ปูชดใช้ 2.8 แสนล้าน 'จิรชัย' เปิดค่าละเมิดจำนำข้าวกลางศาล/สอบเพิ่ม33รายจีทูเจี๊ยะ

17 พฤษภาคม 2559


 

                "ปู" ขึ้นศาลฟังไต่สวนจำนำข้าวนัดที่ 8 "จิรชัย" เบิกความเปิดตัวเลขค่าเสียหาย ชี้อดีตนายกฯ ต้องชดใช้ 2.8 แสนล้าน ปัดตั้งธง-เร่งรัดตรวจสอบ ป.ป.ช. โชว์หลักฐานมัดจีทูจีเก๊ล็อตใหม่ พบ 4 บริษัทจีนไม่ได้รับมอบอำนาจจากคอฟโก้ สั่งอายัดเช็ค 1.8 พันล้าน สอบเพิ่ม 33 ราย

                ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 13 พฤษภา คม เวลา 09.30 น. นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะรวม 9 คน ไต่สวนพยานโจทก์ครั้งที่ 8 คดีโครงการรับจำนำข้าว หมายเลขดำ อม.22/2558 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำ นาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท

 

                ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณหน้าศาลฎีกาฯ ยังคงมีมวลชนจำนวนมากมารอให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้ารักษาความเรียบร้อย ขณะที่ภายในอาคารศาลเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงเข้าตรวจบุคคลก่อนเข้าห้องพิจารณาด้วย จากเดิมที่จะมีเพียงเจ้าหน้าที่ รปภ.ประจำอาคาร ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว ก่อนเข้าห้องพิจารณาว่า ขอขอบคุณประชาชนที่มาให้กำลังใจตัวเองทุกครั้งที่เดินทางมาศาล

                ในช่วงเช้า อัยการนำนายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่เคยให้การแล้วเมื่อวันที่ 22 เม.ย.มาให้ฝ่ายทนายความจำเลยซักค้านประเด็นกรอบวงเงินที่ใช้ในโครงการรับจำนำข้าว โดยนายสุพัฒน์ตอบทนายความจำเลยว่า วงเงินที่ ธ.ก.ส.จ่ายในโครงการรับจำนำข้าว 5 ฤดูกาลผลิตนั้น รวม 8.78 แสนล้านบาทเศษ ซึ่งเป็นการจ่ายเงินเข้าบัญชีของเกษตรกรรายคนโดยตรงตามยอดที่ระบุในใบประทวนที่ออกโดยกระทรวงการคลัง ไม่ได้จ่ายเงินเข้าบัญชีบุคคลอื่น โดยการใช้เงินของ ธ.ก.ส.ถูกต้องตามระเบียบและมติคณะรัฐมน ตรี (ครม.)

                โดยวงเงิน 8.78 แสนล้านบาท เป็นวงเงินเดียวกับที่ ครม.กำหนดกรอบวงเงินหมุน เวียนในโครงการ 5 แสนล้านบาทเพื่อควบคุมวินัยการเงินการคลัง ขณะที่โครงการจำนำที่เปิดให้รับจำนำทุกเมล็ดเมื่อชาวนานำข้าวเข้าสู่ระบบแล้ว ธ.ก.ส.ต้องจ่าย ส่วนเมื่อได้เงินจากการระบายข้าวแล้วจะนำมาชำระหนี้เงินเพื่อลดเพดานเงินกู้ ทำให้สามารถนำเงินตามกรอบหมุนเวียนมาใช้ได้อีก ส่วนยอดเงินกู้ที่ใช้ในโครงการจนถึงวันที่ 30 ก.ย.57 ประมาณ 5.6 แสนล้านบาทเศษ ซึ่งเป็นยอดหนี้เงินกู้จนถึงวันที่ 22 พ.ค.57 (วันที่มีการทำรัฐประหาร) กว่า 3 แสนล้านบาท เงินทุน ธ.ก.ส. 9 หมื่นล้านบาท และเงินกู้ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำมาใช้โครงการจำนำข้าวอีก 9 หมื่นล้าน บาทเศษ

                เมื่อทนายความจำเลยพยายามถามถึงการกำหนดกรอบการระบายข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์

นายสุพัฒน์ตอบว่า ในการระบายข้าวในรัฐบาลก่อนยังไม่ชัดเจนว่าจะระบายข้าวให้เสร็จเมื่อใด แต่ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีการกำหนดระยะเวลาชัดเจนจะเร่งระบายข้าวให้เสร็จภายใน 1 ปี ส่วนจะดำเนินการได้เพียงใดไม่ทราบ

ปูต้องชดใช้ 2.8 แสนล้าน

                ต่อมาเวลา 13.30 น. อัยการโจทก์ได้นำนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าว เข้าไต่สวนเป็นพยานปากที่ 2 สรุปว่า ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ได้สรุปความเห็นแล้วว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์มีความผิดละเมิด โดยการแสวงหาข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณานั้น คณะทำงานได้ให้ความเป็นธรรมและให้โอกาส น.ส.ยิ่งลักษณ์ชี้แจงเต็มที่แล้ว ค่าเสียหายทั้งหมดที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องรับผิดชอบชดใช้จำนวน 286,639 ล้านบาทเศษ

                นายจิรชัยตอบข้อซักค้านทนายความจำเลยถึงการตรวจสอบโครงการ โดยยอมรับว่าพยานไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับข้าว แต่สามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจได้ ซึ่งหลังจากได้รับการแต่งตั้งถูกจำเลยยื่นร้องคัดค้านเข้ามา อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบไม่มีการเร่งรัดหรือคาดโทษไว้ก่อน โดยได้รับคำสั่งตั้ง แต่ช่วงเดือน เม.ย.58 ให้ตรวจสอบและมีการขยายเวลา 1 ครั้งก่อนจะสรุปผล และพยานเคยเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบคุณภาพข้าวชุดที่ 52 ซึ่งการตรวจสอบไม่มีข้อโต้แย้งจากบริษัทผู้ตรวจสอบข้าว ขณะที่การตรวจสอบคุณภาพข้าวเป็นการตรวจสอบทางบัญชีเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง โดยมอบหมายให้ผู้ที่เชี่ยวชาญในการตรวจสอบคุณภาพข้าวดำเนินการโดยเฉพาะ

                ทั้งนี้ นายจิรชัยยังตอบการซักถามของทนายความจำเลยด้วยว่า ไม่ทราบว่ามีการคัด ค้านของกลุ่มเจ้าของโกดังและเจ้าของโรงสี หรือไม่ หลังจากที่ คสช.เข้ามาเป็นรัฐบาล แล้วแต่งตั้งคณะทำงานชุดต่างๆ เพื่อตรวจสอบคุณภาพข้าว และได้จัดกลุ่มข้าวที่จะขายออกเป็น 3 เกรดตามคุณภาพข้าว คือ เกรด A, B, C โดยขายข้าวตามแต่ละเกรด แทนการขายข้าวยกโกดัง

                อย่างไรก็ดี เมื่อนายจิรชัยให้การมาแล้ว แต่เนื่องจากมีการส่งเอกสารการตรวจสอบข้าวเพิ่มเติมอีก ทนายความจำเลยจึงขอเลื่อนการซักถามพยานปากนี้ออกไปก่อน ศาลพิจารณาแล้วอนุญาต และให้นัดไต่สวนนายจิรชัยอีกครั้งในวันที่ 24 มิ.ย.นี้ เวลา 09.30 น. ขณะที่ศาลนัดไต่สวนพยานโจทก์อีก 2 ปาก ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในวันที่ 18 พ.ค.นี้ เวลา 09.30 น.

                ส่วนที่ทนายความจำเลยขอยกเลิกนัดไต่สวนพยานจำเลยปากแรก ที่กำหนดไว้ในวันที่ 5 ก.ค.นี้ เนื่องจากขอเวลาตรวจสอบเอกสารที่ใช้ในการไต่สวน ศาลอนุญาต และนัดไต่สวนพยานจำเลยปากแรก ในวันที่ 5 ส.ค.แทน ภายหลังเสร็จสิ้นการไต่สวนพยานโจทก์แล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางกลับโดยทันที

โชว์หลักฐานมัดจีทูจีเก๊

                ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการและโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงถึงความคืบหน้าการไต่สวนกรณีมีเหตุอันควรสงสัยนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และนางปราณี ศิริพันธ์ อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เห็นชอบการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ล็อตใหม่ กับบริษัทจีน 4 แห่งโดยมิชอบว่า จากการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการไต่สวนพบว่า สัญญาซื้อขายข้าวแบบจีทูจีกับบริษัทจีนทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ บริษัท Haikou Liangmao Cereals and Oils Trading Co., Ltd. บริษัท Haikou Liangyunlai Cereals and Oils Trading Co., Ltd. บริษัท Hainan Province Land Reclamation Industrial Development and Construction General Corporation และบริษัท Hainan land Reclamation Commerce and Trade Group Co., Ltd. ไม่ได้รับมอบอำนาจกับหน่วยงาน COAFCO หรือรัฐวิสาหกิจจีนที่มีหน้าที่ในการดำเนินการซื้อขายข้าวจีทูจีโดยตรง ดังนั้นการซื้อขายข้าวกับบริษัทจีน 4 แห่งดังกล่าว จึงไม่ใช่สัญญาการซื้อขายข้าวแบบจีทูจี

                นอกจากนี้ จากการตรวจสอบฐานข้อ มูลนิติบุคคลรับอนุญาตและตัวแทนโอนเงินระหว่างประเทศจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่พบว่าบริษัทจีน 4 แห่งดังกล่าว ส่งเงินเข้ามาในประเทศไทย ขณะเดียวกันผู้รับมอบอำนาจช่วงจากบริษัทจีน 4 แห่งดังกล่าว คือ บริษัท อินเตอร์ลิงค์ อิมปอร์ต แอนด์ เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด, บริษัท คอมพาวด์ อินเตอร์เทรด จำกัด, บริษัท แคปปิตอลซ์ เทรดดิ้ง จำกัด, บริษัท ซิมเปิ้ล เบสท์ เทรดดิ้ง จำกัด, น.ส.กรรณิกา เพชรสุวรรณ์, นายลิตร พอใจ, Mrs.Shaoyan Gong และ Mr.Guoxiong Zhou ไม่พบว่าเคยได้รับเงินจากบริษัทจีนที่เข้ามาทำสัญญาซื้อขายข้าว รวมไปถึงการตรวจสอบข้อ มูลกับกรมศุลกากรเมื่อปี 56-58 ไม่พบว่าบริษัทจีน 4 แห่ง และผู้รับมอบอำนาจช่วงฯ ได้ทำการส่งออกข้าวไปยังประเทศจีน

                นายสรรเสริญกล่าวว่า ยังพบข้อเท็จจริงว่า สัญญาซื้อขายข้าวกับบริษัท Haikou Liangyoulaiฯ เมื่อวันที่ 11 ม.ค.56 บริษัทได้มีหนังสือรับมอบอำนาจให้บริษัท คอมพาวด์ฯ เมื่อวันที่ 12 ม.ค.56 ชำระเงินและรับมอบข้าว แต่ขณะนั้นบริษัท คอมพาวด์ฯ ยังไม่ได้จดทะเบียนบริษัท แต่ได้จดทะเบียนเมื่อวันที่ 6 ก.พ.56 และยังพบข้อเท็จจริงว่า Hainan Province Land Reclamation Industrailฯ ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้บริษัท แคปิตอลซ์ฯ เมื่อวันที่ 27 ก.พ.56 แต่มีการชำระเงินและรับมอบข้าวเมื่อวันที่ 6 มี.ค.56 ซึ่งเป็นการมอบอำนาจก่อนที่จะมีการลงนามในสัญญา

                ส่วนแคชเชียร์เช็ค 46 ฉบับ รวมวงเงิน 1,878,219,993 บาทนั้น กรมการค้าต่างประเทศแจ้งข้อเท็จจริงว่า เป็นการชำระในชื่อของบริษัทจีนที่เข้ามาซื้อขายข้าวจำนวน 3 บริษัท จาก 4 บริษัท แต่ยังไม่ได้รับมอบข้าว ต่อมาบริษัทเหล่านี้ได้เรียกร้องให้คืนเงินหรือส่งมอบข้าวนั้น พบว่า แคชเชียร์เช็คดังกล่าวไม่ได้มาจากบริษัทจีนที่เป็นผู้ซื้อข้าวตามสัญญา แต่เป็นเงินซึ่งมีที่มาจากบุคคลอื่นภายในประเทศ และพบว่ามีแคชเชียร์เช็คจำนวน 40 ฉบับ จำนวนเงินประมาณ 1,868,029,241 บาท มาจากเงินในบัญชีของบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด, บริษัท สิราลัย จำกัด และนายสุธี เชื่อมไธสง ซึ่งเป็นคนสนิทของนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือ "เสี่ยเปี๋ยง"

                "คณะอนุกรรมการไต่สวนพิจารณาแล้วเห็นว่า เงินดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่จะพิสูจน์ความผิดและเป็นพยานหลักฐานที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ จึงใช้อำนาจตามความในมาตรา 25 (1) ประกอบมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.ป.ป.ช. มีคำสั่งให้กรมการค้าต่างประเทศ เก็บรักษาเงินจำนวนกว่า 1.8 พันล้านบาท เพื่อประโยชน์แห่งการไต่สวนข้อเท็จจริง และอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.ป.ป.ช. ประกอบมาตรา 132 แห่ง ป.วิอาญา ยึดและอายัดเงินจำนวนนี้ไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด และเนื่องจากสัญญาที่ผู้ถูกกล่าวหาทำกับรัฐวิสาหกิจจีนไม่ใช่สัญญาซื้อขายข้าวแบบจีทูจี และเงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระ ทำความผิด กรมการค้าต่างประเทศย่อมไม่ สามารถที่จะดำเนินการส่งมอบข้าวตามจำนวน เงินดังกล่าวได้" นายสรรเสริญระบุ

ปปช.ไต่สวนเพิ่ม 33 ราย

                ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ได้เสนอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติสั่งไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาเพิ่มเติม จำนวน 33 ราย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก บริษัทเอกชนและบุคคลที่เกี่ยวข้องในการทำสัญญาซื้อขายข้าวและผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทจีน 18 ราย 1.บริษัท Haikou Liangmao Cerealsฯ 2.Mr.Han Liang 3.บริษัท อินเตอร์ลิงค์ฯ 4.Mr.Zhou Guoxiong หรือนายโจว กั๋วเซียง 5.น.ส.กรรณิกา เพชรสุวรรณ์ 6.บริษัท Haikou Liangyunlai Cerealsฯ 7.Mr.Lin Haihui 8.บริษัท คอมพาวด์ฯ 9.นายลิตร พอใจ 10.บริษัท Hainan Province Land Reclamation Industrialฯ 11.Mr.Huang Jian Qin 12.บริษัท แคปปิตอลซ์ เทรดดิ้งฯ 13.Mrs.Shaoyan Gong 14.บริษัท Hainan Land Reclamation Commerceฯ 15.Mr.Liang Dingquan 16.Mr.Yang Pokai President บริษัท Hainan Land 17.บริษัท ซิมเปิ้ล เบสท์ฯ และ 18.นายเฉิน ยี่ถง

ส่วนกลุ่มที่สอง กลุ่มบุคคล/นิติบุคคล ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการชำระเงินค่าข้าวตาม สัญญาซื้อขายข้าวจีทูจี 15 ราย ได้แก่ 1.บริษัท สยามอินดิก้าฯ 2.นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือ "เสี่ยเปี๋ยง" 3.น.ส.รัตนา แซ่เฮง กรรมการบริษัท สยามอินดิก้าฯ 4.น.ส.เรืองวัน เลิศศลารักษ์ กรรมการบริษัท สยามอินดิก้าฯ 5.น.ส.สุธิ ดา จันทะเอ หรือสุทธิดา ผลดี กรรมการบริษัท สยามอินดิก้าฯ 6.บริษัท สิราลัย จำกัด หรือบริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ส์ จำกัด 7.น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร (บุตรสาวเสี่ยเปี๋ยง) กรรมการบริษัท สิราลัยฯ 8.นายสุธี เชื่อมไธสง 9.นายสมคิด เอื้อนสุภา 10.บริษัท เอลัช (ประเทศไทย) จำกัด 11.นายชู หมิง เช็น กรรมการบริษัท เอลัชฯ 12.น.ส.ริอุ ยุก หมิง ไอลีน กรรมการบริษัท เอลัชฯ 13.นายชู หมิงคิน กรรมการบริษัท เอลัชฯ 14.น.ส.ณิชาภา วาณิชวรานนท์ และ 15.นายประหยัด ติ๊บมุ่ง.

 

 

 

ที่มา : ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย