คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์บัณฑิต : สร้างประเทศด้วยธรรมาภิบาล

16 สิงหาคม 2559

ดร.บัณฑิต นิจถาวร

                อาทิตย์ที่แล้ว ผมไปร่วมเป็นผู้อภิปรายเรื่อง แนวทางการพัฒนา ธรรมาภิบาลในระยะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ. 2560-2564 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ วันนี้จึงอยากแชร์ความเห็นของผมในเรื่องนี้

                แผนพัฒนาฉบับที่ 12 จะเป็นครั้งแรกที่แผนพัฒนาให้ความสำคัญเรื่องธรรมาภิบาลหรือการกำกับดูแลกิจการที่ดี เป็นประเด็นการพัฒนาประเทศ ซึ่งจำเป็นและสำคัญมากสำหรับเศรษฐกิจไทยขณะนี้ เพราะหลายปัญหาที่ประเทศมีอยู่และดูจะแก้ไขไม่ได้ ล้วนมีต้นเหตุมาจากการขาดธรรมาภิบาล ซึ่งได้มีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ ต่อความ มีเสถียรภาพทางการเมือง และต่อความรุนแรง ของปัญหาคอร์รัปชัน สิ่งเหล่านี้เมื่อบวกกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่เอื้ออำนวยต่อประเทศไทยน้อยลง เศรษฐกิจไทยช่วง สิบปีที่ผ่านมาจึงขยายตัวในอัตราที่ต่ำ

 

                ในความเห็นของผม ธรรมาภิบาลที่ดีกับการขยายตัวของเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพในระยะยาวเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก เพราะถ้าธรรมาภิบาลไม่ดี ประเทศก็จะมีแต่ ความไม่แน่นอนไม่มีใครอยากลงทุน ดังนั้น การพัฒนาธรรมาภิบาลให้ดีขึ้นจึงสำคัญ ต่อการลงทุน ต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ และต่อการหลุดออกจากกับดักประเทศ รายได้ปานกลางที่ประเทศไทยประสบอยู่ขณะนี้ ที่ประเทศไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่ระดับการพัฒนาที่สูงขึ้น แล้วเราจะพัฒนาธรรมาภิบาลของประเทศอย่างไร

                การพัฒนาต้องทำสองด้าน คือ ด้านของ ภาครัฐ และด้านของภาคเอกชน ในส่วนของภาคเอกชน หลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 การพัฒนาธรรมาภิบาลภาคเอกชนได้มีการขับเคลื่อนต่อเนื่อง ผ่านบทบาทร่วมกันของหน่วยงานกำกับดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย ของสถาบันในภาคเอกชน เช่น สถาบันกรรมการบริษัทไทย สมาคมนักลงทุนไทย นักลงทุนสถาบัน และของบริษัทจดทะเบียน บทบาทเหล่านี้เป็นเหมือน "กลไกตลาด" ที่ผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนปรับตัวไปสู่การกำกับดูแลกิจการที่ดีตามมาตรฐานสากล และมีผลให้การปฏิบัติตามหลักการ กำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทจดทะเบียนไทยมีพัฒนาการที่ดีต่อเนื่อง ทั้งจากการประเมินของสถาบันไอโอดี และของโครงการ ASEAN CG Scorecardที่บริษัท จดทะเบียนไทยเป็นผู้นำในเรื่องการกำกับดูแลกิจการในอาเซียน

                อย่างไรก็ตาม ธรรมาภิบาลในภาคเอกชนไทยยังมีประเด็นที่ต้องทำอีกมาก โดยเฉพาะการทำหน้าที่ของคณะกรรมการและประเด็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นอกจากนี้ก็มีปัญหาการปฏิบัติจริงตามนโยบาย (Form vs Substance)ที่ผู้บริหารและกรรมการบางบริษัทไม่ทำตามนโยบายการกำกับดูแลกิจการของบริษัทที่ประกาศไว้ จนเกิดการทำผิด กฎหมายและเป็นข่าวใหญ่โต ชี้ถึงความอ่อนแอ ของจริยธรรมและวัฒนธรรมองค์กรของบริษัท นอกจากนี้ก็จำเป็นต้องขับเคลื่อน การกำกับดูแลกิจการที่ดีให้กระจายไปสู่ บริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ ธุรกิจครอบครัว ธุรกิจเอสเอ็มอี รวมถึงมูลนิธิและสมาคมต่างๆ เพื่อให้การกำกับดูแลกิจการที่ดีเกิดขึ้น กว้างขวางในภาคเอกชน ยกระดับธรรมาภิบาล ในภาคเอกชนไทยให้สูงขึ้น

                แต่ที่ท้าทายและเป็นปัญหาเร่งด่วน ก็คือ ธรรมาภิบาลภาครัฐ ที่มีปัญหามาก และเป็นประเด็นสำคัญทั้งต่อประสิทธิภาพของระบบราชการ การทำธุรกิจของภาคเอกชน และความมั่นคงของประเทศ แม้เราจะไม่มี ระบบที่ประเมินการปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการของภาครัฐ เหมือนในภาคเอกชน แต่ความรุนแรงของปัญหาคอร์รัปชันที่มีอยู่ก็เป็นเครื่องชี้ที่ดีถึงปัญหาธรรมาภิบาลภาครัฐที่ประเทศไทยมีอยู่ขณะนี้ และสะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่องใน ธรรมาภิบาลภาครัฐในเกือบทุกมิติ เช่น ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ไม่สามารถแยกแยะได้ระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวม

การบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ ความไม่ โปร่งใสในการทำหน้าที่ของหน่วยงาน ปัญหา จริยธรรมและความรับผิดรับชอบของคนที่อยู่ใน ตำแหน่งและการใช้ดุลยพินิจและการตัดสินใจ ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อผลประโยชน์ของ ส่วนรวม (Public Interest)ทั้งหมด ทำให้ปัจจัยต้นๆ ที่นักลงทุนและนักธุรกิจทั้งในและ ต่างประเทศมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญในการ ทำธุรกิจในประเทศไทยล้วนเกี่ยวข้องกับการ ทำหน้าที่ของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น เสถียรภาพ ทางการเมือง ปัญหาคอร์รัปชัน ประสิทธิภาพ ของระบบข้าราชการ ความต่อเนื่องของนโยบาย และความเพียงพอของสาธารณูปโภคพื้นฐาน

 

แล้วเราจะแก้ไขอย่างไร ความเห็น ของผมก็คือ

                ในส่วนภาคเอกชน กลไก "ตลาด" ที่ได้ พูดถึงที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาการ กำกับดูแลกิจการที่ดีในภาคเอกชน เป็นรูปแบบ ที่ควรสนับสนุนต่อไป แต่ควรเสริมให้มี ประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างน้อยในสองมิติ มิติแรก คือ มีการสนับสนุนโดยภาครัฐสำหรับ บริษัทที่ทำเรื่องธรรมาภิบาลได้ดี เพื่อแสดงชัดเจนว่าเป็นค่านิยมที่ภาครัฐให้ความสำคัญ เช่น บริษัทที่จะมาเป็นคู่สัญญากับภาครัฐใน โครงการก่อสร้างและการจัดซื้อจัดจ้าง ขนาดใหญ่ ต้องเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาล ที่ดี และมีนโยบายและระบบควบคุมภายใน ที่เหมาะสมในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน มิติที่สอง คือ หน่วยงานกำกับดูแลต้องผลักดัน การบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดกว่า ที่เป็นอยู่ สามารถเอาผิดลงโทษคนที่กระทำผิด ได้อย่างจริงจัง เพื่อลดแรงจูงใจที่จะทำผิด ถ้าไม่ทำ การผลักดันธรรมาภิบาลภาคเอกชน ไปสู่ระดับที่สูงขึ้นก็จะมีข้อจำกัด สำหรับภาคราชการ หนึ่ง รัฐต้องทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพจริงจัง นำไปสู่การจับกุมลงโทษคนทุกระดับที่ ทำผิด ถ้าประเด็นนี้ไม่เกิดขึ้น การเปลี่ยน พฤติกรรมสังคมไปสู่การทำในสิ่งที่ถูกต้อง ก็จะเกิดขึ้นยาก เพราะคนไม่กลัวที่จะทำผิด กฎหมาย สอง ผู้นำในภาครัฐไม่ว่านักการเมือง รัฐบาล และข้าราชการระดับสูง ต้องเป็น ตัวอย่างของพฤติกรรมที่เหมาะสม ที่มี ธรรมาภิบาลที่ดี เพราะถ้าผู้นำหรือหัวหน้า องค์กรขาดธรรมาภิบาลเสียเอง มีพฤติกรรม ไม่เหมาะสม เราก็คงจะหวังอะไรยากจาก ผู้ปฏิบัติงานในองค์กร สาม ต้องสร้าง กลไกตรวจสอบภาครัฐให้เกิดขึ้นจริงจัง โดยให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลและการตรวจสอบจากภายนอก

ในทุกประเทศการตรวจสอบที่เข้มแข็งโดยองค์กรภายนอก โดยเฉพาะจากภาคประชาสังคม (Civil Society)คือ เงื่อนไขสำคัญของการสร้างธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งให้กับประเทศหลายปัญหาที่ประเทศมีอยู่และดูจะแก้ไขไม่ได้ ล้วนมีต้นเหตุมาจากการขาดธรรมาภิบาล ซึ่งมีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเมือง และความรุนแรงของปัญหาคอร์รัปชัน

 

 

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 16 สิงหาคม 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย