คอลัมน์ การเมืองเรื่องเงินๆ: การลดคอร์รัปชั่นกับการผลักดันเศรษฐกิจ

29 มิถุนายน 2559


 

พัสณช เหาตะวานิช

                ก่อนหน้านี้งบประมาณ 2559 ได้ผ่านวาระที่ 1 ไปในสภานิติบัญญัติฯ เรียบร้อยแล้ว ด้วยวงเงิน 2.73 ล้านล้านบาท เม็ดเงินก้อนนี้คือ เงินที่คนจับตาด้านทุจริตคอร์รัปชั่น มากที่สุด แต่นอกจากส่วนเม็ดเงิน งบประมาณภาครัฐแล้วยังมีหลายช่องทาง หลายวิธีในการคอร์รัปชั่น อีกมากมาย หลายแบบที่แยบคายกว่าเดิม เรื่องนี้น่าค้นหา ต้องตามให้ทันที่สุดครับ

บทความวันนี้ขอนำเสนอ เรื่องเกี่ยวกับคอร์รัปชั่นที่ คุณบรรยง พงษ์พานิช ได้กรุณา เขียนไว้ครับ "Corruption was not greasing the wheels, it was a spanner in the works." 23 มิ.ย. 2559

                "การโกงกิน การคอร์รัปชั่น ไม่ใช่น้ำมันหล่อลื่นเครื่องจักรเศรษฐกิจหรอกครับ มันเหมือน กับโยนประแจลงไปในเครื่องยนต์ ที่ชำรุดอยู่แล้วมากกว่า" ....นี่คือ ผลสรุปที่ได้จากการวิจัยผลการปราบโกงในจีน ที่สี จิ้น ผิง ยืนหยัดเอาจริงจะตีให้ตาย ทั้งเสือทั้งแมลงวันมาหลายปี

                ในเมืองไทย เวลาพูดถึง การปราบคอร์รัปชั่น มักมี คนเตือนว่า ที่ไหนๆ ในโลกเขาก็ยังมีการโกง ถ้าปราบให้เข้มงวดเกินไปให้ระวังว่าระบบจะพิกลพิการ ทุกอย่างจะหยุดชะงัก เศรษฐกิจเดินไม่ได้ แม้ แต่นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกอย่าง Samuel Huntington ก็เคยพูดไว้ว่า "ระบบที่เลวกว่าระบบเรดเทปที่ต้องหยอดเงิน คือ ระบบเรดเทปที่ยัดเงินไม่ได้"

 

                เคยมีผู้ใหญ่ไทย ทั้งในแวดวงราชการ และแวดวงธุรกิจ บอกผมเสมอว่า ให้ลดคอร์รัปชั่นให้มาอยู่ในระดับที่สมควร อย่าทำให้ถึงกับเหลือศูนย์ เพราะทั้งเป็นไปไม่ได้ ทั้งจะทำให้ทุกอย่างหยุดเดิน แต่พอถามว่า "ระดับไหนล่ะครับถึงจะเรียกว่าสมควร ทฤษฎีดุลยภาพคอร์รัปชั่นมีด้วยหรือ" ก็ไม่มีใครตอบได้ชัดสักที อย่างเก่งก็อ้อมแอ้มบอกว่า "เอาแค่เมื่อยี่สิบปีก่อน"(เท่าตอนที่พวกท่านสร้างเนื้อสร้างตัวร่ำรวยมาได้) หรือแค่ "สักหนึ่งในสามของทุกวันนี้" (ไม่รู้เอามาตรอะไรมาวัด)

                หรือที่ตรงไปตรงมาที่สุดที่ผมเคยเจอก็คือ มีนักธุรกิจไอที เล่าว่า "ไม่ไหวเลยพี่ เดี๋ยวนี้วงการไอทีราชการ เค้าใช้ประมูล TOR กันเลย ใครให้ 40% ก็เอา TOR ไปเขียนเองเลย แล้วก็เป็นที่รู้กันว่า เจ้าอื่นอย่ามาแหยม แล้วพวกผมก็ต้องเอากำไรอีก 20-30% ตกลงรัฐได้ของมูลค่าแค่ 30-40% ของเงินที่จ่ายเอง(สินค้า IT ประเมินมูลค่าไม่ออกหรอกครับ ว่าระบบพันล้านกับร้อยล้านมันต่างกันอย่างไร) ผมชักรับไม่ได้แล้วครับ" ...พอถามว่า แล้วสักเท่าไหร่ถึงจะสมควร ถึงจะรับได้ล่ะครับ "น้องเขาก็ตอบว่า" ผมว่า อย่างน้อยต้องให้รัฐได้สัก 50% ขึ้นไปอย่างเมื่อก่อนถึงจะ แฟร์ ถึงจะไม่ฝืนมโนธรรมเกินไป" (แฟร์ยังไงของมึงวะ มโนธรรมอะไรของมึงวะ)

                ที่ประเทศเจริญ เขามีคอร์รัปชั่นน้อย ถึงจะไม่ได้ คะแนนเต็มร้อย ก็เพราะเขา ต่อสู้ ไม่ยอมรับให้มีคอร์รัปชั่นเลยต่างหาก ไม่ใช่เป็นเพราะเขาพยายามทำให้ "อยู่ในระดับที่สมควร" หรอกครับ ถึงจะยังปราบได้ไม่หมดจริง แต่ก็ลดน้อยลงมากมาย ไทยเราได้คะแนนสอบตกแค่ 38% ขืนยังยอมรับ รับรองว่าชาตินี้ไม่ได้ผุดได้เกิด ไม่ได้พ้นกับดักไปเป็นประเทศพัฒนากับเขาเสียที

                อย่างประเทศจีน ที่เมื่อ แค่ไม่กี่สิบปีก่อนตอนที่ เติ้ง เสี่ยว ผิง เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจ มาเป็นระบบตลาด (ปี 2522) มีรายได้ต่อหัวแค่หนึ่งในสามของเรา (เขามี $190/คน/ปี ขณะที่พี่ไทยมี $580) มาวันนี้เขาพัฒนาจนรวยแซงหน้าเราไปเยอะ ($7,500 : $6,000) เขาก็พบว่าที่ชักจะชะลอ บิดเบือนและทำท่าว่าจะติดกับดักเหมือนเพื่อนไทยก็เพราะ ไอ้ปัญหาคอร์รัปชั่นนี่แหละ คุณพี่สี จิ้น ผิง ถึงได้ เอาจริง ทั้งพูดจริงทำจริง ไม่เว้นพรรคเว้นพวก ตีเสือตีแมลงวันตายกันเป็นเบือ...ตอนแรกหลายคนเตือนกันนักว่าจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว หูฉลาม รังนก พระกระโดดกำแพงขายไม่ออก บ่อนมาเก๊าแทบเจ๊ง ...แต่อีก็ยังยืนหยัด รักยาวต้องบั่น กัดลูกปืนเพื่อผลระยะยาว เพื่อความยั่งยืน

                มีงานวิจัยยืนยันว่า การปราบโกงในจีน ไม่ใช่ต้นเหตุแห่งการชะลอตัวของเศรษฐกิจ แต่อย่างใดเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนแหละครับ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งต้องร่วมตรวจสอบ เป็นหูเป็นตาและขยายผลให้การทุจริตคอร์รัปชั่นอันเป็นอุปสรรคหลักในการพัฒนาประเทศเรา เกิดขึ้นได้ยากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ค่านิยม "โกงได้ไม่เป็นไร แต่ข้าต้องได้ด้วย" ต้องหายไปจากสังคมไทย

 

 

 

ที่มา : แนวหน้า ฉบับวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย