บัญชีกลางเร่งคลอดกม.ลูก95ฉบับ มั่นใจครม.ตีกรอบจัดซื้อจัดจ้างไม่ฉุดเบิกจ่ายชะลอ

9 มีนาคม 2560


 

กรมบัญชีกลางเร่งทำคลอดกฎหมายลูก 95 ฉบับ ก่อน พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ภาครัฐ มีผลใช้บังคับ 23 ส.ค. 60 เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็น มี.ค.นี้ แจง ครม. เห็นชอบแนวทางปรับระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ใช้กับ "ส่วนราชการ-รัฐวิสาหกิจ" ช่วง 180 วันระหว่างรอ พ.ร.บ.มีผล มั่นใจไม่ฉุดเบิกจ่ายชะลอ

          นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 ส.ค. 2560 หรือ 180 วัน นับจากลงประกาศราชกิจจานุเบกษา ซึ่งระหว่างนี้กรมบัญชีกลางจะต้องเร่งจัดทำกฎหมายลูก ซึ่งได้ระดมเจ้าหน้าที่คลังจังหวัดทั่วประเทศมาร่วมจัดทำกฎหมายลูกแล้ว

 

          ทั้งนี้ ทางกรมบัญชีกลางรายงานว่า ภายใต้ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ จะมีเรื่องที่ต้องดำเนินการ ออกกฎหมายลูกด้วยกันทั้งสิ้น 95 เรื่อง ประกอบด้วย ออกเป็นพระราชกฤษฎีกา 1 เรื่อง กฎกระทรวง 31 เรื่อง ระเบียบ 47 เรื่อง ประกาศคณะกรรมการนโยบาย 9 เรื่อง ประกาศคณะกรรมการราคากลาง 4 เรื่อง และประกาศคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต 3 เรื่อง

โดยทางกรมบัญชีกลางกำหนดด้วยว่า หลังจากยกร่างระเบียบต่าง ๆ แล้ว จะเปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้อง ในช่วงเดือน มี.ค.นี้

          อย่างไรก็ดี ระหว่างที่ยังรอ พ.ร.บ.บังคับใช้ นางสาวสุทธิรัตน์กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ใช้แนวทางการปรับระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐทั้งในส่วนของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เพื่อ แก้ปัญหา 3 ประเด็น ได้แก่ 1) ปัญหาเกี่ยวกับการกำหนดขอบเขตของงาน (TOR) ไม่ชัดเจน หรือกำหนดคุณลักษณะเฉพาะเป็นการล็อกสเป็ก และกำหนดราคากลางสูงเกินความเป็นจริง โดยให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจจัดทำข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact : IP) มาใช้ และให้ ผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมสังเกตการณ์ ตรวจสอบโครงการตลอดระยะเวลาตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำราคากลาง ร่างขอบเขต TOR จนกระทั่งเสร็จสิ้นโครงการ

          ขณะเดียวกันยังเพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อ สอบทานราคากลางงานก่อสร้าง รวมถึงให้กรมบัญชีกลางนำข้อมูลการจัดซื้อครุภัณฑ์ในระบบ e-GP มากำหนดเป็นราคากลางครุภัณฑ์ และปรับปรุงข้อมูลราคากลางให้เป็นปัจจุบันเสมอ

          2) ปัญหาการสมยอมราคาในการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (การฮั้วประมูล) ให้เพิ่มอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับหลักเกณฑ์และตรวจสอบราคากลางงานก่อสร้าง ให้มีอำนาจในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่มีสิทธิเป็นผู้ยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานของรัฐ พร้อมให้กรมบัญชีกลางกำหนดแนวทางการประเมินผลผู้ประกอบการ โดยพิจารณาจากความสามารถของคู่สัญญาในการปฏิบัติงาน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ายื่นข้อเสนอหรือเข้าทำสัญญากับหน่วยงานภาครัฐ

          นอกจากนี้ สำหรับงานก่อสร้างที่มีวงเงินตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป และเป็นการดำเนินงานที่มีรายละเอียดซับซ้อน มีเทคนิคเฉพาะ จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ทางยกระดับ อุโมงค์ใต้ดิน ท่าเรือขนส่ง เป็นต้น ให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการประกาศประกวดราคานานาชาติ (International Bidding) เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันมากขึ้น

          และ 3) ปัญหาการจัดซื้อผ่านคนกลาง ซึ่งทำให้เกิดความไม่สมเหตุสมผลในการดำเนินงาน และทำให้เกิดความไม่โปร่งใส ให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการจัดซื้อกับผู้ผลิตโดยตรงโดยไม่ให้ซื้อผ่านผู้แทนจำหน่าย เว้นแต่มีเหตุผลความจำเป็น ซึ่งจะต้องระบุเหตุผลความจำเป็นไว้ในรายงานการจัดซื้อด้วย

"การนำเรื่องเหล่านี้มาใช้จะไม่มีผลให้การเบิกจ่ายชะลอ เพราะไม่ได้มาทำให้เกิดการขัดขวางการเบิกจ่าย เพียงแต่เป็นการทำให้โปร่งใสขึ้น มีการคัดกรองที่ดี ช่วงแรกอาจจะมีผลกระทบบ้าง แต่พอตั้งตัวได้แล้วก็สามารถเดินหน้าไปได้เป็นปกติ ไม่น่ามีปัญหา" นางสาวสุทธิรัตน์กล่าว

 

 

 

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2560

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย