คอลัมน์ ช่วยกันคิด: ทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐข้อคิดและการป้องกันตามกฎหมาย

22 กรกฎาคม 2559


 

อนุรัญ โมรารัตน์อัยการจังหวัด การบังคับคดี จ.สุราษฎร์ธานี

                การฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือการทุจริต คอร์รัปชั่น ดูเหมือนเป็นปัญหาโลกแตกที่ยากต่อการแก้ไข และนับวันมีแต่จะทวีความเลวร้ายมากยิ่งขึ้น ครั้งหนึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เคยกล่าวว่า "หากประเทศไทยปราศจากการทุจริตของนักการเมืองและข้าราชการแล้ว ป่านนี้ถนนทุกสายในประเทศไทยคงปูด้วยทองคำ" สะท้อนให้เห็นว่าการทุจริตได้ผลาญ งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นภาษีของ พี่น้องประชาชนไปเข้ากระเป๋าส่วนตัวของนักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในแต่ละปีจำนวนมหาศาล จนส่งผลให้ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 76 ของโลก และเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคอาเซียน จากผลการจัดอันดับดัชนีชี้วัดคอร์รัปชั่นโลก (World Corruption Index) เมื่อปี พ.ศ. 2558

 

                โดยข้อเท็จจริงแล้ว ปัญหาการทุจริตส่วนใหญ่มาจากการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Procurement Management) ทั้ง ๆ ที่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ ได้กำหนดวางแนวทางป้องกันการทุจริตที่ชัดเจนในหลาย ๆ วิธี ไม่ว่าจะเป็นวิธีตกลงราคา วิธีสอบราคา วิธีประกวดราคา วิธีพิเศษหรือวิธีประมูล ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยในแต่ละ ประเภทกำหนดขั้นตอนและวิธีปฏิบัติ ที่รัดกุม แต่ข่าวทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง ภาครัฐ กลับถูกนำเสนอผ่านสื่อมวลชน แทบทุกวัน และเรามักจะมีคำถาม เสมอว่า ทำไมถนนสายนี้เพิ่งราดยาง ใช้ได้ไม่ถึงสองเดือนก็ชำรุดแล้วทำไมอุปกรณ์สนามกีฬาฟุตซอลถึงไม่ได้ มาตรฐาน ทำไมการปรับปรุงห้องทำงาน ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจึงมี ราคาสูงถึง 16 ล้านบาท ทำไมราคา ไมโครโฟนยี่ห้อที่รัฐจัดซื้อถึงแพงกว่าที่ วางจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด ทำไม อาคารราชการหลังนี้จึงสร้างไม่ได้ มาตรฐาน ทั้งที่ใช้งบประมาณในการ ก่อสร้างจำนวนมากทำไมสะพานข้ามถนนจึงมีเสาไฟฟ้าโผล่มาขวางทางเดินตรวจ รับงานกันได้อย่างไร ทำไมถึงซื้อเครื่องมือ ตรวจวัตถุระเบิดที่ไม่มีคุณภาพ และอีกสารพัดกรณีตัวอย่างที่ไม่มีวันแจกแจง ได้หมด

                ภาครัฐไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามหาหนทาง ป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม จนล่าสุด กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้จัดทำ "ร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ..." ขึ้นมา โดยกำหนดกรอบมาตรฐานกลางใช้เป็นแนวทางการ จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ ของภาครัฐ ซึ่งจะทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน (Single Procurement Standard)โดยเน้นหลักการเรื่องของความคุ้มค่า โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และสามารถตรวจสอบได้

                ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีข้อดีหลายประการ เช่น มีคณะกรรมการกำกับราคากลางและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการตามสาขาต่าง ๆ เพื่อกำหนดราคากลาง และกำกับดูแลราคากลางให้เหมาะสม มีคณะกรรมการความร่วมมือป้องกัน การทุจริต และเพื่อประโยชน์ในการป้องกันการทุจริต โดยที่หน่วยงานของรัฐ อาจจัดให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ขั้นตอนหนึ่งขั้นตอนใดก็ได้ แต่จากการประมวล สถิติข้อมูลการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของหน่วยงานด้านการตรวจสอบที่ผ่านมาพบข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สำคัญอย่างมาก นั่นคือการทุจริตจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อหน่วยงานภาครัฐ ผู้จ้าง และเอกชนผู้รับจ้างร่วมมือกัน หากมีผู้เข้าเสนอตัวหลายราย ก็จะมีการฮั้วแบ่งงานกัน เอกชนได้งาน ผู้บริหารหน่วยงานรัฐได้รับสินบนเป็นเปอร์เซ็นต์จากมูลค่างาน ซึ่งเป็น ที่รู้กันโดยทั่วไป แต่ไม่สามารถดำเนินคดีกับผู้ที่ร่วมกันทุจริตได้ เนื่องจากไม่มีใครร้องเรียน ไม่มีใครให้ข้อมูล และทุกคนที่เกี่ยวข้องต่างสมประโยชน์แล้ว

                การทุจริตจึงเกิดขึ้นแทบทุกหน่วยงาน ภาครัฐ โดยมีรูปแบบและลักษณะพฤติการณ์ที่คล้าย ๆ กัน โดยข้อเท็จจริงแล้ว การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐทุกประเภทต้องมีการทำสัญญา เมื่อทำงานเสร็จ ตามสัญญาและต้องส่งมอบงานเพื่อการเบิกเงินแล้ว กระบวนการตรวจรับงาน ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการป้องกันการทุจริต และให้ได้งานที่มีคุณภาพ และคุ้มค่ากับงบประมาณที่จ่ายไป ใน ทางปฏิบัติแล้ว การป้องกันการทุจริต ตั้งแต่ต้นทาง กระทำได้ยาก เพราะมี ปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมหลาย ๆ อย่าง เช่น การสมยอมราคา ฮั้วประมูล ล็อบบี้ไม่ให้ผู้รับจ้างรายอื่นเข้าประกวดราคา การล็อกสเป็ก เป็นต้น ด้วยเหตุดังกล่าวจึงส่งผลทำให้ภาครัฐได้เข้าทำสัญญากับผู้รับงานหรือผู้รับเหมาที่เข้ามาเสนอตัวในวงจำกัด

                ถึงแม้จะมีการจัดตั้ง คณะกรรมการกำหนดราคากลางตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพัสดุ แต่ก็ยังไม่อาจป้องกันการทุจริตได้ (เต็มที่) ดังนั้น จึงควรจะต้องมีกระบวนการตรวจรับงานสองชั้น (Double Check) ชั้นแรก โดยคณะกรรมการตรวจรับงานปกติของ หน่วยงาน และในชั้นที่สองให้มีการตรวจรับงานจ้างโดย คณะกรรมการตรวจรับงานกลาง อีกชั้นหนึ่ง โดยช่วงเริ่มต้นควรใช้กับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่มีมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่ 2 แสนบาทขึ้นไป ทั้งนี้ คณะกรรมการตรวจรับงานกลาง ต้องเป็นหน่วยงาน ส่วนกลางที่มีความเป็นอิสระ มีองค์ประกอบ จากคณะกรรมการสภาวิชาชีพที่มี ความเชี่ยวชาญด้านนั้น ๆ องค์กรอิสระเกี่ยวกับการตรวจสอบ และกระทรวง การคลัง ควรมีหลายคณะและสลับ สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดการล็อกสเป็ก การให้สินบนตัว คณะกรรมการตรวจรับงานกลาง หรืออาศัยความสนิทสนมส่วนตัว

                ทั้งนี้ การคัดสรรตัวผู้ที่จะเป็น คณะกรรมการตรวจรับงานกลาง ควรจะเลือกบุคคลซึ่งไม่ได้มีถิ่นที่หรือสถานที่ทำงาน ในเขตพื้นที่เดียวกับสถานที่ต้องทำการ ตรวจรับงาน เพื่อป้องกันการติดต่อ (ลับ ๆ) หรือเจรจาต๊ะอ่วยกันก่อนที่จะมาตรวจรับงาน

                ขั้นตอนต่อมา คือ การจัดตั้งหน่วยงานรับแจ้งโครงการที่พร้อมรับการตรวจไว้ที่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เพียงแห่งเดียวเท่านั้น และแจ้งให้คณะกรรมการตรวจรับงานกลางที่จะไปทำหน้าที่ตรวจรับงาน โดยคณะกรรมการตรวจรับงาน แต่ละชุด จะต้องปกปิดเป็นความลับไม่เปิดเผยว่าเป็นใครบ้าง เพื่อปิดช่องทางหรือโอกาสการวิ่งเต้น คล้ายกับระบบ การจ่ายสำนวนศาลอุทธรณ์ (ซึ่งไม่มีบุคคลใดทราบเลยว่าในแต่ละคดีจะมี ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ท่านใดเป็น ผู้พิจารณาสำนวน) ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีการแทรกแซงจากผู้บังคับบัญชา ผู้รับจ้างและฝ่ายการเมือง

                การตรวจรับงานอย่างเคร่งครัดและ มีมาตรฐานกลาง ถือเป็นหัวใจสำคัญ ที่สุดในการป้องกันการทุจริต เพราะฉะนั้นแล้ว กรณีเกิดปัญหามีการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์มาด้วยราคาแพงกว่าปกติหรือ สูงเกินจริง มีการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์มาด้วยราคาถูกไม่ตรงตามสเป็กที่กำหนดไว้ในแบบสัญญาหรือใช้ของตรงตามสเป็ก แต่เป็นอุปกรณ์ที่ด้อยคุณภาพ เช่น ใช้ของเกรดบี หรือเกรดซี มาแทน หรือโครงการมีมูลค่าสูงแต่ส่งมอบงานด้วยคุณภาพที่ต่ำ

                หากมีการตรวจรับงานที่ได้มาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งประเทศ โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน ย่อมสร้างหลักประกันได้ในระดับหนึ่ง ว่าการจัดซื้อจัดจ้างในแต่ละครั้งนั้นคุ้มค่ากับ งบประมาณที่จ่ายไป ทั้งนี้ คณะกรรมการตรวจรับงานจ้างกลาง จะสามารถตรวจ รับงานที่ได้มาตรฐานเดียวกันทั่วทั้ง ประเทศ และมีความชำนาญมากพอ ที่จะสามารถตรวจสอบด้วยความเคร่งครัด และทำให้ได้อุปกรณ์ตรวจตามที่กำหนด ไว้ในแบบสัญญาได้ และหากการจัดซื้อ จัดจ้างดังกล่าวไม่ผ่านมาตรฐานการตรวจรับงาน เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจรับงานย่อมมีสิทธิ ที่จะไม่อนุมัติการตรวจรับงานในครั้งนั้น ได้

                หากภาครัฐเน้นการป้องกันการทุจริตด้านการตรวจรับงานอย่างเข้มงวด จริงจัง ย่อมทำให้คู่สัญญากับภาครัฐ ไม่ว่าจะได้งานจัดซื้อจัดจ้างมาโดยวิธีใด เมื่อถึงกำหนดส่งมอบงานเพื่อเบิกเงิน จากภาครัฐ ย่อมต้องมีความเกรงกลัว ว่างานของตนจะไม่ผ่านมาตรฐานการ ตรวจรับงาน จึงต้องทำงานให้เข้าเกณฑ์ มาตรฐาน เพื่อจะสามารถเบิกเงินจากภาครัฐได้

                แต่ในทางกลับกัน หากส่งมอบงานไม่เป็นไปตามมาตรฐาน และไม่ยินยอมแก้ไขให้ถูกต้อง ก็จะกลายเป็นฝ่ายผิดสัญญาและอาจถูกภาครัฐฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ รวมทั้งถูกขึ้นบัญชีดำ ไม่ให้เข้าร่วมประมูลงานของภาครัฐอีกต่อไป ซึ่งทำให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่ามากขึ้น และป้องกันการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แม้ว่าร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อ จัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ซึ่งกำลัง อยู่ในระหว่างการพิจารณาของสภา จะ ไม่ให้กำหนดเรื่องหน่วยงานตรวจรับงานกลางไว้ แต่การกำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐมาตรา 17 มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 22 ที่จะเสนอแนะนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ ต่อคณะรัฐมนตรี รวมถึงเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ ภาครัฐ ต่อคณะรัฐมนตรีในการตรวจตราพระราชกฤษฎีกาและการออกกฎ กระทรวง

                คณะกรรมการชุดนี้ จึงจะเป็นความหวังของสังคมไทย ที่ต้องการเห็นมาตรการป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง ภาครัฐที่เป็นรูปธรรม และมีประสิทธิภาพมากที่สุด ท้ายที่สุดนี้ การป้องกันการ ทุจริตที่กล่าวมาข้างต้น ยากจะสัมฤทธิผล ได้ ตราบใดที่ประชาชนยังไม่ตระหนัก ว่างบประมาณเหล่านั้นคือเงินภาษี ของพวกเราทุกคน ที่จะต้องร่วมกันช่วยสอดส่องดูแล เพื่อให้ภาครัฐใช้เงินภาษีของพวกเราอย่างคุ้มค่า

 

 

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย