอใจกับสิ่งที่สตง.ตรวจสอบ แต่ถ้ายังปรักปรำกันอีกก็อาจจะฟ้องดำเนินคดีคนที่กล่าวให้ร้าย เพราะเรื่องนี้เชื่อมั่นว่าต้องถึงกระบวนการยุติธรรมโดยแท้จริง ไม่เกี่ยวกับการหักค่าหัวคิวแต่อย่างใด ทั้งนี้ พร้อมชี้แจงทุกประเด็นในวันที่ 24 มี.ค.เวลา 08.30 น.

 

 

 

ที่มา : ข่าวสด ฉบับวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย