คอลัมน์ การศึกษา: บทเรียนราคาแพง สอบ 'แพทย์ ม.รังสิต' จี้จุดอ่อนการศึกษาไทย สร้างเด็กเก่ง แต่โกง???

16 พฤษภาคม 2559


 

นับเป็นสปิริต ของมหาวิทยาลัยรังสิต ที่กล้าประกาศยกเลิกการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ ซึ่งจัดสอบวันที่ 7-8 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมาแถมยังออกมาแฉกลโกง กระบวนการทุจริต ในการสอบ ทำให้สังคมรับรู้ถึงความล้ำหน้าของแก๊งต้มตุ๋น ในการใช้อุปกรณ์ไฮเทคมาเป็นเครื่องมือฉกข้อสอบออกนอกห้องสอบกันอย่างโจ๋งครึ่ม!!

 

                เรื่องดังกล่าว เปิดเผยขึ้นผ่านเฟซบุ๊กของ นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งได้โพสต์ข้อความ ประกาศ ยกเลิกการสอบรับตรงเข้าศึกษาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ฯ เนื่องจากมีกระบวนการทุจริตด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยสถาบันกวดวิชาส่งนักศึกษาเป็นมือรับจ้างเข้าไปเอาถ่ายภาพข้อสอบผ่านกล้องแว่นตา ส่งให้ติวเตอร์เฉลยคำตอบ เพื่อส่งข้อความกลับมาให้นักเรียนผู้เข้าสอบที่สวมนาฬิกาสมาร์ตวอตช์ มีการจ่ายเงินมัด 50,000 บาท และรับประกันถ้าไม่ติดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต คืนเงิน แต่ถ้าติด จะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 800,000 บาท รวมถึงยังได้โพสต์ภาพอุปกรณ์ไฮเทค คือ กล้องแว่นตา และสมาร์ต วอตช์ เป็นหลักฐานประกอบการทุจริตด้วย

                เรียกว่า จับได้คาหนังคาเขา ดิ้นไม่หลุด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็คงจะควานหาตัวสถาบันกวดวิชา ต้นตอขบวนการต้มตุ๋นครั้งนี้ได้ไม่ยาก...

ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คงไม่ได้อยู่ที่การจับตัวคนทำผิดมาลงโทษเท่านั้น แต่สิ่งที่น่าคิดต่อไปคือ จุดอ่อนศึกษาไทยที่มุ่งสร้างคนเก่ง แต่ไม่สร้างคนดี จนมองว่าการโกงเป็นเรื่องปกติ

ไม่ใช่เรื่องที่ต้องนึกถึง ผิด ชอบ ชั่ว ดี !!

                ไล่เรียงลงมาตั้งแต่ผู้ปกครองของนักเรียน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลัก เรื่องค่าใช้จ่าย ให้กับกระบวนการโกง ซึ่งสูงถึง 850,000 บาท นักศึกษารุ่นพี่หน้าม้า ที่ยอมรับเงินค่าจ้าง เพียง 6,000 บาท แลกกับอนาคตของตัวเอง

และสุดท้าย สถาบันกวดวิชา ที่หากินบนจุดอ่อนของการศึกษา ความคาดหวังของพ่อแม่ ที่อยากเห็นลูกมีอนาคตที่สดใส และความทุกข์ของเด็ก ที่ไม่สามารถสอบเข้าเรียนได้ด้วยตัวเอง

ซึ่งสุดท้ายแม้จะสามารถมีชื่อติดแพทย์ แต่ก็อาจจะไม่สามารถเรียนจบได้...

                โดยครูหนุ่ย อย่าง พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ ด้วยน้ำเสียงที่หดหู่ว่า รู้สึกเสียใจที่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น เพราะถือเป็นวุฒิภาวะของคนที่จะเข้าศึกษาในระดับสูง ต้องมาเสียอนาคต ไม่ได้เกิด เพราะคนที่เห็นประโยชน์ มาทำเรื่องแบบนี้ ส่วนเด็กก็ตกเป็นเหยื่อ และเสียอนาคต อยากให้เด็กรู้จักคิดให้มากขึ้น ผู้ปกครองเอง ก็ต้องสอนลูก ว่าอะไรถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง ซึ่งตนเองคิดว่า ตัวเด็กทั้ง 3 คนที่ว่าจ้างสถาบันกวดวิชา ในการโกงครั้งนี้ก็รู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่ทำมันผิด และความผิดครั้งนี้ก็จะติดอยู่ในใจไปตลอด

                ส่วนนักศึกษาที่รับจ้างใส่กล้องแว่นตา เข้าไปถ่ายภาพข้อสอบ ก็เชื่อว่ามหาวิทยาลัยต้นสังกัด คงไม่ปล่อยไว้ และส่วนใหญ่หากไปทำเรื่องที่ไม่ถูกกฎหมาย ก็จะไม่ให้เป็นนักศึกษาต่อไป

ทางด้าน นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ฝากเตือนสติ นักเรียน ที่จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยทุกคนว่า ควรเลือกเรียนตามความถนัด และความสามารถของตัวเอง

                อย่าไปเลือกเรียนตามเพื่อนหรือเรียนตามใจพ่อแม่ ทั้งที่ความสามารถไม่ถึง อย่างกรณีการทุจริตที่เกิดขึ้นกับการสอบเข้าเรียนแพทย์ ซึ่งเป็นวิชาชีพต้องมีคุณธรรม จริยธรรม ในการทำหน้าที่ช่วยเหลือคน หากสามารถสอบเข้าไปเรียนต่อได้ด้วยวิธีการทุจริต ก็ถือว่าไม่เหมาะสมที่จะออกมาทำงานในวิชาชีพนี้ และเชื่อว่า เด็กที่สอบเข้าไปด้วยวิธีการทุจริต ก็คงจะไม่สามารถเรียนจบได้แน่นอน เพราะไม่มีศักยภาพ และความสามารถเพียงพอ คุณสมบัติพื้นฐานเรื่องคุณธรรมจริยธรรมก็ไม่ผ่าน คนจะเรียนแพทย์ได้ไม่ใช่ง่ายๆ ต้องเรียนหนัก เรียนยาก มีทั้งวิเคราะห์ ท่องจำ และฝึกภาคปฏิบัติที่เข้มงวดจึงจะสามารถออกมาเป็นหมอรักษาคนได้

จากนี้ ทปอ. จะต้องไปเพิ่มมาตรการในการป้องกันการทุจริตในการสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็น การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา (แอดมิสชั่นส์) รวมถึงระบบรับตรงของทุกมหาวิทยาลัยให้มากขึ้น

                ไม่ใช่เฉพาะการสอบเข้าแพทย์เท่านั้น ต้องป้องกันทั้งระบบ โดยเฉพาะอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ นาฬิกา ซึ่งต่อไปคงไม่อนุญาตให้ใส่เข้าห้องสอบ ส่วนแว่นตา ก็ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า ไม่มีการติดกล้องเพื่อ

ขณะที่ นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา ย้ำชัดถึงคุณสมบัติของคนเป็นแพทย์ว่า เมื่อมีประวัติการทุจริตแล้วการเข้ามาสอบเพื่อเรียนแพทย์คงจะยาก หรือต่อให้หลุดเข้ามาเรียนแพทย์ได้ แต่เมื่อเรียนจบแล้วจะต้องสอบขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพและขึ้นทะเบียนเป็นแพทย์กับทางแพทยสภา ก็จะมีการตรวจสอบประวัติ ซึ่งต้องตรวจพบแน่นอน เพราะถูกบันทึกในประวัติ จะไม่อนุญาตให้สอบเพื่อไม่ให้เป็นแพทย์โดยเด็ดขาด

                เนื่องจากวิชาชีพแพทย์ต้องมีความซื่อสัตย์ และเป็นวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคนจำนวนมาก เพราะขนาดข้อสอบยังโกง ต่อไปในอนาคตก็อาจโกงการตรวจคนไข้ หรือทำเรื่องทุจริตที่ส่งผลกระทบได้อีก จึงต้องคัดออกไปเสียตั้งแต่แรก

                ถือเป็นบทเรียนราคาแพงให้กับผู้ปกครอง และเด็ก ที่คิดจะใช้ทางลัดเข้าเรียน ว่าเงินไม่สามารถซื้อทุกอย่างได้ หากเลือกเดินบนทางที่ผิด ก็อาจจะได้ไม่คุ้มเสีย ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับวงการศึกษาเอง ควรเร่งใช้วิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส ทบทวน หาวิธีสร้างคนเก่ง แบบไม่โกง อย่าปล่อยให้เป็นไฟไหม้ฟาง แก้ไขไม่ได้

สร้างเด็กเก่ง แต่โกง ซ้ำเติมอนาคตประเทศชาติดิ่งลงเหวมากยิ่งขึ้น...

 

 

 

ที่มา :  มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย