จำคุก 318 ปี อดีตนายก อบต.กาฬสินธุ์ ทุจริต-พวกอีก24ราย

7 เมษายน 2560


 

จำคุก " อดีตนายก อบต.ทุ่งคลองกาฬสินธุ์"  49 กระทง 318 ปี ตัวการทีมกรรมการคุมสอบพนักงานตำบล ทุจริตเรียกรับเงินแสน อดีตปลัด อบต.-ทีมช่วยเหลือ 23 คนโดนถ้วนหน้า

          เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 60 ที่ผ่านมา นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ 3513/2554 เรื่องการทุจริตเรียกรับเงินเพื่อช่วยเหลือให้สอบเข้าได้และบรรจุแต่งตั้งเป็นพนักงานส่วนตำบลทุ่งคลอง และกระทรวงมหาดไทย

 

          ทั้งนี้พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายถาวร บุตรศรี อดีต นายก อบต.ทุ่งคลอง อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการบริหาร อบต.ทุ่งคลอง , พ.ต.ท.จักรินรัชต์  อินทร์แปลง ประธานสภา อบต.กมลาไสย ,นายสมบัติหรือพงศ์ศรัณย์  พิมโคตร ปลัดอบต.สำราญ ,ว่าที่ร.ต.สุรสิทธิ์  ศิริ ปลัด อบต.สมเด็จ ,นายฉลอง  เทือกภูเขียว ปลัด อบต.ทุ่งคลอง , นายฉัตรชัย  เยื้องกลาง ปลัดอบต.ภูแล่นช้าง , นายวิชัย  จันทุดม ปลัดอบต.ดินจี่ ,นางมัทนารัตน์  กงกาหนหรือสัตราศรี สมาชิกสภา อบต.ทุ่งคลอง, นายอมร  อ่อนรัชชา ปลัดเทศบาลตำบลโพน, นางสังวร อ่อนรัชชา มารดาของนายอมร ,น.ส.สุดใจหรือปรุดาหรือนพัชภรณ์ ศรีบ้านโพน พนักงานจ้างตามภารกิจเทศบาลตำบลโพน , นายธิติ คูสกุลรัตน์ นายก อบต.หนองผือ ,นางทิวาพร บุญตราน อาจารย์ 3 ระดับ 8โรงเรียนบ้านสี่แยกสมเด็จ , นายศิริศักดิ์  คะยอมดอก ปลัด อบต.สายนาวัง, นายพูลรัตน์ วารีพิณ ปลัด อบต.หนองบัว, นางเกศฎาพร ภูพานเพชร เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี อบต.ทรายทอง ,นางอารีย์หรือณิชชา วงศ์เกษม ปลัดเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์, นายพรวิทย์  สิทธิจินดา นายก อบต.สหัสขันธ์ ,นายพิเชษฐ์หรือชัยมงคล  จันทสา ปลัด อบต.โนนน้ำเกลี้ยง ,นายสุขุมหรือสุขุมวรัชญ์  อัครเศรษฐัง นายก อบต.ยางตลาด, นายชาญชัยหรือณฐาภพ  สีดาแก้ว ปลัด อบต.คำโนนสะอาด, นายสมบัติ  วรรณฤทธิ์ ผอ.โรงเรียนบ้านคำพิมูล ,นายสุลขิต  แก้วสุทอ เจ้าพนักงานปกครอง 7, นางนิยดาหรือกานติญาดา นาไชยโย นักวิชาการเงินและบัญชี ,นายวิไล  ดลเจิม หัวหน้าส่วนการโยธา อบต.โนนน้ำเกลี้ยง และน.ส.บุษยา  มหาโชติ หัวหน้าส่วนการคลัง อบต.เนินยาง เป็นจำเลยที่ 1-26 ( ตำแหน่งเดิมช่วงเกิดเหตุ )

          ในความผิดฐานเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ, เป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 , 157 และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความหรือดูแลรักษาเอกสารกระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น, ปลอมและใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 161 , 264 , 265 , 268

 

          โดยศาลพิพากษา ให้จำคุกนายถาวร บุตรศรี อดีต นายก อบต.ทุ่งคลอง จำเลยที่ 1 และ นายฉลอง  เทือกภูเขียว ปลัด อบต.ทุ่งคลอง จำเลยที่ 5 สูงสุดเป็นเวลา 50 ปี ส่วนจำเลยที่ 2-4 ,7,9 จำคุกคนละ 20 ปี, จำเลยที่ 8 จำคุก 6 ปี, จำเลยที่ 11 และ 22 จำคุก คนละ 12 ปี , จำเลยที่ 13-16 , 19-21 ,24-26 จำคุกคนละ 4 ปี และจำเลยที่ 17 , 18, 23 ให้จำคุกคน 8 ปี  ส่วน นางสังวร อ่อนรัชชา จำเลยที่ 10 และนายธิติ คูสกุลรัตน์ นายก อบต.หนองผือ จำเลยที่ 12ได้เสียชีวิตระหว่างพิจารณา ศาลจึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

          ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับคำพิพากษาคดีนี้มีความยาว กว่า 380 หน้า ซึ่งสรุปพฤติการณ์กระทำผิดได้ว่า เมื่อวันที่ 4 มี.ค.48 อบต.ทุ่งคลอง ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันพนักงานส่วนตำบล 12 ตำแหน่ง ซึ่งกำหนดวันรับสมัครตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค. 10 เม.ย.48 กำหนดสอบข้อเขียนวันที่ 21-22 พ.ค.ประกาศผลผู้สอบผ่านข้อเขียนและมีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์วันที่ 3 มิ.ย. และให้สอบสัมภาษณ์วันที่ 11 มิ.ย.ปีเดียวกัน โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงนามแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 -7 เป็นคณะกรรมการดำเนินการสอบ และจำเลย ที่ 1-7 ยังเป็นคณะกรรมการตรวจข้อสอบ

          ต่อมาเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ได้ประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้จำนวน 881 ราย ซึ่งการสอบแข่งขันนั้น จำเลยที่ 1-7 ทำความผิดหลายกรรมในการเรียกรับเงินตั้งแต่ 100,000400,000 บาทเพื่อช่วยเหลือผู้เข้าสอบ โดยมีจำเลยที่ 8 -26 เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนกระทำความผิด ซึ่งการกระทำนั้นทำให้เกิดความเสียหายแก่ อบต.ทุ่งคลอง และกระทรวงมหาดไทย เหตุเกิดที่ตำบลกาฬสินธุ์ , ตำบลโพนทอง , ตำบลหนองกุง และตำบลในเมือง อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

          โดยศาล พิเคราะห์ข้อเท็จจริงแล้ว ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1-7 ซึ่งเป็นคณะกรรมการตรวจข้อสอบ เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่โดยตรงในการกำกับดูแลรักษากระดาษคำตอบของผู้ที่เข้าสอบ เพื่อมิให้มีการแก้ไขและทุจริตในการตรวจกระดาษคำตอบ แต่กลับปรากฏว่ากระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบมีการแก้ไขอย่างประจักษ์ชัดแจ้ง ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าผู้เข้าสอบในรายดังกล่าวจะสามารถทำข้อสอบได้ภายในเวลาอันจำกัดจนทำให้สอบได้

          ประกอบกับข้อเท็จจริงยังฟังได้ว่าจำเลยที่ 1-7 ร่วมกันปลอมเอกสารราชการโดยนำกระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบมาแก้ไขให้ข้อที่ระบายคำตอบผิด ให้เป็นถูก การกระทำของจำเลยที่ 1-7 เป็นตัวการร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และมูลเหตุที่จำเลยที่ 1-7 ได้ร่วมกันกระทำนั้นเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับการที่มีการจ่ายเงินให้กับพวกจำเลยวัตถุประสงค์ก็เพื่อให้ช่วยเหลือผู้เข้าสอบนั้นให้สอบได้ ซึ่งข้อเท็จจริงสอดคล้องตรงกับคำให้การของพยานซึ่งให้เงินพวกจำเลย และพยานที่ให้การกับอนุกรรมการและเลขานุการของคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. รวมทั้งรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

          ประกอบกับไม่พบข้อเท็จจริงว่าพยานเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับพวกจำเลยมาก่อน พฤติการณ์จึงทำให้เชื่อว่าพวกจำเลยร่วมกันเรียกรับเงิน โดยมีจำเลยที่ 8-26 เป็นผู้สนับสนุนช่วยเหลือให้จำเลยที่ 1-7 ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และเพื่อตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1-7ในการตรวจข้อสอบเพื่อช่วยเหลือผู้เข้าสอบ ส่วนข้อต่อสู้ปฏิเสธว่าไม่ได้เรียกรับเงินนั้นไม่มีเหตุผลให้น่ารับฟัง

          จึงพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และ 5 มีความผิดตาม มาตรา 149 , 157 , 161 , 265 , 268 วรรคแรก พิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินฯ  8 กระทงๆละ 9 ปี เป็นจำคุก 72 ปี , ฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติโดยทุจริตฯ จำคุก 40 กระทงๆละ 6 ปี เป็นจำคุก 240 ปี และฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมโดยเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จำคุกอีก 6 ปี รวมจำคุกทั้งสิ้น 318 ปี แต่เมื่อนับโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 สูงสุดมีกำหนด 50 ปี

          ส่วนจำเลยที่ 5 ให้จำคุก 9 ปี ฐานเรียกรับทรัพย์สินฯ , ฐานร่วมกันปฏิบัติโดยทุจริต จำคุก 47 กระทงๆละ 6 ปี เป็นจำคุก 282 ปี และฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมโดยเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จำคุกอีก 6 ปี รวมจำคุกทั้งสิ้น 288 ปี แต่เมื่อนับโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกจำเลยที่ 5 สูงสุดมีกำหนด 50 ปี

          สำหรับจำเลยที่ 2 - 4, 6,7 มีความผิดตามมาตรา 157 , 161 , 265 , 268 วรรคแรก ให้จำคุก 48 กระทงๆ ละ 6 ปี เป็นจำคุกคนละ 288 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมโดยเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จำคุกอีกคนละ 6 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 2 - 4, 6,7 สูงสุดคนละ 20 ปี

          ส่วนจำเลยที่ 8 มีความผิดตาม มาตรา 149 ให้จำคุก 6 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนกระทำผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินฯ

          และจำเลยที่ 9 ,11, 13-26 มีความผิดตาม มาตรา 157 โดยจำเลยที่ 9 ให้จำคุก 7 กระทงๆละ 4 ปี เป็นจำคุก 28 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกจำเลยที่ 9 มีกำหนดสูงสุด 20 ปี

          ส่วนจำเลยที่ 11 ให้จำคุก 3 กระทงๆ 4 ปี เป็นจำคุก 12 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติโดยทุจริตฯ

          ขณะที่จำเลยที่ 13-16 , 19-21 , 24-26 ให้จำคุกคนละ 4 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติโดยทุจริตฯ  กับจำเลยที่ 17 , 18 , 23 ให้จำคุก 2 กระทงๆละ 4 ปี เป็นจำคุก 8 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติโดยทุจริต

          และจำเลยที่ 22 ให้จำคุก 3 กระทงๆ ละ 4 ปี เป็นจำคุก 12 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติโดยทุจริต ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง

 

 

 

ที่มา : คมชัดลึก วันที่ 6 เมษายน 2560

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย