เจาะเขี้ยวเล็บศาลคดีทุจริตอุดช่องโหว่หนีคดี-ริบทรัพย์

21 มิถุนายน 2559


 

โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร

                ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ...ไปด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ 160 เสียง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา อันเท่ากับเป็นการนับถอยหลังที่หลังจากนี้ประเทศไทยจะมีศาลอาญาคดีทุจริตฯ หลังจากหลายฝ่ายเรียกร้องมานาน อย่างไรก็ตาม การเปิดทำการศาลคดีทุจริต ได้จะต้องมีขั้นตอนดำเนินการอีกพอสมควร เช่น การออก พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตฯการหาที่ทำการเพื่อตั้งศาลอาญาคดีทุจริตทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค แต่ก็จะใช้เวลาไม่นาน ประเทศไทยก็จะมีศาลอาญาคดีทุจริตเกิดขึ้นแล้วในยุคที่ประเทศปกครองด้วยคณะรัฐประหาร คสช.

                เพื่อให้เข้าใจที่มาที่ไปและกระบวนการทั้งหมดของศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีการอธิบายเรื่องราวทั้งหมดจาก ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ประจำสำนักประธานศาลฎีกา ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติชอบ พ.ศ. ...ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่เริ่มต้นพูดถึงความเป็นมาของศาลอาญาคดีทุจริตฯ ว่า แนวคิดของศาลยุติธรรมก่อนที่จะมีร่างกฎหมายฉบับนี้คือ นับแต่ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 จนถึงปัจจุบัน คดีที่นักการเมืองถูกฟ้องในข้อหาทุจริตต่อหน้าที่ กฎหมายได้กำหนดให้ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ แต่ในส่วนของข้าราชการทั่วไปที่ไม่ใช่นักการเมือง ซึ่งกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ยังคงต้องยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นทั่วไป แต่ยังไงก็ตามในกฎหมาย ป.ป.ช.บัญญัติว่า แม้จะเป็นคดีที่ข้าราชการทั่วไปถูกฟ้องก็ให้ใช้ระบบไต่สวน เหมือนกับการดำเนินคดีอาญากับนักการเมือง

 

                ดังนั้น ข้าราชการทั่วไปที่ถูกสอบสวนโดย ป.ป.ช. เมื่อถูกฟ้องต่อศาลแล้วจะต้องใช้วิธีพิจารณาคดีแบบไต่สวน ซึ่งศาลฎีกาฯ ได้มีการออกระเบียบที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาว่าด้วยวิธีการไต่สวนคดี โดยมีหลักการที่สำคัญคือ องค์คณะผู้พิพากษาจะมีบทบาทในการค้นหาความจริงมากกว่าระบบกล่าวหาที่ใช้อยู่เดิม ซึ่งเป็นระบบที่ให้คู่ความต่อสู้กันเอง ในระบบไต่สวน ศาลต้องลงไปค้นหาความจริง โดยคู่ความเปรียบเสมือนผู้ช่วยศาลในการหาความจริง แต่ระบบไต่สวนที่ว่านี้ใช้กับคดีที่ ป.ป.ช.สอบสวนเท่านั้น คดีทุจริตต่อหน้าที่ซึ่งหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่ ป.ป.ช.เป็นผู้สอบสวน เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) หรือพนักงานสอบสวนเป็นผู้สอบสวน เมื่อมีการฟ้องคดีต่อศาลต้องใช้ระบบวิธีพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งแตกต่างจากระบบไต่สวนที่ใช้กับคดีที่ ป.ป.ช.สอบสวน

"มันก็เกิดปัญหาว่าคดีทุจริตในศาลชั้นต้นมีวิธีพิจารณาคดี 2 แบบคือ ระบบไต่สวนกับระบบกล่าวหา ทั้งที่ขึ้นศาลเดียวกัน เวลาพิจารณาคดี ศาลก็ต้องดูว่าสำนวนนี้ใครสอบ สวนมา หาก ป.ป.ช.สอบสวนมาก็ใช้ระบบไต่สวน แต่หากเป็น ป.ป.ท.พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนมาก็ใช้ระบบตาม ป.วิ.อาญา"

                ...ตรงนี้เป็นจุดแรกเริ่มของการเสนอแก้ไขกฎหมาย โดยศาลยุติธรรมเห็นว่าวิธีพิจารณาคดีไม่ควรต่างกัน เพราะองค์กรที่ทำหน้าที่สอบสวนและควรนำระบบไต่สวนมาใช้กับคดีทุจริตทุกประเภท ศาลยุติธรรมจึงได้ยกร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ระหว่างนั้นศาลยุติธรรมได้จัดตั้งแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในศาลอาญา กรุงเทพฯ เพื่อรองรับคดีทุจริตที่มีลักษณะพิเศษ เช่น เป็นคดีที่มีความยุ่งยากซับซ้อนหรือมีเรื่องของอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง ประจวบเหมาะกับที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้นำร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งศาลป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งผ่านความเห็นชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มาแล้วเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีการจัดตั้งศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีทุจริตที่ข้าราชการทั่วไปถูกฟ้องเป็นจำเลย

                ชาญณรงค์-ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ฯ กล่าวต่อไปว่า แนวคิดในการจัดตั้งศาลพิจารณาคดีทุจริตขึ้นเป็นการเฉพาะได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง เห็นได้จากร่าง รธน.ฉบับแรกที่มี ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน กมธ.ได้ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้เช่นกัน จนมีการนำไปเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลให้ยกฐานะแผนกคดีทุจริตในศาลอาญา แยกออกมาตั้งเป็นศาลชำนัญพิเศษ อันเป็นแนวคิดที่ตรงกับ สปช.และ สปท. ส่วนแนวคิดรัฐบาลก็มุ่งเน้นในเรื่องการปราบปรามการทุจริตอยู่แล้ว ก็เลยเป็นการเห็นพ้องกันทุกฝ่ายให้มีการจัดตั้งศาลคดีทุจริตฯ ขึ้นเพื่อทำคดีทุจริตโดยเฉพาะ ซึ่งจะทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีทุจริตดำเนินการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

                ...เพราะฉะนั้นศาลอาญาคดีทุจริตฯ เมื่อตั้งขึ้นแล้วก็จะดำเนินคดีทุจริตได้เร็วขึ้น เพราะไม่ต้องทำคดีอาญาประเภทอื่นเลย ทำให้ศาลเองก็เห็นชอบด้วย เพราะศาลก็มีการจัดบุคลากรที่มีองค์ความรู้ในด้านนี้ไว้แล้วในแผนกคดีทุจริตในศาลอาญา ต่อมานายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการยกร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตขึ้น โดยประสานงานกับทางศาลยุติธรรมเพื่อให้สอดคล้องกับร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตที่ศาลยุติธรรมส่งไปให้ก่อนหน้านั้นแล้ว

                ส่วนที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า เพราะเหตุใดจึงไม่มีการร่างออกมาเป็นร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ และวิธีพิจารณาคดีฯ เหมือนกับการจัดตั้งศาลชำนัญพิเศษอื่นๆ เช่น ศาลแรงงานกลางหรือศาลทรัพย์สินทางปัญญานั้น เรื่องนี้ ชาญณรงค์-กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ อธิบายให้เข้าใจว่า เดิมก็คิดว่าจะยกร่างแบบนั้น แต่เมื่อพิจารณาถึงวิธีการทำงานแล้วหากนำทั้ง 2 ส่วนผนวกเข้าด้วยกันจะมีเกือบ 80 มาตรา การพิจารณาใน สนช.จะล่าช้า เพราะส่วนที่เกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีมีรายละเอียดมาก นอกจากนั้น การจะจัดตั้งศาลต้องมีการจัดหาสถานที่ การสรรหาและแต่งตั้งบุคลากร วางระบบงาน ซึ่งใช้เวลานานพอสมควร แต่เรื่องวิธีพิจารณาคดี หากมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็สามารถใช้บังคับได้ทันที

                ดังนั้นหากผนวกไว้เป็นร่าง พ.ร.บ.ฉบับเดียวกัน กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดตั้งศาลก็จะล่าช้าไปด้วย แต่ถ้าแยกกันและรีบจัดทำร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลให้เสร็จก่อน เมื่อมีการประกาศใช้ ศาลก็จะมีระยะเวลาไปดำเนินการในเรื่องงบประมาณ เพื่อจัดหาสถานที่ตั้งศาล แต่งตั้งบุคลากรเตรียมไว้ แล้วพอร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตฯ ประกาศใช้ตามหลังมา ก็จะได้เริ่มดำเนินการได้ทันที จึงทำให้ร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตเข้ามาที่ สนช.ก่อน ส่วนร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตฯ ตอนนี้ก็ผ่านความเห็นชอบของ สนช.วาระแรกไปแล้ว และอยู่ในขั้นตอน กมธ.วิสามัญของ สนช.กำลังพิจารณาอยู่

                เมื่อถามว่า เมื่อร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีผลบังคับใช้แล้วจะเป็นอย่างไรในทางปฏิบัติ ชาญณรงค์-ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ฯ ย้ำว่า กฎหมายฉบับนี้นอกจากยกฐานะแผนกคดีทุจริตในศาลอาญาขึ้นมาเป็นศาลอาญาคดีทุจริตแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในกฎหมายฉบับนี้ก็คือ การให้คำนิยามของคดีทุจริตและประพฤติมิชอบว่ามีคดีลักษณะอย่างไรบ้าง ที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า คดีทุจริตหมายถึงคดีที่ฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐในข้อหาความผิดเกี่ยวกับการทุจริตต่อหน้าที่ อันนี้คือกรณีปกติที่เราเข้าใจกันอยู่แล้ว แต่มีคดีอีกประเภทหนึ่งที่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตด้วยคือ "คดีที่ฟ้องขอลงโทษ คนให้สินบนหรือคนใช้อิทธิพลทำให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องทุจริต" ดังนั้น นับแต่นี้ต่อไปคนที่ให้สินบนต้องมาขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตด้วย แม้เขาไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งรวมถึงคนที่ใช้อิทธิพลข่มขู่หรือกระทำการต่างๆ ให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องทุจริต พวกนี้จะต้องถูกดำเนินคดีที่ศาลนี้ด้วย

                ลักษณะการทำผิดอีกอย่างหนึ่งที่มีการเขียนไว้ให้มาขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตฯ นั่นก็คือ คดีจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ-ปกปิดบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน เรื่องนี้ "ชาญณรงค์กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ ให้เหตุผลไว้ว่า ที่ให้มีการนำคดีลักษณะดังกล่าวมาขึ้นศาลอาญาคดีทุจริต เพราะปัจจุบันคดีพวกนี้ขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ทั้งหมด คดีพวกนี้ไม่ใช่คดีที่มีความซับซ้อนอะไร แต่นับแต่ใช้ รธน.ปี 50 กฎหมาย ป.ป.ช.เขียนไว้ว่า คดีพวกนี้ไล่ตั้งแต่นักการเมืองระดับชาติ เจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ ต้องไปขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ทั้งหมด ทำให้ปัจจุบันมีคดีอยู่ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ประมาณ 200 กว่าเรื่อง และมีค้างอยู่ที่สำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งจะขึ้นสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ อีกเป็นพันคดี

                เมื่อคดีประเภทนี้ขึ้นสู่ศาลฎีกาฯ ต้องใช้องค์คณะ 9 คน ต้องมีการเรียกประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลฎีกาทั้งหมดเพื่อเลือกองค์คณะเป็นรายคดี แล้วองค์คณะ 9 คนต้องนั่งพิจารณาคดีรอบนี้โดยตลอด ทั้งที่ไม่ใช่ข่าวคดีซับซ้อนอะไร องค์คณะลักษณะนี้ที่จริงแล้วถูกออกแบบมาให้พิจารณาคดีทุจริต ไม่ใช่คดีประเภทนี้

                อย่าลืมว่าศาลฎีกามีศาลเดียวในประเทศไทย ต้องรับคดีที่มีการยื่นฎีกาทั่วประเทศ แต่ศาลฎีกาของไทยถูกทำให้เป็นศาลชั้นต้นในคดีทุจริตของนักการเมืองที่ให้ฟ้องคดีต่อศาลฎีกาฯ การพิจารณาคดีต่างๆ ของศาลฎีกาจึงต้องใช้เวลามาก เพราะคดีอาญาของนักการเมืองต้องมีการขึ้นสืบพยาน ก็เลยกลายเป็นว่า ศาลฎีกามีเวลาในการทำคดีลดน้อยลง เพราะต้องไปสืบพยานในคดีอาญานักการเมือง

                แนวคิดของ กมธ.ก็คือว่าคดีที่ไม่จำเป็นต้องไปขึ้นศาลฎีกาฯ ก็ให้นำไปไว้ที่ศาลอาญาคดีทุจริต ฯ ทำให้ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตเห็นว่าหากนำคดีปกปิดบัญชีทรัพย์สินฯ ไปไว้ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ก็จะเกิดปัญหา เช่น พิพากษาให้จำเลยพ้นจากตำแหน่ง แต่ปรากฏว่าจำเลยพ้นจากตำแหน่งไปนานแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไร แต่หากนำคดีพวกนี้มาไว้ที่ศาลอาญาคดีทุจริต คดีพวกนี้มีโทษทางอาญา เขาก็จะได้มีสิทธิ์ในการอุทธรณ์อีกด้วย

                กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ เลยเห็นกันว่า ควรเขียนให้คดีจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ ให้ขึ้นศาลอาญาคดีทุจริต เว้นแต่ถ้า รธน.หรือกฎหมาย ป.ป.ช.กำหนดให้ขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายเหล่านั้น

                ถามย้ำว่า แล้วในร่าง รธน.ฉบับกรรมการร่าง รธน.ที่จะทำประชามติได้เขียนในส่วนนี้ไว้อย่างไร ชาญณรงค์-ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ฯ กล่าวว่า ยังแปลความกันอยู่ แต่ส่วนใหญ่มองกันว่ายังกำหนดให้คดีไปขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ กัน ซึ่งอยู่ในมาตรา 235 ของร่าง รธน. อย่างไรก็ตาม ตามร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ เหมือนกับการสร้างบ้านรอไว้ว่าให้ปล่อยคดีแบบนี้มาที่ศาลอาญาคดีทุจริตได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ป.ป.ช.จะว่าอย่างไร หาก รธน.กับกฎหมาย ป.ป.ช.บอกว่าไม่ปล่อย ก็ไม่มีคดีพวกนี้เข้ามาที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ แต่หากกฎหมายดังกล่าวปล่อยคดีประเภทนี้มา ก็จะทำให้มีคดีประเภทนี้ขึ้นสู่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ซึ่งจะเป็นการแบ่งเบาภาระของศาลฎีกาไปในตัวด้วย

                ถามถึงว่า เมื่อร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ ประกาศใช้ หากเกิดกรณีเช่นรัฐมนตรีสั่งให้อธิบดี หรือข้าราชการประจำทุจริต เมื่อเป็นคดีขึ้นมา แล้วตัวอธิบดีจะไปขึ้นศาลไหน ชาญณรงค์ แจงว่า ก็ต้องไปขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ เพราะกฎหมายส่วนนั้นบอกว่า หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถูกดำเนินคดี ก็ให้ฟ้องผู้สมรู้ร่วมคิดต่อศาลฎีกาด้วย เหตุผลว่าคดีที่เกี่ยวเนื่องกันไม่ควรดำเนินการแยกกัน

                อีกประเด็นสำคัญที่อยู่ในร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ นั่นก็คือ ให้นำคดี ร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน มาไว้ให้ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิจารณา ซึ่งเรื่องนี้ ชาญณรงค์-กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ พูดถึงเหตุผลในเรื่องนี้ไว้ว่า ต้องแยกออกเป็น 2 กรณี คือ หากเป็นเรื่องร่ำรวยผิดปกติ ปัจจุบันตามกฎหมาย ป.ป.ช.กรณีที่เป็นข้าราชการทั่วไปต้องฟ้องที่ศาลแพ่ง แต่หากเป็นนักการเมืองต้องฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ แต่หากเป็นเรื่องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะเหตุทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ หากจะขอให้ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติเหล่านั้นตกเป็นของแผ่นดิน กฎหมายว่าให้ไปศาลฎีกาฯ ทั้งหมด

                กมธ.เห็นว่าคดีประเภทนี้หากมิใช่กรณีของนักการเมืองควรมาที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ทั้งหมดเหมือนกับคดีจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน จึงได้เขียนรองรับไว้ว่าให้คดีเหล่านี้ขึ้นสู่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ด้วย เป็นการเขียนเผื่อไว้สำหรับในอนาคต ถ้ารัฐธรรมนูญและกฎหมาย ป.ป.ช.จะเขียนปล่อยให้คดีที่อยู่ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ บางส่วนคือคดีขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินกับคดีจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน มาอยู่ที่ศาลอาญาคดีทุจริตก็ทำได้ ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้ออกกฎหมาย

                จุดเด่นของศาลอาญาคดีทุจริตฯ อีกอย่างก็คือ องค์คณะผู้พิพากษาในศาลอาญาคดีทุจริตฯ หากเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ ต้องผ่านประสบการณ์ในการเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมาแล้ว ส่วนผู้ที่เป็นลูกคณะต้องเป็นผู้พิพากษาผ่านงานมาแล้วอย่างน้อย 10 ปี อันนี้คือหลักประกันที่ให้กับสังคมว่าการพิจารณาคดีทุจริตทำโดยผู้พิพากษาที่มีประสบการณ์ทั้งนั้น

                สำหรับความพร้อมของศาลยุติธรรม เช่น เรื่องงบประมาณ การจัดหาสถานที่ตั้งศาลนั้น เรื่องนี้คงเป็นเรื่องที่ต้องประสานร่วมมือกับหลายฝ่าย เรื่องงบประมาณในการจัดหาสถานที่ทำการ ต้องอยู่ที่ฝ่ายบริหารด้วย หากฝ่ายบริหารสนับสนุน ศาลก็เดินได้เร็ว สำหรับเรื่องประสิทธิภาพในการดำเนินการ คิดว่าศาลมีความพร้อม ส่วนเรื่องบุคลากร ก็มีความพร้อมอยู่แล้วในการคัดเลือกคน โดยร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เขียนไว้ให้มีศาลอาญาคดีทุจริตกลาง ในต่างจังหวัด ก็ให้เปิดได้ในภาค แต่ก็ต้องดูความพร้อม เช่น งบประมาณ ความสะดวกของคู่ความในการติดต่อราชการด้วย ก็มีความจำเป็นระดับหนึ่ง ซึ่งการเปิดศาลอาญาคดีทุจริตฯ ในภูมิภาคจะเป็นที่ไหนก่อนหลังคงต้องมีการจัดลำดับความจำเป็น

 

- ถ้ามีศาลอาญาคดีทุจริตแล้วสังคมไทยจะได้ประโยชน์อะไร?

                สิ่งหนึ่งที่ได้บอกไว้แล้วก็คือ ความรวดเร็ว แต่ไม่ใช่ไปเร่งรัดคดีจนทำให้จำเลยไม่มีโอกาสต่อสู้คดี เพราะคดีประเภทนี้ต้องให้โอกาสเต็มที่ในการที่จำเลยจะพิสูจน์ตัวเอง เพียงแต่เมื่อเปิดศาลพิเศษทำคดีแบบนี้อย่างเดียวก็จะทำให้คดีเร็วโดยสภาพของมัน เพราะไม่ต้องไปรอเข้าคิวปะปนกับคดีอาญาอื่นๆ เหมือนศาลจังหวัดทั่วไป

 

กม.วิธีพิจารณาคดีทุจริต อุดช่องว่างหนีคดี-ริบทรัพย์

                แม้สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ แล้ว แต่การพิจารณาคดีของศาลจะทำได้ก็ต้องให้ร่าง พ.ร.บ.นี้มีการประกาศใช้ด้วยเช่นกัน ซึ่งตอนนี้ สนช.กำลังพิจารณาอยู่ หลังผ่านความเห็นชอบวาระแรกรับหลักการไปแล้ว

                โดย ชาญณรงค์-ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ฯ พูดถึงสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ที่กำลังจะออกมาในเร็วๆ นี้ว่า สาระสำคัญคือจะกำหนดให้วิธีพิจารณาคดีของศาลต้องใช้ระบบไต่สวนกับคดีทุจริตทุกประเภท ไม่ว่าหน่วยงานไหนเป็นผู้สอบสวน ประโยชน์คือเสริมบทบาทของศาลในการค้นหาความจริง จะเห็นได้ว่าในระบบกล่าวหาศาลจะไม่ค่อยเรียกพยานมาเอง แต่ศาลระบบไต่สวนจะยืดหยุ่นมากกว่า คืออาจจะเรียกพยานมาเบิกความเองก็ได้หากเห็นว่าจำเป็น หรือตั้งผู้เชี่ยวชาญก็ได้

                จุดเด่นของร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตฯ นอกจากให้ใช้ระบบไต่สวนแล้ว เนื้อหาส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นการแก้ไขจุดอ่อนของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญา จุดอ่อนที่สำคัญคือ จำเลยหลบหนี ในระบบการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หากจำเลยหลบหนีศาลต้องหยุดการพิจารณาสืบพยาน เพราะถือเป็นหลักการว่าต้องพิจารณาคดีต่อหน้า แม้จำเลยจะหนีซึ่งเท่ากับไม่ยอมรักษาสิทธิ์ของตัวเองก็ตาม ทำให้การสืบพยานทำต่อไปไม่ได้ และก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะจับจำเลยได้เมื่อใด พยานอาจล้มหายตายจากไป อาจถูกจำเลยไปล็อบบี้ ไปทำลายพยานหลักฐานอะไรต่างๆ ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงบัญญัติให้ชัดเจนว่าในกรณีที่จำเลยหลบหนีศาลสามารถสืบพยานลับหลังจำเลยได้

                สอง-เมื่อจำเลยหลบหนีก็ไม่มีโทษทางอาญาอะไรเพิ่มเติม ในขณะที่หลายประเทศกำหนดโทษสำหรับการหลบหนีในชั้นปล่อยชั่วคราวไว้ กล่าวคือนอกจากจะต้องรับโทษในความผิดที่ถูกฟ้องไว้แล้ว ยังจะต้องถูกลงโทษเพิ่มเติมสำหรับการหลบหนีอีกกระทงหนึ่งด้วย ซึ่งตามร่างกฎหมายฉบับนี้กำหนดโทษจำคุกถึง 6 เดือน

                สาม-คดีอาญามีอายุความในการเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ หากเป็นคดีเล็กน้อยอายุความสั้น เช่น 2 ปี หรือ 5 ปี ถ้าหนีไปจนครบกำหนดดังกล่าวก็ไม่สามารถดำเนินคดีได้แล้ว นอกจากนี้ ถ้าจำเลยหลบหนีและศาลพิพากษาลงโทษ จำเลยที่หลบหนีสามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นมายื่นอุทธรณ์แทนได้ ทั้งที่หนีไปแล้ว ซึ่งแปลกมาก

                เพราะฉะนั้น ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงมีมาตรการอุดช่องว่างหรือจุดอ่อนเหล่านี้ จุดอ่อนเหล่านี้ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากในการดำเนินคดีอาญา

                ประการแรก การที่ต้องหยุดการพิจารณาคดีเมื่อจำเลยหลบหนี เราไม่รู้ว่าจะหยุดถึงเมื่อใด พยานที่เป็นพยานบุคคลหากปล่อยไปนานๆ ความจำก็อาจเลือนไปได้ แล้วที่สำคัญสุ่มเสี่ยงที่อาจจะถูกจำเลยตามข่มขู่หรือไปให้สินบนอะไรต่างๆ หรือหากจำเลยหลบหนีไปนานๆ พยานอาจล้มหายตายจากไป เพราะฉะนั้นร่างกฎหมายวิธีพิจารณาคดีทุจริตฯ จึงบัญญัติว่าหากจำเลยเข้าสู่การพิจารณาของศาลแล้วหลบหนี ศาลมีอำนาจที่จะสืบพยานลับหลังจำเลยได้เพื่อรักษาพยานเหล่านี้ไว้ คือศาลสืบพยานลับหลังได้ เพราะการหลบหนีไปแสดงว่าจำเลยไม่รักษาสิทธิ์ของตัวเองในการที่จะมาสืบพยานแล้ว การให้สืบพยานต่อหน้าก็เพื่อให้จำเลยได้รู้ได้เห็นว่ามีพยานหลักฐานอะไรที่เป็นผลร้ายกับเขา เขาจะได้ชี้แจงอะไรได้ แต่เขากลับหนี แล้วมันสมเหตุสมผลแค่ไหนกับการต้องหยุดการสืบพยานจนกว่าจำเลยจะกลับมา ถึงตอนนั้นพยานอาจหายไปหมดแล้ว

                จุดอ่อนที่ 2 ที่เราแก้ไขคือ ผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หลบหนีไม่มีโทษอะไร แต่หลายประเทศหากหลบหนีไม่ได้เสียแค่เงินประกัน แต่ต้องมีโทษทางอาญาด้วย เช่น หากจำเลยถูกจับกลับมา แม้ในคดีหลัก ศาลจะยกฟ้อง แต่จำเลยต้องรับโทษทางอาญาฐานหลบหนี

                จุดที่ 3 เมื่อหนีไปแล้วอายุความจะไม่เดิน อายุความจะหยุด คือคล้ายจะไม่มีอายุความแล้ว ทุกวันนี้หนีไปมีแต่ประโยชน์ เช่น หลบหนีไปนานๆ อาทิ 5 ปี คดีหมดอายุความก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ร่างนี้ก็จะเหมือนกฎหมาย ป.ป.ช.คือหากหลบหนีไป อายุความให้หยุดไว้ไม่นับ สรุปคือกลับมาเมื่อไหร่ก็โดนดำเนินคดีเมื่อนั้น จะหนีไป 10 ปีกลับมาก็ต้องถูกดำเนินคดี

                จุดที่ 4 หากหนีในวันที่ศาลพิพากษาลงโทษ จะให้คนอื่นมายื่นอุทธรณ์แทนไม่ได้ จำเลยต้องมาแสดงตนต่อศาลแล้วยื่นอุทธรณ์เอง ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ ศาลจะไม่รับอุทธรณ์

สี่จุดนี้คือจุดอ่อนของ ป.วิ.อาญา ในกรณีจำเลยหลบหนีแล้ว คดีอาญาทั่วไปเรียกว่าโอกาสที่จะนำตัวจำเลยกลับมาลงโทษได้มันยากมาก จากประสบการณ์ของเรา ในการติดตามตัวจำเลยที่หลบหนีในชั้นศาลกลับมาแทบจะไม่มีเลย ไม่เห็นเลย ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมีปัญหาตรงไหน

                ดังนั้น หากจะปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม จุดนี้เป็นปัญหาสำคัญมากของกระบวนการยุติธรรมไทย คือการติดตามจำเลยที่หลบหนีกลับมาให้ได้ เพราะปีหนึ่งๆ มีการหลบหนีคดี 5,000 กว่าราย เราเรียกร้องสิทธิเสรีภาพการให้ประกันตัว แต่เราไม่เคยกลับมาดูกันว่าที่ให้ประกันตัวแล้วหนีไป ใครตาม ไม่มีใครตาม ปีหนึ่ง 5 พันกว่าราย เยอะแยะมากมาย ประเทศอื่นไม่มีปัญหามาก กลายเป็นว่าคนที่ถูกฟ้องร้องตกเป็นจำเลย ก็จะใช้ช่องทางนี้ในการทำให้ตัวเองพ้นจากถูกลงโทษแทนที่จะเข้ามาสู้คดี เช่นหนีไปเพื่อให้คดีขาดอายุความ หรือหนีไปแล้วหากจูงใจพยานได้ก็กลับมาสู้คดี แล้วพยานก็เบิกความเป็นคุณกับเขา หนีไปก็ไม่มีโทษทางอาญาเพิ่มเติม ตรงนี้คือจุดอ่อนที่มันไม่ควรจะเกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมของเรา ควรได้รับการแก้ไข ตอนนี้ศาลก็พยายามหาทางแก้ไขอยู่

                ชาญณรงค์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้จุดเด่นอีกอย่างของร่าง พ.ร.บ.ก็คือเรื่อง การริบทรัพย์สิน ซึ่งเป็นมาตรการที่แตกต่างไปจากการริบทรัพย์สินในคดีอาญาปกติ คือคดีอาญาปกติส่วนใหญ่แล้วต้องมีการยึดของกลาง หรือยึดของที่ได้จากการกระทำความผิดเอามาเสนอต่อศาล แล้วเสนอให้ศาลริบตอนศาลตัดสินลงโทษ แต่การริบทรัพย์ในคดีทุจริตที่กำลังทำกันอยู่จะมีมาตรการที่เสริมเติมเข้าไป ก็คือว่าจะให้ ริบทรัพย์ตามมูลค่า คือถึงหากจำเลยไม่มีทรัพย์สินเพราะมีการนำทรัพย์ไปจำหน่ายจ่ายแจกจนหมดแล้ว แต่ก็สามารถพิพากษาให้ริบทรัพย์สินตามมูลค่าหรือประโยชน์ที่คนทำผิดได้ไป

                ...สมมุติบ้าน ที่ดินเอาไปทำอะไรไม่รู้ หายไปหมดแล้ว แต่มูลค่าทั้งหมดประมาณ 10 ล้านบาท ศาลก็สามารถพิพากษาให้ริบทรัพย์สินตามประโยชน์ที่คนทำผิดได้ประโยชน์ไป 10 ล้านบาท ก็คือก็ให้ไปยึดทรัพย์สินอื่น แม้จะไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาจากการทุจริตเพื่อนำมาชดใช้แทน ไม่เหมือนริบทรัพย์ทั่วไป เพราะริบทรัพย์ทั่วไปก็คือ ต้องมีตัวทรัพย์อยู่ให้ริบทรัพย์ แต่อันนี้แม้ทรัพย์อันตรธานหายไป แต่หากตีค่าประโยชน์ที่คนทำผิดได้ไปออกมาเป็น 10 ล้าน ก็ริบทรัพย์ 10 ล้าน โดยให้ไปเอามาจากทรัพย์สินอื่นมาชดใช้ให้ครบ เพราะไม่มีคนทุจริตที่ไหนจะเก็บทรัพย์สินที่ตัวเองได้จากการทุจริตเอาไว้ เขาจะแปลงสภาพไป

 

- แล้วหากผู้ทำผิดเอาทรัพย์ที่ทุจริตไปให้คนอื่น เช่นลูกเมีย?

                หากเป็นทรัพย์ที่ริบได้ก็ตามริบกัน แต่หากเป็นทรัพย์ที่ริบไม่ได้ คือเขาจะใช้ให้มันหมดไป ก็ต้องตีค่าประโยชน์อันนั้นว่าเป็นเท่าใด บางทีมันไม่เป็นทรัพย์ที่เป็นตัวตนให้ริบได้ พูดง่ายๆ คือคนที่ทุจริตเขาอาจไม่ได้ทรัพย์สินมาเป็นตัวตนก็ได้ แต่เขาอาจได้ประโยชน์ในรูปแบบอื่นๆ ได้ประโยชน์อะไรมาก็ริบหมด เพราะถือว่าเป็นประโยชน์ที่ได้จากการทุจริต

                ชาญณรงค์ ย้ำตอนท้ายว่า สำหรับร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตฯ น่าจะออกมาได้ภายในปีนี้ ดังนั้นการเตรียมการเพื่อเปิดศาลอาญาคดีทุจริตก็ต้องเริ่มจากกลางปี คิดว่าอย่างช้าที่สุดน่าจะเป็นภายในปีนี้ศาลอาญาคดีทุจริตจะเปิดทำการได้

                "สิ่งสำคัญคือ วิธีพิจารณาคดีจะทำให้การดำเนินคดีทุจริตเป็นมาตรฐานเดียวและมีประสิทธิภาพมากกว่า ป.วิ.อาญาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการหลบหนี เรื่องการค้นหาความจริงที่ใช้ระบบไต่สวน จะทำให้กระบวนการพิจารณาคดีทุจริตมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม".

 

ศาลกับการปฏิรูป

                จากกระแสตื่นตัวเรื่อง การปฏิรูปประเทศ ที่ทุกภาคส่วนขานรับและมีการขับเคลื่อนกันหลายองค์กร ในส่วนของ ศาลยุติธรรม เองนั้น ชาญณรงค์-ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ประจำสำนักประธานศาลฎีกา ก็ยืนยันว่า ที่ผ่านมาศาลมีการปรับตัวตลอดเวลา ศาลไม่เคยหยุดนิ่ง อะไรที่ศาลสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมายก็ดำเนินการ

                อย่างเช่นเรื่องการพิจารณาคดีต่อเนื่อง ซึ่งศาลลุกขึ้นมาปรับกระบวนการบริหารจัดการคดีทั้งหมด ทำให้ขณะนี้คดีในศาลชั้นต้นเดิมทีก่อนหน้านี้อาจใช้เวลานาน แต่ตอนนี้เหลือแค่ 6 เดือน ไม่เกินหนึ่งปี อาจมีเล็ดลอดบ้างแต่ก็ไม่มาก ส่วนใหญ่แล้ว 96 เปอร์เซ็นต์เสร็จสิ้นภายในหนึ่งปี ขณะที่ศาลอุทธรณ์ก็พิจารณาคดีเสร็จภายในไม่กี่เดือนเร็วมาก

                "ขอให้วางใจได้ว่าศาลมีการปฏิรูปตัวเองตลอดเวลา ดังนั้นเรื่องการปฏิรูปศาลทำอยู่แล้ว แต่กระบวนการยุติธรรมส่วนอื่น เราก็หวังว่าจะได้เห็นการปฏิรูป เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ศาลดำเนินการแต่เพียงฝ่ายเดียว"

                สิ่งหนึ่งที่เราเป็นห่วง คือเรื่อง การติดตามพยาน จะเห็นว่าเรื่องการปฏิรูปศาลทำฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย การพิจารณาคดีที่สำคัญที่สุดคือ พยานหลักฐาน ในคดีอาญา พยานบุคคลเป็นสิ่งที่มีปัญหามาก เพราะการตามพยานบุคคลไม่มีประสิทธิภาพ ฝ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ มีหน้าที่ต้องติดตามพยานมาศาล เราก็หวังว่าสิ่งนี้จะได้รับการแก้ไข เพราะทุกวันนี้ศาลยังต้องมานั่งจ้ำจี้จ้ำไชในเรื่องการนำพยานมาศาล ทั้งที่เป็นหน้าที่ของโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวหาต้องขวนขวาย นำพยานหลักฐานไปพิสูจน์ให้ได้ ไม่ใช่ให้ศาลลงมาติดตามพยาน

                อีกเรื่องที่ศาลทำเองไม่ได้ต้องพึ่งพาฝ่ายบริหาร คือเรื่องการกำหนดวิธีการลงโทษ ต้องอาศัยข้อมูลที่เป็น ภูมิหลังของจำเลย สิ่งเหล่านี้ปรากฏในสำนวนคดีน้อยมาก ก็อยากเห็นว่าการฟ้องใครว่ากระทำความผิด ควรต้องมีสำนวนที่มีภูมิหลังของบุคคลนั้นมาด้วย

                เราอยากเห็นกระบวนการยุติธรรมพัฒนาไปในทิศทางที่เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายผู้เสียหาย ฝ่ายจำเลย และเกิดประสิทธิภาพในการดำเนินคดีทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นศาล รวมถึงกระบวนการราชทัณฑ์และการคุมประพฤติ แต่ก็ยังไม่เห็นอะไรที่ชัดเจน.

                "วิธีพิจารณาคดีจะทำให้การดำเนินคดีทุจริตเป็นมาตรฐานเดียว และมีประสิทธิภาพมากกว่า ป.วิ.อาญาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการหลบหนี เรื่องการค้นหาความจริงที่ใช้ระบบไต่สวน จะทำให้กระบวนการพิจารณาคดีทุจริตมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม"

                "ปัญหาสำคัญมากของกระบวนการยุติธรรมไทย คือการติดตามจำเลยที่หลบหนีกลับมาให้ได้ เพราะปีหนึ่งๆ มีการหลบหนีคดี 5,000 กว่าราย เราเรียกร้องสิทธิเสรีภาพการให้ประกันตัว แต่เราไม่เคยกลับมาดูกันว่าที่ให้ประกันตัวแล้วหนีไป ใครตาม ไม่มีใครตาม"

 

 

 

ที่มา : ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย