คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง : คอร์รัปชั่น กับพ่อค้า/นักธุรกิจไทย

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: คอร์รัปชั่น กับพ่อค้า/นักธุรกิจไทย

22 มีนาคม 2559


 

ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์กรรมการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)

สังคมไทยในอดีตกาลนับแต่สมัยสุโขทัยเรื่อยมาจนเข้าสู่สมัยอยุธยาตอนต้นๆ และกลาง (ก่อน พ.ศ. 2300 โดยประมาณ) ดำรงชีวิตตามวิถีของสังคมเกษตรที่ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม และขายแรงงานรับจ้างเล็กๆ น้อยๆ ตามฤดูกาล โดยมีชนชั้นปกครองคือบรรดาข้าราชการระดับต่างๆ ดูแลช่วยเหลือตามแนวทางของพ่อปกครองลูก

การให้บริการแลกเปลี่ยนสินค้าอย่างเป็นธุรกิจ  เช่น โรงสีข้าว โรงเลื่อย การจ้างแรงงานเพื่อรับจ้างทำของจำนวนมากๆ การให้บริการต่างๆ ล้วนแต่เพิ่งเกิดมีขึ้นตอนปลายสมัยอยุธยาเมื่อชาวยุโรปเข้ามาค้าขาย โดยรับซื้อสินค้าเกษตร ของป'าหายาก แร่ธาตุ หนังสัตว์ ฯลฯ เกิดกิจการเกี่ยวกับการรวบรวมซื้อสินค้าเหล่านั้นจากประชาชนมารวมไว้ มีการเก็บวัตถุมีค่าและแร่ธาตุบางชนิด มีการแปรรูปสินค้า ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นเทคนิคที่นาเข้ามาจากต่างประเทศที่เคยมีธุรกิจและอุตสาหกรรม รวมทั้งประสบการณ์และพัฒนามาก่อน อาทิ จีน ญี่ปุ'น ดังนั้นพ่อค้าหรือการประกอบการเป็นคนกลางจึงเป็นชนกลุ่มใหม่ในสังคมไทย ที่ทำหน้าที่จัดการทั้งซื้อและ ขายสินค้าเกษตร รวมไปถึงการให้บริการต่างๆ อาทิ การเล่นการพนัน การจำหน่ายสุราเครื่องดื่มมึนเมา การให้บริการสูบฝิ่น ฯลฯ

 

การขยายตัวอย่างรวดเร็วของชนกลุ่มใหม่ที่ให้บริการต่างๆ ที่เรียกรวมๆ ว่า พ่อค้า จึงเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม เนื่องจากการอพยพของชาวจีนจำนวนมาก จากภาวะสงครามและภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่าง เลวร้ายติดต่อกันเป็นเวลานาน อยุธยาในยุคนั้นถือเป็นแหล่งพักพิงที่เป็นที่นิยมมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพราะสังคมไทยมีลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย อยู่ภายใต้การปกครองแบบพ่อปกครองลูก และเลื่อมใสพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อถือพรหมลิขิต และกรรมที่มีมาแต่ชาติก่อน ไม่นิยมการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสถานภาพปัจจุบัน ทำนอง……เกิดมาเป็นไพร่ก็เพราะกรรมแต่ปางก่อน ยอมลำบากเป็นไพร่ไปตลอดชีวิต รวมทั้งลูกหลานก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น

บรรดาชาวต่างด้าวที่เข้ามาหวังพึ่งพระบรมโพธิสมภารเลยโชคดี มีโอกาสสร้างชีวิตใหม่เป็นคนชั้นกลางใหม่ในสังคมไทย และขยายตัวอย่างรวดเร็วไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ตั้งรากฐานมีครอบครัวลูกหลานเป็นไทยใหม่ที่เชื่อมโยงกลุ่มอำนาจต่างๆ ในสังคมด้วยผลประโยชน์ และการทุจริตคอร์รัปชั่นนานาประการ ก่อนจะเสียกรุงครั้งที่สองและติดต่อเรื่อยมาในสมัยกรุงธนบุรี และรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ในช่วงต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ ประเทศไทยมีชาวต่างด้าวอพยพเข้ามาจำนวนมาก เพราะกิตติศัพท์ความอ่อนแอของเจ้าของประเทศ และความสะดวกในการฉ้อราษฎร์บังหลวงร่วมกับชนชั้นกลางที่เป็นข้าราชการ/ชนชั้นปกครอง พ่อค้าชาวตะวันตกหลายประเทศพยายามเข้ามาค้าขาย โดยเฉพาะจากยุโรป มีข้อสรุปตรงกันว่า ถูกกีดกันโดยพ่อค้าชาวจีนที่ร่วมมือกับชนชั้นปกครองและบางส่วนในราชสำนัก ทำให้ไม่ได้รับความยุติธรรม และนำไปสู่การใช้อำนาจบังคับให้ประเทศไทยต้องลงนามในสนธิสัญญาต่างๆ หลายฉบับในเวลาต่อมา

ในยุคปัจจุบัน ซึ่งถ้าพิจารณาจากผลคะแนนดัชนีวัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (CPI) ของ 176 ประเทศ ที่ประเมินโดย Transparency International พบว่า กว่าร้อยละ 50 ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศไทยและต่ำกว่า มีลักษณะร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งคือ ชนชั้นกลาง (พ่อค้า/นักธุรกิจ) มักจะเป็นชนต่างชาติมิใช่เจ้าของประเทศที่แท้จริง และเป็นเจ้าของที่ดิน (ทั้งๆ ที่กฎหมายไม่อนุญาต) ตลอดจนผูกขาดกิจการต่างๆ ในสังคมอย่างเด่นชัด ทำนองเดียวกับกาฝากที่เจริญเติบโตจนต้นไม้ค่อยๆ ตายไปในที่สุด

คะแนน CPI แสดงถึง Pattern ของข้อมูลทั้งเชิงปริมาณ และจิตวิทยาของนานาชาติที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด ธนาคารโลกได้ร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดทำการศึกษาและวิจัยโดยใช้ข้อมูลตลอด 17 ปี เป็น กระจกสะท้อนอย่างรอบด้านของงานวิจัย และความเห็นของสถาบันต่างๆ เกือบ 10 แห่ง ที่แสดงผลไปในทางเดียวกัน คือ การทุจริตคอร์รัปชั่น ระหว่างพ่อค้า/นักธุรกิจจำนวนมาก และนักการเมืองส่วนใหญ่กับระบบราชการ ทำให้ประเทศไทยกำลังอยู่ในสภาพคนปวยในอาเซียน ที่เจ้าของธุรกิจ/พ่อค้า ซึ่งบรรพบุรุษเป็นคนต่างด้าวเข้ามาประกอบการเพียงช่วงไม่ถึง 100 ปี สามารถยึดครองความร่ำรวย สามารถครอบครองทรัพยากรได้เกือบร้อยละ 80 ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในชนบทยังมีความยากจนเพิ่มขึ้นตลอดเวลา

สื่อสารมวลชนต่างประเทศมักจะรายงานเสมอว่า ประเทศไทยมี 2 ประเทศ คือ Thailand I ซึ่งมีตึกระฟ้าและความเจริญทางวัตถุ และสาธารณูปโภคไม่ต่างจากนิวยอร์ก ฮ่องกง ลอนดอน ฯลฯ และ Thailand II ที่ชาวชนบทซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศยังมีที่อยู่อาศัยแบบหลังคามุงแฝก ห้องแถวเล็กๆ สลัมจำนวนมาก ไม่มีน้ำประปา ไฟฟ้า การคมนาคม บริการสาธารณูปโภคอื่นๆ ทำให้ไม่ต่างจากทวีปแอฟริกา ในขณะที่ค่าเฉลี่ยตามมาตรฐาน อาทิ รายได้ประชาชาติ รายได้ต่อหัวประชากร จำนวนแพทย์/พยาบาลต่อประชากร จำนวนครูต่อนักเรียน ฯลฯ ล้วน ถูกบิดเบือนด้วยกลุ่มคนร่ำรวยร้อยละ 20 (จากทั้งประเทศประมาณ 65 ล้านคน) แต่กลับมีทรัพย์สิน/ความร่ำรวยถึงร้อยละ 80 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของชาติ เป็นต้น

ประเทศไทยจึงมิใช่ติดกับดักของการเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง แต่อยู่ในหลุมดำที่แทบจะมองไม่เห็นอนาคตในศตวรรษที่ 21

 

ที่มา : โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2559

 

ภาพประกอบ :http://www.sujitwongthes.com/suvarnabhumi

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย