ศธ.เช็กบิลปัญหาทุจริตในองค์การค้าฯ

21 เมษายน 2559


     นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ประธานคณะทำงาน รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) หัวหน้าคณะทำงานกำหนดแนวทางการประเมินประสิทธิภาพ และติดตามการดำเนินงานองค์การค้า ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กล่าวถึงกรณีพบชุดนักเรียนค้างอยู่ในคลังสินค้าขององค์การค้าฯ ว่า จากการตรวจสอบของตนและ ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ ปฏิบัติหน้าที่ ผอ.องค์การค้าฯ พบว่า ในคลังสินค้ามีชุดนักเรียนค้างอยู่ในสต๊อก จำนวน 509,600 ชิ้น มูลค่าความเสียหาย 100 กว่าล้านบาท โดยตนได้มอบให้ ดร.สุเทพ ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ว่า สินค้าค้างอยู่ในคลังมาเป็นเวลานานเท่าไร และเกิดขึ้นในช่วงที่ใครเป็น ผอ.องค์การค้าฯ หากมีหลักฐานว่า มีเจตนาสั่งซื้อสินค้าจำนวนมากเกินความจำเป็นจริงมาเก็บไว้ในคลัง ก็จะดำเนินการตามกฎหมายทันที

     " สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า การบริหารงานขององค์การค้าฯที่ผ่านมามีปัญหา การพบชุดนักเรียนค้างอยู่ในคลังสินค้าจำนวนมากขนาดนี้ คิดไปในลักษณะอื่นไม่ได้ นอกจากสั่งมาเพื่อกินเงินค่าหัวคิว ผมและดร.สุเทพ กำลังตรวจสอบสินค้าประเภทอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย" นายธเนศพล กล่าวและว่า สำหรับการดำเนินการฟ้องแพ่งเพื่อเรียกเงิน 2,100 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี คืนจากธนาคารนั้น นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค.ได้ส่งเรื่องให้อัยการ เป็นผู้ทำเรื่องฟ้องแพ่ง เพื่อเรียกเงินคืนจากธนาคารแล้ว ซึ่ง จากนี้ต้องว่ากันไปตามข้อกฎหมาย

    ด้าน ดร.สุเทพ กล่าวว่า ตนได้แต่งตั้งนายอำนาจ วิชยานุวัติ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เป็นประธานกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเรื่องชุดนักเรียน ให้แล้วเสร็จใน 15 วัน ทั้งนี้เบื้องต้น พบว่า ชุดนักเรียนสะสมอยู่ในสต๊อกสินค้าตั้งแต่ปี 2549 และมียอดบางส่วนอยู่ในสต๊อกตั้งแต่ปี 2541-2542

     ส่วนกรณีหนังสือเรียนปี 2557 ที่องค์การค้าฯจัดพิมพ์ 5.3 แสนเล่ม สูญหายนั้น ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้อำนวยการฝ่ายผลิตหนังสือเรียน และเจ้าหน้าที่องค์การค้าฯ โดยเมื่อวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมาทั้ง 2 ราย ได้รับทราบข้อกล่าวหาแล้ว และจะทำหนังสือชี้แจงให้การเป็นลายลักษณ์อักษรอีกครั้งในวันที่ 27 เม.ย.นี้ ขั้นตอนต่อไปก็จะเป็นการลงโทษทางวินัย และท้ายที่สุดแล้วผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องมีความผิดทางคดีอาญาและคดีแพ่งด้วย.

 

 

 

ที่มา :  เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย