ม.44 ผุดกก.จัดซื้อภาครัฐประเดิมคุม7รถไฟทางคู่

27 กุมภาพันธ์ 2560


 

          ม.44 สั่งรื้อระบบจัดซื้อจัดจ้างหน่วยงานของรัฐเพื่อให้เกิดความโปร่งใสตรวจสอบได้ ผุดคณะกรรมการ 12 คน มีอำนาจกำกับ เร่งรัด ติดตาม ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างรับเรื่องร้องเรียนจากภาครัฐและเอกชน สั่งระงับการดำเนินการบางขั้นตอนได้ ประเดิมคุม 7 โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ "ประยุทธ์" ลั่นเอาจริงกับการแก้ไขปัญหาทุจริตปิดรูรั่วให้ได้มากที่สุด

          เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 11/2560 เรื่อง การกำกับการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐ ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 ก.พ.เป็นต้นไป

 

          เนื้อหาคำสั่งระบุว่า ตามที่รัฐบาลได้ กำหนดนโยบายที่สำคัญในการบริหารประเทศ โดยให้การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ต้องอาศัยเวลาดำเนินการในระยะยาว แต่ต้องเร่งดำเนินการให้ทันต่อการพัฒนาและความต้องการของประชาชนเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาด้านอื่นๆ ตามมาอย่างต่อเนื่องโดยเร็ว เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและการขนส่งที่มีมูลค่าสูงและต้องใช้เทคโนโลยีทันสมัย แต่ทั้งนี้การดำเนินการทุกขั้นตอนต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล รวมถึงหลักการและแนวทางของข้อตกลงคุณธรรม

          "จึงจำเป็นต้องกำหนดให้มีกระบวนการกำกับการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามหลักการและแนวทางดังกล่าว อันจะนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่เข้าร่วมในการดำเนินกิจการของรัฐ ส่งเสริมให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และเกิดความไว้วางใจแก่ประชาชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูประเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และส่งผลต่อภาพลักษณ์อันดีของประเทศ โดยเฉพาะในระหว่างรอการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ซึ่งยังต้องใช้เวลาอีก 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาจึงจะมีผลใช้บังคับ"

          อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับ ชั่วคราว) พ.ศ.2557 หัวหน้า คสช.โดยความเห็นชอบของ คสช.จึงมีคำสั่งดังนี้ ข้อ 2 ให้มีคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง ประกอบด้วย (1) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นประธานกรรมการ (2) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ และอัยการสูงสุด เป็นกรรมการ (3) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งโดย ความเห็นชอบของ ครม. จำนวนไม่เกิน 3 คน เป็นกรรมการ นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของ ครม.อาจแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ จากองค์กรวิชาการหรือวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับโครงการนั้นๆ เพิ่มขึ้นอีกได้จำ นวนไม่เกิน 3 คน เป็นกรรมการ (4) อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นกรรมการ และเลขานุการให้อธิบดีกรมบัญชีกลางแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐจำนวนไม่เกิน 2 คนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

          ข้อ 3 ประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ให้พิจารณาแต่งตั้งจากผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรมการเงิน การคลัง การบริหารจัดการ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อการกำกับการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐ และต้องไม่เป็นข้าราชการการเมืองผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นในพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง

          ข้อ 4 ประธานกรรมการและกรรมการ ต้องไม่เป็นผู้ที่มีส่วนได้เสียทั้งทางตรงและทางอ้อมในโครงการที่จะมีการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งตนมีหน้าที่และอำนาจในการกำกับดูแลตามคำสั่งนี้ ทั้งนี้ หากมีกรณีดังกล่าว ให้เลขานุการหรือคณะกรรมการรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบเพื่อวินิจฉัยสั่งการตามที่เห็นสมควร

          ข้อ 5 ให้คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (1) กำกับ เร่งรัด ติดตาม และตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้างจนสิ้นสุดสัญญา ทั้งนี้ ในกรณีที่การจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ หรือไม่มีความซับซ้อน หรืออยู่ภายใต้ข้อจำกัดตามกฎหมาย หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการอาจตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างเพียงบางส่วนหรือบางขั้นตอนก็ได้ (2) สั่งการให้หน่วยงานของรัฐที่มีการจัดซื้อจัดจ้างกระทำการหรือไม่กระทำการใดๆ หรือดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีการใด เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างมีความโปร่งใสและเป็นธรรมตามหลักธรรมาภิบาล (3) รับและพิจารณาข้อร้องเรียนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมทั้งจากผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย (4) เร่งรัด ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการ (5) เรียกให้หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลอื่นใดที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงหรือให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณา (6) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น (4) ดำเนินการอื่นใดที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการกำกับ เร่งรัด ติดตาม และตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐ (8) รายงานผลการดำเนินการตามคำสั่งนี้ต่อนายกรัฐมนตรี (9) ปฏิบัติงานอื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมายในกรณีที่พิจารณาข้อร้องเรียนตาม (3) แล้วรับฟังได้ว่า หน่วยงานของรัฐมิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง หรือมีการกระทำที่ส่อว่าเกิดการทุจริต ให้คณะกรรมการมีอำนาจ

          แจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ สำนักงานการตรวจเงินแผ่น ดิน หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ หรือคณะกรรมการจะแจ้งหรือแนะนำให้หน่วยงานของรัฐที่มีการจัดซื้อจัดจ้างปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง ทั้งนี้ ในกรณีที่เห็นว่ามีเหตุจำเป็นจะเสนอแนะให้พิจารณาระงับการดำเนินการบางขั้นตอนไว้ก่อน หรือให้ดำเนินการต่อโดยเริ่มจากขั้นตอนหนึ่งขั้นตอนใดตามที่เห็นสมควรก็ได้

          ข้อ 6 เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบการดำเนินโครงการของรัฐที่ใช้งบประมาณในการดำเนินการที่มีวงเงินสูง หรือโครงการของรัฐที่อยู่ในความสนใจของประชาชน นายกรัฐมนตรีอาจมอบหมายให้คณะกรรมการพิจารณาตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการโครงการดังกล่าวที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับของคำสั่งนี้ได้ ทั้งนี้ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลตามที่คณะกรรมการร้องขอ

          ข้อ 7 ให้กรมบัญชีกลางรับผิดชอบงานธุรการและสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการ

          ข้อ 8 ให้โครงการดังต่อไปนี้ และโครงการอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีกำหนด ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการในวันก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการตามคำสั่งนี้ (1) โครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางรถไฟสายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทราคลองสิบเก้า-แก่งคอย (2) โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น (3) โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ (4) โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ (5) โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงนครปฐม-หัวหิน (6) โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงหัวหินประจวบคีรีขันธ์ (7) โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร

          ข้อ 9 ในวาระเริ่มแรก ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งประธานกรรม การและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามข้อ 2 โดยมิให้นำความในข้อ 3 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับ แล้วแจ้งคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ

ช่วงเช้า ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.) ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องการป้องกันและแก้ไขการทุจริตในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประมูล การก่อสร้าง วันนี้กำลังร่างมาตรา 44 ในเรื่องของการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลในโครงการที่มูลค่า 5,000 ล้านขึ้นไป ที่ต้องมีการตรวจสอบตั้งแต่ขั้นต้น โดยกรมบัญชีกลางจะมีหน้าที่ในการออกกฎระเบียบใหม่ในเรื่องของราคากลาง ให้มีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยในการกำหนดราคากลาง

"และไปดูในเรื่องการคิดโครงการของ กระทรวงต่างๆ ว่ามีความเหมาะสมหรือสอด คล้องกับยุทธศาสตร์หรือไม่ เป็นโครงการที่รัฐบาล ครม.ได้อนุมัติไปแล้ว จะไปดูในเรื่องขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง ประกวดราคา กำหนดทีโออาร์ ทั้งหมดจะเห็นว่ารัฐบาลพยายามอย่างเต็มที่ ซึ่งต้องช่วยกันเฝ้าดูและเฝ้าระวังคนไม่ดีก็มีอยู่ทั่วไป ปิดรูรั่วให้มากที่สุด รัฐบาลนี้เอาจริงในเรื่องนี้ แต่เป็นธรรมดา เพราะหลายเรื่องเกิดมานาน ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ก็ค่อยๆ แก้กันไปให้เร็วที่สุด" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว.

 

 

ที่มา : ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย