คอลัมน์ เสียงประชาชนปฏิรูปตำรวจ : ปัญหาตำรวจผู้ใหญ่รับส่วยสินบนรัฐบาลจะแก้ไขจัดการอย่างไร?

29 มิถุนายน 2559


 

พันตำรวจเอกวิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

                ปัญหาข้าราชการรับส่วยสินบนหรือบกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่ปล่อยให้มีการกดขี่รีดไถแรงงานต่างด้าวและค้ามนุษย์รวมทั้งบ่อนการพนันได้พัฒนามาถึงจุดที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ต้องตัดสินใจใช้อำนาจมาตรา 44 ออกคำสั่งเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ให้ผู้ว่าราชการ อัยการ และแรงงานจังหวัด รวมทั้งผู้บัญชาการตำรวจไปจนถึงสารวัตรหน่วยเกี่ยวข้องทั้งระดับพื้นที่และตามบัญชีส่วยนาตารีที่ตรวจพบ 23 คน ไปประจำกระทรวงและศูนย์ปฏิบัติการตำรวจแห่งชาติไม่มีกำหนดคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า คำสั่งดังกล่าวบางส่วนเป็นผลมาจากการเยือนไทยของ นางอองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมื่อสามสี่วันที่ผ่านมา

                แรงงานชาวเมียนมาผู้หนึ่งให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์เนชั่นน้ำตาคลอระหว่างรอพบนางอองซาน ซูจี ว่า"เสียใจที่ไม่มีโอกาสได้เห็นแม่ซูจี......สิ่งที่อยากให้ช่วยคือบอกรัฐบาลทำให้ตำรวจไทยไถกันน้อยลงหน่อย.....!"

                นับแต่ปฏิวัติยึดอำนาจมาสองปี หัวหน้า คสช.ได้เคยมีคำสั่งให้ข้าราชการผู้ใหญ่หลายกระทรวงแม้กระทั่งองค์กรปกครองท้องถิ่นไปดำรงตำแหน่งประจำหรือพักการปฏิบัติหน้าที่มาแล้วกว่าสองร้อยคน

 

ในจำนวนนั้น มีตำรวจยศพลตำรวจโทใกล้เกษียณเพียงคนเดียวในระยะแรก และไม่เกี่ยวกับการรับส่วยหรือสินบนแต่อย่างใด

                หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏอีกเลย ส่งผลให้การรับส่วยของตำรวจผู้ใหญ่จากแหล่งอบายมุขและการกระทำผิดกฎหมายต่างๆ ยังเป็นไปตามปกติหลังชะงักไปในระยะแรกที่มีคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 24/2557 คาดโทษตำรวจที่รู้เห็นเป็นใจปล่อยให้มีบ่อนการพนันในพื้นที่และคำสั่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

                ความเดือดร้อนของประชาชนอย่างต่อเนื่องทำให้กระทรวงมหาดไทยทนไม่ไหว ส่งข้อมูลเบาะแสไปตำรวจแห่งชาติเท่าใดก็ไม่ได้รับการแก้ไขจัดการอย่างจริงจัง จนต้องสั่งให้กรมการปกครองประสานงานกับฝ่ายทหารและผู้ว่าราชการจังหวัดจัดชุดปฏิบัติการออกสืบสวนรักษากฎหมายแทนตำรวจ ตรวจจับผู้ต้องหาไม่ว่าจะเป็นบ่อนการพนันหรือสถานบันเทิงผิดกฎหมายพร้อมบัญชีส่วยจ่ายหน่วยตำรวจต่างๆ เป็นหลักฐานมากกว่าสิบครั้ง นำไปสู่การสั่งให้หัวหน้าสถานีและผู้รับผิดชอบไปปฏิบัติราชการทั้งที่ตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการ และกองบังคับการ รวมแล้วน่าจะเกินกว่าร้อยคน

                แต่ผลสุดท้าย ส่วนใหญ่ไปกันไม่กี่วันก็กลับทำงานที่เดิม และยังไม่เคยได้ยินว่ามีตำรวจคนใดถูกดำเนินคดีอาญาหรือแม้แต่ลงโทษทางวินัยแม้แต่คนเดียวจนกระทั่งบัดนี้!

                แม้แต่งานตรวจคนเข้าเมืองที่ ผบ.ตร.ขณะนั้นออกมาพูดเองว่ามีการรับส่วยในกรณีต่างๆ กันมโหฬาร ก็กลายเป็นเรื่องที่สอบสวนแล้วหายไปกับสายลมอย่างไม่น่าเชื่อ และขณะนี้ก็ไม่มีใครเอ่ยถึง?

                ก่อนที่ ส่วยค้ามนุษย์นาตารี จะถูกเปิดเผยนั้น ส่วยสติกเกอร์ต่างด้าวชาวลาวขายน้ำผลไม้ที่กระทรวงแรงงานตรวจพบในพื้นที่ สน.บางซื่อ และ สน.จักรวรรดิ ทั้งโดราเอมอนและรูปต่างๆ เปลี่ยนรายเดือนในลักษณะเดียวกับส่วยสติกเกอร์รถบรรทุกผิดกฎหมายจ่ายแล้ววิ่งผ่านตลอดทั่วไทย ก็ยังไม่ทราบผลการสืบสวนว่า แก๊งอั้งยี่ที่ขายสติกเกอร์รับเคลียร์กันอย่างเป็นระบบเหล่านี้มีตำรวจคนไหนระดับใดเกี่ยวข้องบ้าง?

                หลังนาตารีก็ยังมีส่วยบ่อนออนไลน์เครือข่ายการพนันที่กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยช่วยกันต่อต้านที่จังหวัดอุดรธานีเกิดขึ้นตามมาไม่หยุดหย่อน

                ประชาชนที่ต้องการเห็น คสช.ใช้อำนาจเด็ดขาดในการกวาดล้างการทุจริตประพฤติมิชอบในองค์กรตำรวจรวมทั้งการปฏิรูประบบงานรักษากฎหมายอย่างจริงจังต่างผิดหวังไปตามๆ กัน

                คำสั่ง คสช.ฉบับนี้เป็นครั้งแรกที่เอ่ยถึงปัญหาการทุจริตและความบกพร่องของตำรวจหลายระดับซึ่งอย่างน้อยถือเป็นการกระทำผิดทางวินัย ตั้งแต่ผู้บัญชาการไปจนถึงสารวัตรรวม 13 คนอันที่จริงผู้รับผิดชอบมีมากกว่านี้ ไม่ว่าจะหน่วยตำรวจที่มีหน้าที่หรือปรากฏในบัญชีส่วย รวมไปถึงผู้ช่วย ผบ.ตร. และรอง ผู้ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบควบคุม

                ปัญหาสำคัญของการขจัดการทุจริตในองค์กรตำรวจก็คือ ความเข้าใจผิดของรัฐบาลและนักวิชาการทุกยุคสมัยว่าการรับส่วยสินบนของตำรวจไทยมีสาเหตุมาจากเงินเดือนและค่าตอบแทนต่ำ งบประมาณไม่พอ ขาดอุปกรณ์ในการทำงานรวมทั้งการเมืองแทรก สารพัด ซึ่งล้วนแต่เป็นความเท็จและปัญหาปรากฏการณ์ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดโครงสร้างองค์กรที่มีขนาดใหญ่และตำแหน่งระดับสูงมากเกินความจำเป็น ส่งผลให้ผู้มีอำนาจไม่คิดเรื่องการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง รวมทั้งปฏิรูปโครงสร้างและระบบงานให้กระชับและประหยัดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

                นอกจากนั้นการลงโทษทางวินัยตำรวจผู้เก็บส่วยก็กระทำโดยผู้บังคับบัญชาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบด้วย การสอบสวนจึงตั้งประเด็นหาพยานหลักฐานให้ยืนยันว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอาญามาตรา 157 หรือไม่?  ผลสุดท้ายทั้งสืบและสอบแล้วไม่พบหลักฐานความผิดเห็นควรยุติเรื่องแทบทั้งสิ้น!

                เนื่องจากหากสรุปพบความผิดก็เท่ากับตนเองบกพร่องด้วย ส่วนจะรับส่วยหรือไม่ เจ้าตัวเองก็ไม่แน่ใจ ด้วยไม่มีผู้ใต้บังคับบัญชาคนใดบอกว่าซองไหนคือส่วย ซองไหนช่วยค่าใช้จ่ายรายเดือน

เพราะหากเป็นส่วยจะไม่รับ แต่ถ้าเรียกว่าค่าน้ำชากาแฟก็โอเค!

                ยิ่งหากมีการดำเนินคดีอาญา ไม่ว่าเป็น ป.ป.ช. ป.ป.ท. ยิ่งเข้าทาง คณะกรรมการสรุปได้แสนง่ายว่าให้รอผลการสอบสวนหรือการวินิจฉัยหรือแม้กระทั่งคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดก่อน จึงจะลงโทษทางวินัย

รวมทุกขั้นตอนใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสิบปี!

                การปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบในองค์กรตำรวจนี้ต้องได้รับการแก้ไขให้สอบเน้นประเด็นความบกพร่องต่อหน้าที่ชี้ความผิดทางวินัยเป็นสำคัญ

                การรวบรวมพยานหลักฐานก็ทำได้ง่าย แค่ตรวจสอบคำสั่งต่างๆ ว่าได้มอบหมายให้ใครมีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องอะไร และได้ทำหน้าที่นั้นอย่างสมบูรณ์แล้วหรือไม่ ลงโทษไปตามลักษณะความผิดเหมือนบริษัทต่างๆ เขาทำกัน

                หากเกิดความเสียหายผิดวินัยร้ายแรงก็ไล่ออกปลดออก หากไม่ร้ายแรงก็กักยาม กักขัง ตัดหรือลดขั้นเงินเดือนตามกฎหมาย

                ไม่ปล่อยให้ใครลอยตัวจากความรับผิดชอบมีเอกสิทธิ์เหนือใคร ไม่ว่าจะเป็นตำรวจผู้น้อยหรือผู้ใหญ่ระดับใดหรือแม้ไม่มีหลักฐานชัดว่าบกพร่อง แต่หากเห็นว่าไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ก็สามารถสั่งสำรองราชการได้ทั้งตามกฎ ก.ตร.ปี 2548 หรือแม้แต่ด้วยอำนาจหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44ไม่ต้องสั่งย้ายไป-มา หรือให้ไปช่วยราชการที่ไหนเกิดความเดือดร้อนวุ่นวายทั้งต่อตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชนกันเช่นทุกวันนี้!.

 

 

ที่มา : ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย