COMMISSION

เมื่อค่า COMMISSION คือการ CORRUPTION

โดย เมธี ครองแก้ว

ในการทำธุรกิจของเอกชนนั้น การจ่ายค่าคอมมิชชั่นหรือจะเรียกว่าค่าบริการ (Service Fee) หรือค่าตัวแทนหรือนายหน้า (Representative Fee) หรือคำอื่นๆ ซึ่งมีความหมายว่าเป็นค่าตอบแทนผู้ที่เป็นธุระหาลูกค้าหรือสร้างการขายให้แก่เจ้าของกิจการนั้นถือเป็นเรื่องปกติที่ทำกันอยู่ตลอดเวลา เป็นผลตอบแทนให้แก่ผู้ที่ช่วยทำให้อุปสงค์และอุปทานได้มาพบกัน

แต่พอขยายขอบเขตของค่าคอมมิชชั่นเข้ามาในบริบทของการทำธุรกรรมหรือการซื้อขายในภาครัฐประเด็นก็เปลี่ยนไป

คำถามก็คือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ว่าระดับใดก็ตามเช่น ระดับผู้กำหนดนโยบาย ระดับปฏิบัติการ หรือระดับสนับสนุน มีสิทธิหรือสามารถรับค่าคอมมิชชั่นจากผู้ขายหรือเจ้าของกิจการภาคเอกชนได้หรือไม่?

หรือคำถามก่อนนั้นอีกคือ ผู้ขายหรือเจ้าของกิจการสามารถจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น หรือผู้ที่เกี่ยวข้องหรือรู้จักกับเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวได้หรือไม่?

ในปัจจุบันมีบทบัญญัติทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้และการรับค่าคอมมิชชั่นในภาครัฐอย่างไรบ้าง?

ต่อประเด็นคำถามว่า ผู้ประกอบการหรือเจ้าของกิจการสามารถจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อให้เกิดธุรกรรม หรือการซื้อขายสินค้าหรือบริการแก่หน่วยงานของรัฐนั้นๆ ได้หรือไม่?

คำตอบคงอยู่ที่ว่าค่าคอมมิชชั่นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเงินสินบนที่ให้หรือสัญญาว่าจะให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 144 ของประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่?

มาตรา 144 กล่าวไว้ว่า ผู้ใดให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำการอันมิควรด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 144 นี้ใช้กับผู้ประกอบการที่ให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ถือเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงาน และถ้าเจ้าพนักงานผู้นั้นรับเงินสินบนดังกล่าวนั้นไว้ ก็จะมีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ของตนตามมาตรา 149 ด้วย

ซึ่งมาตรา 149 จะกล่าวว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาทหรือประหารชีวิต

อย่างไรก็ตาม จะสังเกตเห็นว่ามาตรา 144 จะใช้กับเจ้าพนักงานที่ได้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่เท่านั้น ถ้าเจ้าพนักงานคนนั้นกระทำการตรงไปตรงมา มิได้เป็นการทุจริตหรือเอื้อประโยชน์อันมิควรได้ให้แก่ผู้ใด ค่าคอมมิชชั่นที่ผู้ประกอบการให้ก็อาจไม่เข้าข่ายเป็นเงินสินบนซึ่งเป็นความผิดตามมาตรานี้

มาตรา 149 ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเจ้าหนักงานผู้นั้นเรียกร้องค่าคอมมิชชั่น แต่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ แต่เพื่อประโยชน์ของรัฐหรือทางราชการก็อาจไม่เข้าข่ายเป็นความผิดได้เหมือนกัน

แต่สำหรับในประเด็นหลังนี้ยังมีความเสี่ยงอยู่ เพราะในประโยคต่อไปของมาตรานี้ ระบุว่าการกระทำดังกล่าวในตำแหน่งหน้าที่นั้น ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ก็ตาม ก็อาจถือว่าเป็นความผิดด้วยเหมือนกัน

โดยสรุปว่าเมื่อใดก็ตามเจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะเจ้าพนักงานรับเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดจากบุคคลใดก็แล้วแต่ มีความเสี่ยงต่อการกระทำความผิดทั้งนั้น

ซึ่งก็ตรงกับเจตนารมณ์ของผู้ร่างกฎหมายหลักการต่อต้านการทุจริตของไทย ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 103 กำหนดไว้ว่า ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลนอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดตามธรรมจรรยา ตามหลักเกณฑ์และจำนวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด

เป็นที่แน่ใจได้เลยว่าไม่มีทางที่จะมีกฎหมายฉบับไหนหรือกฎ ข้อบังคับที่ไหนที่จะบอกว่าผู้ประกบการคนใดจะสามารถจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐคนใด หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐคนนั้นได้

เพราะฉะนั้นถ้าจะยึดเจตนารมณ์ของมาตรา 103 เป็นหลักแล้ว การรับค่าคอมมิชชั่นโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐมีโอกาสเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 103 ของ พ.ร.บ. ป.ป.ช. ได้ทั้งสิ้น ยกเว้นแต่ว่าคอมมิชชั่นนั้นเป็นไปโดยธรรมจรรยาและในจำนวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2543 คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ออกประกาศเรื่องหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2543 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 117 ตอนที่ 118 ก วันที่ 19 ธันวาคม 2543) โดยได้นิยามข้อความว่า "การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา" ให้ความหมายว่าการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากญาติ หรือจากบุคคลที่ให้กันในโอกาสต่างๆ โดยปกติตามขนบธรรมเนียม ประเพณี หรือวัฒนธรรม หรือให้กันตามมารยาทที่ปฏิบัติกันในสังคม

ประกาศฉบับนี้ยังได้อธิบายต่อไปว่า ถ้าเป็นการให้โดยญาติซึ่งให้โดยเสน่หา ก็อาจจะอนุโลมให้ตามจำนวนที่เหมาะสมตามฐานานุรูป

แต่ถ้าเป็นการให้โดยบุคคลอื่นแล้ว (เช่นผู้ประกอบการจะให้ค่าคอมมิชชั่นแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง) ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ว่านี้จะต้องไม่เกิน 3,000 บาท ในการรับจากแต่ละบุคคลและในแต่ละโอกาส

ซึ่งเมื่อถือตามนี้แล้ว เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดก็ตาม (รวมทั้งผู้ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นรับรู้หรือรู้เห็นเป็นใจด้วย) รับค่าคอมมิชชั่นจากผู้ใดก็ตามก็ต้องถือว่ามีความเสี่ยงต่อการกระทำผิดตามมาตรา 103 นี้ทั้งสิ้น

ตรงจุดนี้เองที่เป็นความหมายของชื่อบทความนี้ว่า การให้หรือรับค่าคอมมิชชั่นคือการคอร์รัปชั่นนั้นเอง

เรื่องทั้งหมดดูเหมือนว่าจะจบลงตรงนี้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ (และญาติมิตรหรือพวกพ้อง) ที่รับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากเอกชนซึ่งนอกเหนือไปจากค่าตอบแทนจากการปฏิบัติหน้าที่โดยปกติของตนที่ได้รับจากทางราชการ (คือ เงินเดือน และค่าตอบแทนและสวัสดิการทางราชการอื่น) อาจเข้าข่ายเป็นการทุจริตได้ทั้งสิ้น

แต่สภาพความจริงกลับกลายเป็นว่า มีการออกระเบียบภายในระบบราชการเองให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลประเภทได้รับเงิน หรือผลประโยชน์พิเศษจากการปฏิบัติงานตามหน้าที่ตามปกติ

เช่น ข้าราชการในบางกระทรวงสามารถมีรายได้จากเงินรางวัลจากการขายทอดตลาดสินค้าผิดกฎหมายที่ถูกจับได้ถึงเดือนละ 500,000 บาท โดยเงินจำนวนนี้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกต่างหาก

เป็นไปได้ว่าระเบียบข้อบังคับของทางราชการที่ยอมให้ทำเช่นนี้ได้น่าจะขัดกับหลักกฎหมายบางฉบับ หรือหากไม่ขัดก็มีความไม่เหมาะสมว่าข้าราชการที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ทำไมรัฐจะต้องให้รางวัลตอบแทนเป็นพิเศษมากขนาดนั้น

ข้าราชการที่มีหน้าที่แล้วไม่ทำ ย่อมเข้าข่ายความผิดการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา

หรือมิเช่นนั้น หากไม่ทำอะไรเลยก็อาจถูกปรับออกด้วยการปฏิบัติหน้าที่ที่ขาดประสิทธิภาพได้เหมือนกัน

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11308 มติชนรายวัน  หน้า 6

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย