คอลัมน์ ต่อต้านคอร์รัปชัน : โกงแล้วหาหลักฐานไม่ได้ จะเอาผิดได้อย่างไร

3 สิงหาคม 2559


 

รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

                ต่อภัสสร์:เมื่อหลายปีก่อน ผมเคยอ่านบทความหนึ่งของพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร นายตำรวจผู้อุทิศตนให้กับการต่อต้านคอร์รัปชันในประเทศไทยเรื่อง "คอร์รัปชันบ้านเขาและ บ้านเรา" ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน คุณวสิษฐเล่าให้ฟังถึงตอนได้รับเชิญไปฟังนายแฟรงค์ มอนทาลโว (Frank Montalvo) ผู้พิพากษา ศาลสหรัฐแห่งรัฐเท็กซัส ภาคตะวันตก มาบรรยายเรื่องการดำเนินคดีทุจริต ต่อรัฐ (Public Corruption)

 

                ในบทความนี้คุณวสิษฐสรุปหลายประเด็นสำคัญจากการบรรยายนั้น มีประเด็นหนึ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษ เพราะเห็นด้วยว่า เป็นจริงอย่างยิ่ง นั่นคือท่านผู้พิพากษามอนทาลโวกล่าวว่า การคอร์รัปชันในปัจจุบันเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนมาก และผู้ทุจริตหรืออาชญากร ก็มักจะเป็นผู้ที่มีความรู้มาก ทั้งทางวิชาการและเทคโนโลยี ทำให้สามารถปิดบังอำพรางการทุจริตของตน ได้มิดชิดและแยบยล ยากต่อการสืบสวนและหาพยานหลักฐาน ดังนั้น ในการสืบสวนสอบสวนผู้กระทำผิดทุจริตนั้น จะใช้วิธีแบบเดิมๆ หรือที่ท่านใช้คำว่า"คลาสสิก" ซึ่งก็คือ หวังฟังแต่พยานที่ได้จากการจับกุม และจากการตรวจสถานที่เกิดเหตุเท่านั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสำเร็จได้

                ต่อตระกูล: วันนั้นพ่อมีโอกาสเข้าร่วมฟังการบรรยายของผู้พิพากษา มอนทาลโวกับคุณวสิษฐด้วยเช่นกัน ฟังแล้วเห็นด้วยกับท่านผู้พิพากษาทันที เพราะตรงกับประสบการณ์ในฐานะอนุกรรมการ ป.ป.ช.หลายชุด ที่พบว่า การไปไล่ตามจับคนโกงนั้น ทำได้ยากมาก หรือแม้จะทำได้ ก็ต้องใช้เวลานานมาก กว่าจะเจอพยานหลักฐานที่ใช้มัดตัวคนโกงได้ เงินที่ถูกโกงไปก็หายไปหมดแล้ว และ ผู้กระทำผิดก็หนีไปไกล ไม่อยู่รอให้ไปจับแล้ว เหมือนกรณีทุจริตโรงบำบัดน้ำเสียคลองด่านที่ ป.ป.ช.ใช้เวลาเกือบสิบปีกว่า จะสรุปสำนวนจนชี้มูลได้ ทำให้ตัวการอย่างนายวัฒนา อัศวเหม ชิงหนีไปอยู่ต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว ส่วนนายยิ่งพันธ์ มนะสิการ ตัวการอีกรายหนึ่ง ก็เสียชีวิต ไปก่อนหน้านั้นแล้ว ทรัพย์สินของ แผ่นดินที่ถูกโกงไปก็หายลับไปเลย จะไปตามเอาคืนจากไหนก็ไม่ได้ ดังนั้นจึงจำเป็นมากที่การต่อต้านคอร์รัปชันอย่างมีประสิทธิผลจะต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันการคอร์รัปชันให้มาก และต้องหาวิธีติดตาม รวบรวมหลักฐานไว้ตั้งแต่เห็นพฤติกรรมส่อแววว่าจะทุจริต

                ต่อภัสสร์:จริงครับ นี่ก็ตรงกับความเห็นประเด็นสุดท้ายที่ผู้พิพากษาท่านนี้กล่าวว่า การสอบสวนความผิดคอร์รัปชันนั้น จะมัวรอให้มีประชาชน ผู้ตื่นตัวมาฟ้องร้องหรือผู้ได้รับความเสียหาย มาร้องทุกข์อย่างที่เคยทำกันมานั้น ไม่ได้ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ต่อต้านการคอร์รัปชัน จะต้องเริ่มต้นที่ตัวบุคคลที่มีอำนาจตัดสินใจนโยบายที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง โดยติดตามและพิจารณาพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตและเข้าไปขัดขวางพฤติกรรมนั้นๆ ก่อนจะเกิดทุจริตขึ้นแล้วหาพยานหลักฐานไม่เจอ

                ต่อตระกูล : ใช่แล้ว วิธีการติดตามเฝ้าดูนั้นได้ผลมาก ป.ป.ช.ก็เริ่มใช้วิธีตั้งคณะทำงานติดตามเรื่องต่างๆตั้งแต่มีเค้าว่าทุจริต เมื่อมีเรื่องขั้นฟ้องร้องขึ้นศาล ป.ป.ช.ก็มีหลักฐาน อยู่ในมือพร้อมจะสรุปฟ้องได้อย่างรวดเร็ว เช่น กรณีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว หรือการเฝ้าระวังในรูปแบบของข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ที่มีข้อตกลงสำคัญคือ หน่วยงานของรัฐต้องยอมให้มีผู้สังเกตการณ์จากภาคประชาชนที่เป็นกลางเข้าไปเฝ้าดูโครงการได้ตั้งแต่ขั้นเริ่มร่างเงื่อนไขการประมูล (TOR) ซึ่งก็ได้ผลมาก ตัวอย่างความสำเร็จของข้อตกลงนี้เช่น โครงการจัดหารถเมล์ NGV ของ ขสมก. ที่หลังจากเข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรมนั้น งบประมาณจัดซื้อลดลงต่ำกว่าเดิมถึงร้อยละ 30 หรือโครงการจัดซื้อเครื่องจักรผลิตบุหรี่ของโรงงานยาสูบที่ลดลงรวมเป็นเงินเกือบ 2 พันล้านบาท

                เสียดายยังมีอีกหลายโครงการที่ไม่เข้าร่วม หากเกิดทุจริตขึ้น ก็ต้องไปใช้วิธีเดิมคือสอบสวนหาพยานหลักฐานกันอีกยาวนาน จะมีมาตรการอะไรเข้ามา แก้ไขปัญหานี้ ร่วมไปพร้อมๆ กันกับ ข้อตกลงคุณธรรมบ้างไหม

                ต่อภัสสร์: ผมเคยได้ยินข้อเสนอหนึ่งที่น่าสนใจมากจากนายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล เลขานุการแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตอนที่เคยร่วมงานกันในคณะทำงานวิชาการเฉพาะประเด็นการปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชัน สำนักงานปฏิรูป ชุดที่นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เป็นประธาน คุณอนุรักษ์เสนอว่า ถ้าที่ผ่านมาไปทุ่มเทกับการหาพยานและหลักฐานแล้ว มักไม่สำเร็จ ก็ควรเปลี่ยนมาตรวจสอบการเสียภาษีของผู้มีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินต่างๆ ไม่ว่า นักการเมืองหรือข้าราชการ ทำแบบนี้ ไม่ต้องไปเสียเวลาค้นหาพยานหลักฐานแค่ตรวจดูหลักฐานการยื่นเสียภาษีนั้นตรงกับข้อมูลทรัพย์สินที่ต้องเปิดเผยตามกฎหมายอยู่แล้วหรือไม่ ถ้าแจ้งไม่ครบแต่อธิบายที่มาได้ ก็เก็บภาษีเพิ่มและให้เสียค่าปรับ แต่ถ้าอธิบายไม่ได้ก็สืบสวนแล้วดำเนินคดี

                ต่อตระกูล: เรื่องนี้ คุณพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. จะเริ่มนำแนวทางการตรวจสอบการเสียภาษีของนักการเมืองมาใช้จริงจังแล้ว โดยจะนำหลักฐานการยื่น เสียภาษีของนักการเมืองมาเทียบกับข้อมูลการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากร ถ้าพบข้อมูลไม่ตรงกัน ก็อาจจะถูกดำเนินคดีทางอาญา และเจ้าหน้าที่ที่ช่วยปกปิดข้อมูลก็จะถูกลงโทษด้วย

                สรุปแนวทางนี้ง่ายๆ คือ รวยนั้นไม่ผิด แต่ถ้าไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียวก็ผิด แนวทางลักษณะนี้เคยได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริงในสหรัฐอเมริกา ตอนที่อัลคาโปนถูกจับ อัลคาโปนเป็นจอมโจรค้าเหล้าเถื่อน เป็นเจ้าพ่อมาเฟียที่ชิคาโก ฆ่าคนไปมากมาย แต่ไม่มีหลักฐานเอาผิดได้ เพราะพยานก็กลัวตาย ที่กล้าก็ถูกเก็บหมด แต่สุดท้ายติดคุกด้วยข้อหาไม่เสียภาษี คนที่กล้าเอาหลักฐานการเงินของอัลคาโปนส่งให้สรรพากร คือเอ็ดดี้ โอ'แฮร์(Eddie O'Hare)ทนายความในธุรกิจของอัลคาโปนเอง นามสกุลเหมือนชื่อสนามบินนานาชาติ ชิคาโก โอ'แฮร์ ที่ตั้งตามบุทช์ โอ'แฮร์ (Butch O'Hare)ลูกชายของเขาที่เป็นนักบินวีรบุรุษในสงครามโลกครั้งที่ 2

                เล่ามายาวก็เพื่อให้กำลังใจ สตง. ว่าให้รีบทำเลย ตรวจกรมสรรพากรด้วยว่าได้เข้มงวดการตรวจสอบการเสียภาษีของนักการเมืองหรือคนรวยผู้มีอิทธิพลแล้วหรือไม่ คนที่ไม่ยอมรับการโกงทุกคนเขาสนับสนุนให้กำจัดคนโกงชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเสียทีครับ

 

 

ที่มา : แนวหน้า ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย