บิ๊กตู่ฟันอี-บิดดิ้งแฉมีอินไซด์ราคา ฉกข้อมูลขายให้คู่แข่งชี้ทำเป็นขบวนการใหญ่ประมูลงานรัฐส่อเค้าฉาวบ.รับเหมาร้อง-ถูกกีดกัน

17 พฤษภาคม 2559


 

'บิ๊กตู่'สั่งเช็กบิล'อี-บิดดิ้ง' แฉพบอินไซด์ราคา นำข้อมูลส่งขายคู่แข่งเสนอราคาประมูลปาดหน้าคว้างาน คตร.สั่งสอบ บ.รับเหมาร้องสร้างถนนแปดริ้ว-ปากน้ำ มูลค่า 4.5 พันล้าน

                เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหนังสือไปยังสำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เรื่องการรายงานการพบการทุจริต ด้วยวิธีการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ e-bidding (อี-บิดดิ้ง) ของกรมบัญชีกลาง โดยก่อนหน้านี้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แจ้งไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่ากระทรวงยุติธรรมได้พบการทุจริต ด้วยวิธีการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ e-bidding (อี-บิดดิ้ง) ของกรมบัญชีกลาง จึงให้นายกรัฐมนตรีพิจารณามอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวต่อไป โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้เห็นชอบและมอบหมายให้ พล.อ.ไพบูลย์เป็นผู้กำกับดูแล และตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งนี้ ให้รายงานผลให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ

 

                ข่าวแจ้งว่า พล.อ.ไพบูลย์ได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปสืบสวนข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว เบื้องต้นพบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น เนื่องจากได้รับหลักฐานบางอย่างที่คาดว่าจะมีการนำข้อมูลการประมูลด้วยวิธีดังกล่าว ออกมาเสนอขายให้กับกลุ่มบริษัท ที่เข้าประกวดราคาในแต่ละโครงการ สำหรับพฤติการณ์ที่ขบวนการดังกล่าวใช้คือ สำหรับผู้ที่เข้าประมูล โครงการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ จะต้องประมูลงานผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ได้พาสเวิร์ดเพื่อเคาะราคา ช่วงเวลา 08.30-16.30 น. ซึ่งสามารถเสนอราคาได้เพียง 1 ครั้ง ผู้ประมูลจะไม่รู้ว่าคู่แข่งที่เข้าร่วมประมูลใครเสนอราคาเท่าไหร่ แต่ระบบส่วนกลางหรือห้องควบคุมระบบการประมูลของกรมบัญชีกลาง และผู้จัดระบบสามารถล็อกอินเข้าไปดูได้ที่ห้องควบคุม และจะเห็นภาพรวมทั้งหมดว่าใครเสนอเท่าไหร่ จากนั้น จึงเกิดเหตุการณ์ถ่ายรูปหน้าจอคอมพิวเตอร์ของแต่ละบริษัทที่เสนอ ราคาไปให้คู่แข่ง ให้ทราบราคาที่แต่ละบริษัทเสนอ ดังนั้นเมื่อบริษัทที่ต้องการงานก็จะซื้อข้อมูลจากกลุ่มขบวนการดังกล่าว เพื่อทราบราคาบริษัทอื่น ก่อนรอให้ใกล้หมดเวลาแล้วก็เสนอราคาสู้ ซึ่งจะต่ำกว่าบริษัทที่เสนอต่ำสุดเพียงไม่กี่ร้อย หรือหลักพันบาท ก็จะได้งานไป ทั้งนี้ จากการตรวจสอบรหัสโครงการที่ปรากฏ ในหลักฐานที่ได้มาพบว่าเป็นโครงการของรัฐจริง และบริษัทที่ได้งานก็ตรงกับข้อมูลหลักฐานที่ปรากฏ

                ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับระบบใหม่ที่จะถูกนำมาใช้ทดแทนเรียกว่าวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-bidding (อี-บิดดิ้ง) และวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-market (อี-มาร์เก็ต) มีการนำมาใช้ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558 ซึ่งเป็นระบบการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยราชการจะปรับเปลี่ยนจากการประมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-auction (อี-ออคชั่น) ที่ใช้มากว่า 10 ปี เนื่องจากระบบดังกล่าวมีการตั้งข้อสังเกตว่ามีช่องโหว่ เพราะผู้ประมูลต้องมายื่นซองประมูลและเคาะราคาแข่งขันยังสถานที่หน่วยงานราชการจัดไว้ให้ อาจจะทำให้กลุ่มผู้ประมูล เจ้าหน้าที่ เจอหน้ากันบ่อยๆ นำไปสู่การฮั้วประมูล จึงมีการคิดระบบใหม่ที่จะถูกนำมาใช้ทดแทนเรียกว่า วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-bidding (อี-บิดดิ้ง) และวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-market (อี-มาร์เก็ต) ระบบอี-บิดดิ้ง เป็นวิธีการซื้อหรือการจ้างที่มีรายละเอียดคุณลักษณะที่มีความ ซับซ้อน มีเทคนิคเฉพาะ เช่น งานก่อสร้างที่ต้องใช้ความประณีตเป็นพิเศษ การจัดซื้อจัดจ้างยาและเวชภัณฑ์บางประเภท และการพัฒนาระบบสารสนเทศที่มีลักษณะเฉพาะตัว เป็นต้น โดยให้ผู้ขาย ผู้ให้บริการ หรือผู้รับจ้าง เข้ายื่นประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางระบบจัดซื้อจัดจ้างของกรมบัญชีกลาง

                วันเดียวกัน รายงานข่าวจากคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เปิดเผยว่า เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ห้างหุ้นส่วนจำกัดสามประสิทธิ์ (หจก.สามประสิทธิ์) ซึ่งเข้าร่วมการประกวดราคาโครงการก่อสร้างถนนสาย ฉช 3001 แยก ทล.314-ลาดกระบัง จ.ฉะเชิงเทรา-สมุทรปราการ ที่เป็นโครงการขยายช่องจราจรจาก 2 เป็น 4-6 ช่องจราจร ระยะทาง 20.329 กม. วงเงินประมาณ 4,500 ล้านบาท ของกรมทางหลวงชนบท (ทช.) และได้ผู้ชนะไปแล้วเมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่าน ได้ทำหนังสือขอความเป็นธรรมเข้ามายัง คตร. เพื่อให้ตรวจสอบทบทวนผลการประกวดราคา เนื่องจาก หจก.สามประสิทธิ์ เห็นว่าการประกวดราคาไม่โปร่งใส ส่งผลให้ถูกกีดกัน ทั้งที่เสนอราคาต่ำกว่าผู้ชนะ ซึ่งขณะนี้ คตร.ที่มี พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกลาโหม ในฐานะประธาน คตร. ได้สั่งให้ตรวจสอบโครงการดังกล่าวแล้ว

                รายงานข่าวแจ้งว่า นอกเหนือจาก คตร.แล้ว หจก.สามประสิทธิ์ยังทำหนังสือขอความเป็นธรรมไปถึงนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการคณะรัฐมนตรีด้วย โดยได้ชี้แจงมูลเหตุในการขอความเป็นธรรมอย่างละเอียด โดยมีสาระสำคัญ อาทิ โครงการก่อสร้างถนนสาย ฉช 3001 แยก ทล.314- ลาดกระบัง จ.ฉะเชิงเทรา-สมุทรปราการนั้น ทช.ได้แบ่งการดำเนินการเป็น 2 สัญญา และกำหนดวงเงินแยกตามสัญญา คือ สัญญาที่ 1 ระยะทาง 11 กิโลเมตร วงเงิน 1,918 ล้านบาทเศษ และสัญญาที่ 2 ระยะทาง 9.3 กิโลเมตร วงเงิน 2,631 ล้านบาทเศษ หจก. สามประสิทธิ์ ได้ยื่นเสนอราคาตามกำหนดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2559 โดยสัญญาที่ 1 เป็นเงิน 1,524 ล้านบาท และสัญญาที่ 2 เป็นเงิน 2,421 ล้านบาท จนเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2559 ทช.ได้แจ้งผลการประกวดราคาปรากฏว่าบริษัท "ก" เป็นผู้ชนะในสัญญาที่ 1 วงเงิน 1,913 ล้านบาทเศษ และ ห้างหุ้นส่วนจำกัด "น" เป็นผู้ชนะในสัญญาที่ 2 วงเงิน 2,630 ล้านบาทเศษ

                "ผลการประกวดราคาทั้ง 2 สัญญา สูงกว่าวงเงินที่ หจก.สามประสิทธิ์เสนอราคาไป รวมเป็นเงินสูงถึง 599 ล้านบาทเศษ ซึ่งถือเป็นวงเงินที่ทำให้ราชการเสียหาย" หนังสือ หจก.สามประสิทธิ์ ระบุ และว่า ก่อนที่จะมีการประกาศผลการประกวดราคา ทช.ได้ทำหนังสือถึง หจก.สามประสิทธิ์ ลงวันที่ 8 มีนาคม 2559 เพื่อให้ชี้แจงคุณสมบัติผลงานก่อสร้างถนนในวงเงินไม่น้อยกว่า 700 ล้านบาท ซึ่งกำหนดไว้ในประกาศของ ทช. ทาง หจก.สามประสิทธิ์จึงได้ชี้แจงไปว่า มีผลงานโครงการก่อสร้างอุโมงค์ลอดบริเวณวงเวียนราชพฤกษ์-นครอินทร์ วงเงิน 794 ล้านบาท ซึ่งได้ใช้อ้างอิงในเอกสารเสนอราคาเมื่อวันที่ 4 มีนาคมไปแล้ว แต่ ทช.กลับไม่รับราคาต่ำสุดที่ หจก.สามประสิทธิ์เสนอ โดยมีความเห็นว่า หจก.สามประสิทธิ์ขาดคุณสมบัติ โดยตีความว่าโครงการก่อสร้างอุโมงค์ลอดบริเวณวงเวียนราชพฤกษ์-นครอินทร์ เป็นโครงการสร้างอุโมงค์ ไม่ได้เป็นผลงานสร้างถนนตามที่ ทช.ได้ประกาศไว้ ทั้งที่ไม่ได้ระบุรายละเอียดไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นผลงานถนนประเภทใด นอกจากนี้ หจก.สามประสิทธิ์ ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การที่ ทช.กำหนดคุณสมบัติผู้เสนอราคาต้องมีผลงานก่อสร้างถนนวงเงินไม่น้อยกว่า 700 ล้านบาท ในสัญญาจ้างเดียว ซึ่งใช้กับการจ้างทั้ง 2 โครงการที่มีมูลค่าไม่เท่ากัน มีนัยเป็นการกีดกันผู้รับจ้างรายอื่นให้เหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้สมยอมตกลงแบ่งงานกันไว้แล้ว

                หนังสือระบุอีกว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า หจก.สามประสิทธิ์ เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดของทั้ง 2 สัญญา แต่มิได้รับเลือกเข้าต่อรองราคาจากกรมทางหลวงชนบท อีกทั้งผู้ที่ได้รับเลือกพิจารณาทั้ง 2 สัญญา เป็นผู้เสนอราคาใกล้เคียงกัน และต่ำกว่าราคากลางที่กรมทางหลวงชนบทกำหนดไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น อันแสดงให้เห็นว่า หจก.สามประสิทธิ์ ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ทำข้อตกลงแบ่งงานโครงการไว้อยู่แล้ว

 

 

 

ที่มา : มติชน ฉบับวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย