คอลัมน์ ต่อต้านคอร์รัปชัน : กทม. ต้นแบบต้านโกง

คอลัมน์ ต่อต้านคอร์รัปชัน : กทม. ต้นแบบต้านโกง

23 พฤศจิกายน 2560


 

รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

          ต่อตระกูล: ในช่วงที่ผ่านมา เมื่อใดที่ มีการพูดถึงการเลือกตั้งระดับชาติ ก็มักจะมีคนยกเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครขึ้นมาคุยกันด้วย มีการคาดการณ์กันไปต่างๆ นานา ว่าใครจะได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรคการเมืองขนาดใหญ่ หรือ เชียร์ให้ใครลงสมัครแบบอิสระ เพื่อเป็นความหวังแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น น้ำท่วม รถติด มลภาวะเป็นพิษ ฯลฯ และที่แน่ๆ ปัญหาหนึ่งประชาชนชาว กทม. คาดหวังกับผู้ว่าฯ มากคือ การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในเมืองหลวงของไทยแห่งนี้

 

          ต่อภัสสร์: จริงๆ แล้ว เรื่องการต่อต้านคอร์รัปชันในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะในเมืองหลวงหรือเมืองขนาดใหญ่นั้น มีผลกระทบต่อการเมืองในระดับประเทศมาก ถึงขนาดที่ทำให้นักการเมืองท้องถิ่น สามารถขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศได้เช่น อินโดนีเซีย ที่ประธานาธิบดีโจโก วิโดโดเติบโตมาจากนายกเทศมนตรีเมืองจาการ์ตา และ ฟิลิปปินส์ ที่มีประธานาธิบดีโรดรีโก ดูแตร์เต เคยเป็นนายกเทศมนตรี เมืองดาเวา เกาะมินดาเนา ทั้งสองคนมีจุดเด่นเหมือนกันคือการชูนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน นอกจากนี้ ในทางผลลัพธ์ของการแก้ไขปัญหา ก็มีตัวอย่างที่เด่นชัดในประเทศเกาหลีใต้ ที่แนวทางการป้องกันการทุจริตในกรุงโซลสามารถจุดประกายไปสู่การขยายผลระดับนโยบายประเทศได้ จนกลายเป็นเมืองตัวอย่างที่หลายๆ ประเทศทั่วโลกต้องไปดูเป็นตัวอย่าง

          กลับมามองที่ กทม. บ้านเรา ผมคิดว่าการเริ่มทดสอบนโยบายหรือเครื่องมือ ต่อต้านคอร์รัปชันในเมืองหลวงแห่งนี้ ถ้าประสบความสำเร็จ จะเป็นต้นอย่างที่ดีสำหรับนำไปขยายผลในระดับประเทศได้เช่นกัน แต่เรามีความหวังแค่ไหนครับ เพราะที่ผ่านมาผ่านผู้ว่าฯ มาหลายสมัยก็ยังไม่เห็นจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยในเรื่องสถานการณ์คอร์รัปชัน

          ต่อตระกูล: เห็นด้วยว่า กทม. มีโอกาสที่จะเป็นต้นแบบที่ดีสำหรับแนวนโยบายการต่อต้านคอร์รัปชันในประเทศไทยได้ แต่ที่บอกว่าที่ผ่านมาไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยนั้น เห็นว่าจะมองแง่ร้ายจนเกินไปนะ ความจริงแล้วผู้ว่าฯ กทม. หลายคนก็เคยมีความพยายามออกแบบนโยบายและผลักดันโครงการที่เป็นประโยชน์ เช่น การผลักดันโครงการหลักสูตร "โตไปไม่โกง" ให้จัดกิจกรรมและสอนนักเรียนในทุกโรงเรียนภายใต้สังกัด กทม. เป็นต้น หลักสูตรโตไปไม่โกงนี้ เราสองคนเคยได้คุยกันไปในบทความหลายสัปดาห์ก่อนว่าเป็นหลักสูตรของศูนย์สาธารณะประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญอย่าง รศ.ดร.จุรี วิจิตรวาทการ และ อาจารย์ ดร.กนกกาญจน์ อนุแก่นทราย การผลักดันโครงการนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานป้องกันการทุจริตของ กทม.

          จะเห็นได้ว่าผู้ว่าฯ กทม. มีอำนาจการใช้ดุยพินิจเพื่อออกแบบและผลักดันนโยบายสำหรับชาว กทม. สูงมาก อำนาจนี้เป็นโอกาสในการผลักดันแนวความคิดที่ทันสมัยให้กลายเป็นนโยบายได้อย่างรวดเร็ว ที่ผ่านมา กทม. เคยมีการส่งเสริมธรรมาภิบาลโดยสร้างระบบการประเมินข้าราชการและลูกจ้างในด้านธรรมาภิบาล ผูกติดกับการจ่ายเงินโบนัสประจำปีด้วย ทำให้ กทม. มีข้าราชการที่มีคุณภาพ สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เหนือหน่วยงาน ราชการอื่นๆ อีกหลายหน่วยนอกจากนี้ประชาชน ในกทม. เองมีโอกาสเข้าสู่ข้อมูลผ่านช่องทาง ต่างๆ ได้โดยสะดวก และมีความสามารถให้การร่วมมือและสนับสนุนในด้านองค์ความรู้ และทรัพยากรอื่นๆกับโครงการต่อต้านคอร์รัปชันได้ดี ทั้งหมดนี้รวมกันจึงทำให้ กทม. มีความพร้อมที่จะเป็นเวทีรองรับการพัฒนานโยบายต่อต้านคอร์รัปชันได้เป็นอย่างดี สามารถสร้างความหวังเป็นต้นแบบไม่โกงให้กับประเทศไทยในภาพรวมได้

          ต่อภัสสร์ : เห็นด้วยอย่างยิ่งว่ามีโอกาส แต่การมีองค์ประกอบที่ดีนั้น ยังไม่พอที่จะทำให้องค์กรที่มีขนาดใหญ่มากอย่าง กทม. กลายเป็นต้นแบบไม่โกงได้การมีโอกาสเข้าสู่ข้อมูลผ่านช่องทางต่างๆได้โดยสะดวกของชาวกรุงเทพฯ อาจกลายเป็นโอกาสในการทุจริตก็ได้ อำนาจการใช้ดุลยพินิจที่สูงของเจ้าหน้าที่ กทม. ก็สามารถเป็นโอกาสการเรียกรับสินบนได้ แบบนี้จุดเริ่มต้นของ กทม.นั้นควรทำอย่างไรได้บ้างครับเพื่อให้ความหวังนี้เกิดขึ้นจริงได้

          ต่อตระกูล: สิ่งที่ควรทำและทำได้เลยทันที คือการนำแนวความคิดใหม่ ๆ เกี่ยวกับการต่อต้านคอร์รัปชัน โดยเฉพาะที่ใช้เทคโนโลยี มาผลักดันใช้จริงเลยพร้อมๆ กัน โดย กทม. ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเอง แต่ให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อยู่แล้วมาช่วยกัน เช่น แอพพลิเคชั่น ยุพิน ที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถส่งรูปถ่ายถนนชำรุด ฝาท่อระบายน้ำแตก หรือเสาไฟฟ้าบังทางเดิน เข้ามารวมกัน เพื่อส่งให้ไปให้เจ้าหน้าที่รับไปดำเนินการ ปัจจุบัน แอพพลิเคชั่นนี้มีใช้กันจริงแล้วในบริษัทเอกชนและสถานศึกษาหลายแห่ง แต่รัฐยังไม่มารับข้อมูลไปใช้ แบบนี้ กทม. ควรรับไปทำได้เลยในทันที

          หรือ โครงการ Citizen Feedback สังคมดี๊ดี สองนาทีง่าย ๆ ที่ออกแบบโดย โครงการความร่วมมือกันระหว่างแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) สมาคมวิจัยการตลาดแห่งประเทศไทย (TMRS) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และ HAND Social Enterprise โดยการประสานงานผ่าน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่ผ่านช่วงทดลองกับหน่วยงานราชการจำนวนหนึ่งไปแล้ว ได้ผลลัพธ์ออกมาดีมาก มีผู้ให้ความคิดเห็นชื่นชมหรือเพื่อนำไปปรับปรุงคุณภาพ และประสิทธิภาพการให้บริหารภาครัฐ จำนวนมาก แบบนี้ กทม. ก็ควรเข้าไป ร่วมมือด้วย ทุกหน่วยงานของ กทม. พร้อมๆ กันไปเลย

          สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้จากโครงการเหล่านี้ คือ ล้วนเป็นโครงการที่ดึงความร่วมมือจากประชาชนให้มาเป็นหูเป็นตาดูแลผลประโยชน์ของตัวเองและสังคมรอบๆ ตัว เพราะไม่ว่า กทม. จะมีเจ้าหน้าที่มากแค่ไหน ก็ไม่มีทางจะเพียงพอสำหรับการตรวจสอบทุกงานได้ หาก กทม. เปลี่ยนบทบาทจาก ผู้ตรวจสอบตัวเอง เป็นผู้เปิดเผยข้อมูล เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้โดยประชาชนทั่วไป งานต่อต้านการคอร์รัปชันของ กทม. ก็มีโอกาสจะประสบความสำเร็จได้มาก เป็นตัวอย่างให้ผู้ออกแบบนโยบายในระดับชาติเห็นความสำคัญของการสร้างความโปร่งใสได้อย่างดี

          สุดท้ายนี้ ต้องย้ำว่า ผู้ว่าฯกทม. ในยุคหลังๆ นี้ ล้วนได้คะแนนเสียงสนับสนุนจากคนเป็นล้าน แสดงให้เห็นว่ามีพลังสนับสนุนอยู่มากเพียงพอที่จะขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชัน ดังนั้น ใครก็ตามที่จะเข้ามารับตำแหน่งอันทรงเกียรติและทรงพลังนี้ จะต้องเคารพความคาดหวังของคนเป็นล้านคนเหล่านี้ด้วย ไม่ใช่เกรงใจผู้มีอิทธิพลไม่กี่คนที่คอยหา ผลประโยชน์จาก กทม. เพื่อสร้างให้เมือง หลวงแห่งนี้เป็นความหวังของคนไทยทั้งประเทศ

 

 

 

ที่มา : - แนวหน้า ฉบับวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย