มท.ขยับ! สั่งผู้ว่าฯ จับ “อปท.-ผู้รับเหมา” ลงสัตยาบันป้องฮั้วประมูล ส่วน “ป.ป.ช.” เพิ่ม 700 จนท. ปราบโกง

8 กรกฎาคม 2559


 

                “มหาดไทยสั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ทำโรดแมปป้องฮั้วประมูลในทุกกรณี จับ อปท.-ผู้รับเหมา-ประชาสังคมลงสัตยาบันนำไปจัดทำแผนงาน/โครงการ/งบประมาณ ชูจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใสสะอาด ร่วมกันทั่วประเทศ 4 กันยายนปีนี้ ด้าน ป.ป.ช.เล็งเพิ่ม จนท.ปราบโกง 700 นาย ตั้งเป้า 2 ปีพลิกโฉมประเทศ เคลียร์คดีค้างเสร็จ

                เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 59  นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ได้กำหนด ROADMAP การทำงานโดยเน้นพัฒนาระบบบริหารราชการและสร้างกลไกป้องกันการทุจริตที่เข้มแข็ง ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเครือข่ายป้องกันและปราบปรามการทุจริต ตามประกาศวาระ มหาดไทยใสสะอาดเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต ส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี มีธรรมาภิบาล โดยยึดถือเป็นนโยบายเน้นหนักที่ทุกส่วนราชการในสังกัดต้องดำเนินการอย่างจริงจัง

 

                ดังนั้น เพื่อสร้างความร่วมมือในการป้องกันและปราบปราบการทุจริตจากการจัดซื้อจัดจ้างและการจัดทำโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งเพื่อให้การบริหารจัดการแผนงาน/โครงการ/งบประมาณ ในความรับผิดชอบของทุกหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงมหาดไทยเป็นไปด้วยความโปร่งใสและปราศจากการทุจริต กระทรวงมหาดไทย จึงได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการป้องกันการทุจริตโดยใช้กลไก ประชารัฐสนับสนุนให้มี จังหวัดใสสะอาด อำเภอใสสะอาด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใสสะอาดดำเนินการ สร้างการมีส่วนร่วมของสาธารณะ (Public Participation) เชิญภาคีภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชน ร่วมพูดคุยหารือ แสดงความคิดเห็น เพื่อกำหนดแนวทางในการบริหารจัดการแผนงาน/โครงการ/งบประมาณตามแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนาอำเภอ แผนพัฒนาท้องถิ่น และแผนพัฒนาท้องที่ ให้เป็นไปด้วยความสุจริต โปร่งใส เป็นธรรม ปราศจากการฮั้วประมูลในทุกกรณี

                โดยให้นำเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตจังหวัด และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัด (กรอ.จังหวัด) เริ่มดำเนินการในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2559 และจัดพิธีลงนามสัตยาบัน ในวันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน 2559 พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันว่าทุกฝ่ายจะเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อร่วมกันสร้าง จังหวัดใสสะอาด อำเภอใสสะอาด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใสสะอาด

                ปลัดมหาดไทยกล่าวอีกว่า ขอให้ทุกหน่วยงาน/ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดทุกแห่ง นำสัตยาบันดังกล่าวไปบริหารจัดการแผนงาน/โครงการ/งบประมาณ ตามแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนาอำเภอ แผนพัฒนาท้องถิ่น และแผนพัฒนาท้องที่ในความรับผิดชอบอย่างเคร่งครัดและจริงจัง ตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ต้องเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด การเผยแพร่การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างอย่างแพร่หลายทุกขั้นตอนเพื่อให้ประชาชน ผู้สนใจสามารถตรวจสอบได้โดยสะดวก รวมทั้งเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคม ภาคเอกชนร่วมตรวจสอบการดำเนินงานของภาครัฐได้ทุกขั้นตอน รวมทั้งสำรวจความพึงพอใจของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ที่มีการดำเนินการดังกล่าวด้วย

                ทั้งนี้ การใช้กลไกประชารัฐ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตถือเป็นแนวทางหนึ่งที่กระทรวงมหาดไทยได้นำมาใช้เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชนและประชาชนซึ่งจะช่วยให้การบริหารราชการภาครัฐ การจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปอย่างโปร่งใส ประชาชนในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะได้มีส่วนรับรู้ รับทราบ ทุกขั้นตอนการทำงาน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ปัญหาการทุจริตหมดไป

                วันเดียวกัน คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช) จัดประชุมทิศทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (2560-2564) โดย พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวตอนหนึ่งว่า การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติระยะที่ 3 เพื่อร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการต่อต้านทุจริตทุกรูปแบบ มุ่งเน้นการจัดการปัญหาทุจริต ประเทศไทยใสสะอาด ไทยทั้งชาติต่อต้านทุจริตให้ความสำคัญต่อการขัดเกลาสังคมในทุกระดับ และทุกช่วงวัย พร้อมกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองร่วมแสดงเจตนารมณ์ในการต่อต้านทุจริตและปฏิรูปการดำเนินงานเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ หากสามารถทำได้เชื่อว่าจะยกระดับค่าดัชนีชี้วัดเรื่องการทุจริตในประเทศไทยดีขึ้น ทั้งนี้ หลังจากการประชุมวันนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะรวบรวมความคิดเห็นของทุกท่านเพื่อไปปรับปรุงแผนยุทธศาสต์ฯ ก่อนที่จะนำแผนยุทธศาสตร์ฯ เสนอเข้า ครม.ในเดือนสิงหาคมนี้ต่อไป

                จากนั้น พล.อ.วัชรพล บรรยายพิเศษในหัวข้อ ทิศทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ 3 (พ.ศ. 2560-2564)ว่า เราอยากให้ประเทศไทยของเราได้รับการประเมินดัชนีการรับรู้เรื่องการทุจริต (ซีพีไอ) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันพยายามทำคือแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยเราพบข้อมูลว่าแนวโน้มของการทุจริตคอร์รัปชันจะมีความรุนแรงและซับซ้อนจนยากที่หน่วยงานจะตรวจสอบได้ จากข้อมูลตรงนี้จึงทำให้เกิดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สปท.ได้เป็นผู้ดำเนินการศึกษา และเสนอให้มียุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาดังกล่าวไว้ 3 หัวข้อที่น่าสนใจ คือ 1. ยุทธศาสตร์การปลูกฝังคนไทยไม่โกง เน้นให้คนเป็นศูนย์กลางของการปฏิรูป 2. ยุทธศาสตร์การป้องกันด้วยการเสริมสร้างสังคมธรรมภิบาล และ 3. ยุทธศาสตร์การปราบปรามการทุจริต

                อย่างไรก็ตาม เรื่องการทุจริตที่มีการร้องเรียนมายัง ป.ป.ช.นั้นมีกว่า 1 หมื่นเรื่อง แต่เราสามารถจัดการได้เพียงหลักร้อย คือประมาณ 200 กว่าเรื่องเท่านั้น หากเรายังดำเนินการในลักษณะเดิม ป.ป.ช.จะกลายเป็นองค์กรที่ล้มเหลวเรื่องประสิทธิภาพ เราจึงต้องเร่งพัฒนากระบวนการทำงานขององค์กรอิสระต่างๆ โดยยุทธศาสตร์ชาติระยะที่ 3 นี้จะมุ่งเน้นการปราบปรามการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง คือ เริ่มตั้งแต่กระบวนการเข้าสู่อำนาจของนักการเมือง และข้าราชการ การนำนโยบายไปปฏิบัติ ในระยะกลาง มุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาระบบ นวัตกรรมมาใช้ในการวางระบบการป้องกันการทุจริตในเชิงรุก และระยะสามคือการปฏิรูปกลไก ประสิทธิภาพการปราบปรามเพื่อให้บรรลุผล และระยะที่ 4 คือ การติดตามผลการดำเนินงาน โดยจะนำดัชนีชี้วัดเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน เช่น ค่าซีพีไอที่จะทำให้รู้ว่าการทำงานมีความโปร่งใสหรือไม่ เป็นต้น หากสามารถดำเนินการจนค่าซีพีไอมากกว่าร้อยละ 50 จะถือเป็นการพลิกโฉมประเทศไทยเรื่องการปราบปรามการทุจริต ทั้งนี้ ป.ป.ช.จะต้องมีการตั้งกรรมการติดตามและประเมินผลของยุทธศาสตร์ชาติระยะที่ 3 นี้ด้วย

                 “วันนี้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.พร้อมทำงานหนัก โดยรัฐบาลได้เพิ่มเจ้าหน้าที่เพื่อให้ทำงานให้ ป.ป.ช.อีก 700 คน เราจึงตั้งเป้าว่าในปีหน้าเราจะพิจารณาคดีให้ได้ 500 คดี คือคิดเป็น 100% ของปีที่ผ่านมา และต่อๆ ไป เราก็จะเร่งดำเนินการให้คดีต่างๆ ทั้งหมดพิจารณาเสร็จสิ้นภายใน 2 ปี อย่างไรก็ตาม เราตั้งเป้าเบื้องต้นว่า การไต่สวนคดีเล็ก เช่น คดีในต่างจังหวัดจะต้องพิจารณาและไต่สวนให้เสร็จภายใน 6 เดือน และส่งให้อัยการภายในช่วงระยะเวลา 1 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับที่ขณะนี้สนช.ได้เห็นชอบตั้งศาลคดีทุจริตแล้ว

 

 

 

ที่มา : ผู้จัดการ 06 กรกฎาคม 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย