ทนาย‘ปู’หวั่นศาลซักคดีข้าว ‘จิรชัย’ ย้ำกลบหนี้แล้วจำนำเจ๊ง 2.8 แสนล้าน

27 มิถุนายน 2559


 

                ศาลฎีกาฯ นัดไต่สวนพยานโจทก์ปากสุดท้ายคดี ยิ่งลักษณ์ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ทำโครงการรับจำนำข้าวเสียหาย จิรชัยขึ้นเบิกความต่อย้ำชัดทำเจ๊ง 2.8 แสนล้าน หักลบกลบหนี้ที่ประชาชนได้ประโยชน์แล้ว ด้านทนายหวั่นถูกศาลซัก เหตุไม่มีคำถามล่วงหน้า

                สำนักข่าวอิศรา รายงานว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้นัดไต่สวนพยานโจทก์นัดสุดท้าย ในคดีที่อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว โดยมีนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานคณะคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดโครงการรับจำนำข้าวมาไต่สวนในฐานะพยานอีกครั้ง เนื่องจากการเบิกความเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2559 ยังไม่เสร็จสิ้น

 

                โดยทนายความฝ่ายจำเลย ซักค้านนายจิรชัย ในประเด็นการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวทำนองว่า นายจิรชัยได้รับการแต่งตั้งให้ตรวจสอบทั้งโครงการจำนำข้าวและระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ซึ่งโครงการจำนำข้าวคณะกรรมการฯ ได้ไต่สวนและพิจารณาพยานเอกสารจากรายงานสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวมทั้งพยานบุคคลจากนักการเมือง หน่วยงานรัฐ และฝ่ายจำเลย ประกอบกับสาระสำคัญที่จำเลยมีบทบาทเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) จึงพบว่า จำเลยมีหน้าที่โดยตรงที่จะใช้ดุลพินิจกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายแต่กลับปล่อยให้มีการทุจริตและเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งจนทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งมีบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องในการกระทำด้วย

                ทนายฝ่ายจำเลย ซักค้านอีกทำนองว่า จำเลยสามารถอ้างให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาร่วมชดใช้ค่าเสียหายได้ แต่จำเลยก็ไม่ยอมมาให้ถ้อยคำกับคณะกรรมการฯ ขณะที่สำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. เสียงข้างมาก ก็พบว่ามีการทุจริตทุกขั้นตอนของโครงการจำนำข้าว แต่ยอมรับว่าไม่มีความรู้ทางบัญชีจึงไม่สามารถตอบได้ว่าตัวเลขที่คณะอนุกรรมการฯ ปิดบัญชีสรุป จึงไม่ตรงกัน 2 ครั้ง แต่เชื่อว่าข้อมูลคณะอนุกรรมการฯ ปิดบัญชีได้ผ่านการตรวจสอบจากภาครัฐแล้วจึงเชื่อถือได้แล้วนำมาประกอบการพิจารณา ส่วนที่จำเลยอ้างว่าได้เข้มงวดหลังได้รับหนังสือทักท้วงทั้ง 2 โครงการจากหน่วยงานรัฐนั้น พยานไม่ได้นำมาพิจารณาเนื่องจากจำเลยไม่ได้ดำเนินการชัดเจน เป็นเพียงการกล่าวอ้างเท่านั้น โดยระหว่างการตรวจสอบพยานและผู้ที่เกี่ยวข้องได้เข้าพบนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือข้อกฎหมาย รวมทั้งขอความเห็นที่จำเลยอ้างขอให้ไต่สวนพยานเพิ่ม ซึ่งนายวิษณุ บอกว่าต้องให้โอกาสกับจำเลยเพราะยังมีเวลาเหลืออยู่

                ทั้งนี้นายจิรชัย แถลงต่อศาลทำนองว่า ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีอิสระไม่ถูกกดดัน ไม่ได้ทำเฉพาะตนเอง แต่ทำในนามคณะกรรมการฯ ที่มีผู้คนมีความรู้ ความเชี่ยวชาญหลายมิติ ทั้งเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง กรมการปกครอง สำนักงานกฤษฎีกา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้พยานให้ความเป็นธรรมกับจำเลย ซึ่งมูลค่าความเสียหายเมื่อหักจากเงินประชาชนที่ได้ประโยชน์และตัดดอกเบี้ยในโครงการออกแล้ว ความเสียหายอยู่ที่ 286,000 ล้านบาทเศษ โดยผลการตรวจสอบนี้ยังต้องมีคณะอนุกรรมการฯ ของกระทรวงคลัง ตรวจสอบและสรุปตัวเลขชัดเจนอีกครั้ง

                ภายหลังไต่สวนพยานโจทก์ปากสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฯได้ชี้แจงคู่ความ ทราบว่า ได้สั่งให้เลขาธิการศาลฎีกาฯ และ เลขานุการขององค์คณะ ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งในกรณีทนายความจำเลย ยื่นคำร้องว่าหลังจากที่ศาลยุติธรรมได้แถลงข่าวห้ามคู่ความและบุคคลเสนอข่าวชี้นำ หรือบิดเบือนให้หลงผิดต่อกระบวนการยุติธรรมแล้วปรากฏว่ามีการเผยแพร่หนังสั้น เรื่อง ต้นกล้า โดย ป.ป.ช.และกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ที่มีเนื้อหาฝ่าฝืนคำสั่งศาลจึงขอให้ศาลเรียกหน่วยงานดังกล่าวมาดำเนินการให้เป็นไปตามข้อกำหนดของศาล หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควร

                ศาลกำหนดนัดไต่สวนพยานจำเลยนัดแรก ในวันที่ 5 ส.ค. 2559 เวลา 09.30 น.

                สำหรับความพร้อมของในการไต่สวนพยานฝ่ายจำเลยนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นการไต่สวนพยานฝ่ายโจทก์สั้น ๆ ว่า ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม

                ส่วนทีมกฎหมาย กล่าวถึงการเตรียมพร้อมนัดไต่สวนพยานจำเลยว่า ไม่ห่วงเรื่องการซักค้าน เพราะตามกระบวนการทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องส่งคำถามทำให้รู้แนวคำถามล่วงหน้าอยู่แล้ว เราเพียงเตรียมข้อมูลให้พร้อม จะห่วงก็ตอนศาลซักถามเท่านั้น เพราะไม่รู้คำถามล่วงหน้า

 

 

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา วันที่ 24 มิถุนายน 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย