ตามคืน"ค่าโง่"งวดแรก3.1 พันล้าน ปปง. ลุยล่าเส้นทางเงินเอกชนคดีทุจริตคลองด่าน

24 พฤษภาคม 2559


 

ไม่ใช่แค่ งวด 2,3 ปปง. ลุยไล่ล่าเส้นทางเงินเอกชนคดีทุจริตคลองด่าน ตามคืนหนี้งวดแรก 3.1 พันล้าน

                กรณีที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ( คณะกรรมการ ปปง.) ครั้งที่ 7/2559 เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2559 ที่ผ่านมา มีมติให้อายัดทรัพย์สิน ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด กรณีกลุ่มบุคคลมีพฤติการณ์ทุจริต และแสวงหาประโยชน์ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย จากโครงการออกแบบร่วมก่อสร้างระบบรวบรวม และ บำบัดน้ำเสีย เขตควบคุมมลพิษ จ.สมุทรปราการ (คลองด่าน) โดยเป็นสิทธิเรียกร้องในหนี้ ตามข้อตกลงที่กรมควบคุมมลพิษ ต้องจ่ายให้กลุ่มกิจการร่วมค้า NVPSKG จำนวน 2 งวด

 

โดยให้มีผลในวันที่ครบกำหนดชำระในแต่ละงวด ประกอบด้วย

                1) สิทธิเรียกร้องในหนี้เงินงวดที่ 2 เป็นเงินจำนวน 2,380,936,174.53 บาท และ 16,288,391.55 เหรียญสหรัฐอเมริกา ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไป

                2) สิทธิเรียกร้องในหนี้เงินงวดที่ 3 เป็นเงินจำนวน 2,380,936,174.53 บาท และ 16,288,391.55 เหรียญสหรัฐอเมริกา ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2559 เป็นต้นไป

รวมมูลค่าตามสิทธิเรียกร้องในหนี้ จำนวน 4,761,872,349.06 บาท และ 32,576,783.10 เหรียญสหรัฐอเมริกา

                ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา รายงานว่า ได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวระดับสูงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)  ว่า นอกเหนือจากการออกคำสั่งอายัดเงินงวดที่ 2 ที่รัฐบาลต้องจ่ายให้กลุ่มกิจการร่วมค้า NVPSKG ตามที่ปรากฏเป็นข่าวแล้ว ในส่วนของเงินงวดแรก 3,134 ล้านบาท ที่จ่ายไปแล้ว ขณะนี้ ปปง.อยู่ระหว่างการติดตามเส้นทางการเงินก้อนนี้ด้วย เพื่อติดตามอายัดเพิ่มเติม

                "เงินงวดแรกจ่ายไปก่อนที่ศาลอาญาจะพิพากษาคดีทุจริตออกมา ตอนนี้ก็ต้องไปไล่ตามว่าเงินจำนวน 3.1 พันล้านบาทนี้ไปอยู่ที่ไหน ไปเข้าที่บริษัทอะไรหรือใครบ้าง เพื่อติดตามอายัดเงินไว้"

                แหล่งข่าวยังระบุด้วยว่า  สำหรับการอายัดเงินงวด 2 และ 3 ของปปง.นั้น ก่อนหน้านี้ สตง.ได้ทำหนังสือไปถึงเลขาฯ ปปง. เพื่อเสนอแนะช่องทางตามกฎหมายในการต่อสู้คดีกับกลุ่มเอกชน ใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1.ให้หน่วยงานที่เดือดร้อนเสียหาย หรืออาจเดือดร้อนเสียหาย (กระทรวงการคลัง) ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้พิจารณาคดีใหม่ เนื่องจากมีข้อเท็จจริงใหม่ว่าสัญญาดังกล่าวตกเป็นโมฆะ เพราะขัดความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีงาม โดยสตง.จะนำเสนอต่อผู้มีอำนาจเพิ่มพิจารณาดำเนินการต่อไป

                2.การกระทำของจำเลย รวมถึงกลุ่มกิจการร่วมค้า เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาในฐานะตัวการร่วม ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน เจ้าพนักงานในการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งเป็นหนึ่งในมูลฐานความผิดแห่งพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 2542 มาตรา 3(5) ซึ่งสำนักงาน ปปง.สามารถใช้อำนาจในการดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชนที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐในการกระทำทุจริตเพื่อเปิดโอกาสให้มาพิสูจน์ความผิด

 

อ่านข่าวประกอบได้ที่ www.isranews.org

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา วันที่ 23 พฤษภาคม 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย