ป.ป.ช.ยันตามเดิม! ฟันวินัย-อาญา4‘บิ๊ก’ ตร.คดีซื้อจักรยานยนต์ไทเกอร์1.1พันล้าน

20 มีนาคม 2560


 

          ป.ป.ช. มีมติยืนยันตามเดิม ฟันวินัย-อาญา 4 บิ๊กตำรวจ พันคดีจัดซื้อรถจักรยานยนต์ไทเกอร์ 1.1 พันล้านช่วงปี57 หลังร้องขอความเป็นธรรม ส่งเรื่องให้ สตช.-อสส. แล้ว พล.ต.อ.วัขรพลเผยแม้เกษียณก็ดำเนินการได้

 

          เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2560 รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งว่า พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ลงนามในหนังสือส่งไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ขอให้พิจารณาโทษทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 ราย ได้แก่ พล.ต.ท.ประชิน วารี พล.ต.ต.สมพงษ์ น้าเจริญ พล.ต.ต.อิทธิพล พิริยะภิญโญ และ พ.ต.ต.สัจจะ คชหิรัญ ในคดีการจัดซื้อรถจักรยานยนต์สายตรวจรุ่นไทเกอร์ พร้อมอุปกรณ์ทดแทน จำนวน 19,147 คัน วงเงิน 1,144,550,600 บาท ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดเคยถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดไปแล้วเมื่อปี 2557

          พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวถึงกรณีนี้ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลเรื่องดังกล่าว และส่งเรื่องให้ สตช. เพื่อดำเนินการทางวินัย และส่งสำนวนไปยัง อสส. เพื่อดำเนินคดีอาญาแล้ว โดยผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดอยู่ในคณะกรรมการจัดซื้อและคณะกรรมการประกวดราคา ปัจจุบันเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่สามารถดำเนินการทางวินัยได้

          ส่วนนายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า สาเหตุที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากเคยชี้มูลความผิดกรณีนี้ไปแล้วเมื่อปี 2557 เนื่องจากมีผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2-3 ราย ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมเข้ามา ป.ป.ช. จึงพิจารณาอีกครั้งในประเด็นความเสียหายของคดี ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วยืนยันมติเดิมที่เคยชี้มูลความผิดผู้ถูกกล่าวหา จึงส่งเรื่องให้ สตช. ดำเนินการทางวินัย และให้ อสส. ดำเนินการทางอาญา

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 4 ราย ตามสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. ระบุว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของ พล.ต.ท.ประชิน พล.ต.ต.สมพงษ์ และ พล.ต.ต.อิทธิพล มีความผิดทางวินัยร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ของทางราชการ ตามมติคณะรัฐมนตรี จรรยาบรรณตำรวจ และนโยบายของรัฐบาล เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อราชการอย่างร้ายแรง รวมทั้งผิดฐานประมาทเลินเล่อในราชการ เป็นเหตุให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ตำรวจ พ.ศ.2547

          ส่วน พล.ต.ต.สัจจะ มีมูลความผิดทางวินัยร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองและผู้อื่นได้รับผลประโยชน์ที่มิควรได้ตาม พ.ร.บ.ตำรวจฯ และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว) หรือกระทำการใด ๆ โดยมุ่งมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐตาม พ.ร.บ.ฮั้ว

          ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขอให้ผู้บังคับบัญชาหรือมีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนได้พิจารณาลงโทษภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องจาก ป.ป.ช. รวมทั้งส่งสำเนาการลงโทษกลับมาให้ ป.ป.ช. ภายใน 50 วัน นับแต่วันที่ออกคำสั่ง ส่วนความผิดทางอาญาให้ส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินการแก่บุคคลดังกล่าว

 

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา วันที่ 20 มีนาคม 2560

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย