ป.ป.ช.ฟันผู้บริหาร-จนท.รัฐท้องถิ่น 23 ราย 14 จว.จงใจซุกทรัพย์สิน-ยื่นเท็จ

4 พฤษภาคม 2560


 

ป.ป.ช. เชือดผู้บริหาร-จนท.รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 23 ราย ใน 14 จังหวัด ข้อหาจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน-ยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ ชงศาลฎีกาฯวินิจฉัยจำคุก

          ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา รายงานว่า เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2560 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่รัฐส่วนท้องถิ่น จำนวน 23 ราย ใน 14 จังหวัด กรณีจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ดังนี้

 

          1 .จังหวัดกาญจนบุรี : จำนวน 1 ราย คือ นายประสิทธิ์ ศรีสอาด เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนามแย้ อำเภอท่ามะกา จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

          2. จังหวัดชลบุรี : จำนวน 4 ราย คือ

                   (1) นายกันตภณ สุขุมาลินทร์ สมาชิกสภาเทศบาลเมืองชลบุรี อำเภอเมือง จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

                   (2) นายธนสิษฐ์หรือชาลีรัตน์ ไพรอนันต์ สมาชิกสภาเทศบาลเมืองชลบุรี อำเภอเมืองชลบุรี จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

                   (3) นางสาววัลลดา อยู่ศรี เลขานุการนายกเทศมนตรีตำบลเกาะจันทร์ อำเภอเกาะจันทร์ จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี (ในการดำรงตำแหน่งครั้งที่ 1)

                   (4) นายสุภกฤช อรรคเลิศลาภ ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลพานทอง อำเภอพานทอง จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

          3. จังหวัดปทุมธานี : จำนวน 1 ราย คือ นางสาววลัยภรณ์ ผ่องอำไพ รองนายกเทศมนตรีตำบลหลักหก อำเภอเมืองปทุมธานี จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน และหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

          4. จังหวัดเพชรบูรณ์ : จำนวน 2 ราย คือ

                   (1) นางสาวมยุรี คณเกณฑ์ รองนายกเทศมนตรีตำบลบัววัฒนา อำเภอหนองไผ่ จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

 

                   (2) นายณัฐจักร์ หรือนาวิน มาสง่า ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลโคกสะอาด อำเภอศรีเทพ จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

          5. จังหวัดสมุทรสาคร : จำนวน 1 ราย คือ นางสาวณชญาดา ติระรณกรกุล รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำจืด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

          6. จังหวัดเชียงราย : จำนวน 1 ราย คือ นายพูนศักดิ์ สุวรรณอาสน์ เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบล สันมะเค็ด อำเภอพาน จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

          7. จังหวัดลำพูน : จำนวน 2 ราย คือ

                   (1) นางแสงอรุณ โพธิศาสตร์ เลขานุการนายกเทศมนตรีตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองลำพูน จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีเข้ารับตำแหน่ง กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

                   (2) นายประพันธ์ กันธิยะ เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงกานต์ อำเภอบ้านโฮ่ง จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

          8. จังหวัดนครพนม : จำนวน 1 ราย คือ นายขาวพร รักษาพล รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาขาม อำเภอเรณูนคร จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

          9. จังหวัดอุบลราชธานี : จำนวน 3 ราย คือ

                   (1) นายสาคร จันทร์ทรง รองนายกเทศมนตรีตำบลโพนงาม อำเภอเดชอุดม จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

                   (2) นางสาวปาริณร์ สุยะลา เลขานุการนายกเทศมนตรีตำบลปทุม อำเภอเมืองอุบลราชธานี จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีเข้ารับตำแหน่ง กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

                   (3) นายวาสนา มาลา เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาจะหลวย อำเภอนาจะหลวย จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีเข้ารับตำแหน่ง กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

          10. จังหวัดชุมพร : จำนวน 2 ราย คือ

                   (1) นายอุดมศักดิ์ เชาวนะปัญจะ นายกเทศมนตรีตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

                   (2) นายนริศ ทองคำ ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

          11. จังหวัดนราธิวาส : จำนวน 1 ราย คือนายบฮารี เจะแม เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกียร์ อำเภอสุคีริน จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

          12. จังหวัดพัทลุง : จำนวน 1 ราย คือ นางอุษณีย์ คงสง เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตำนาน อำเภอเมืองพัทลุง จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

          13. จังหวัดสตูล : จำนวน 1 ราย คือ นายอนุสรณ์ มรรคาเขต สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

          14. จังหวัดสุราษฎร์ธานี : จำนวน 2 ราย คือ

                   (1) นายพงศ์เกียรติ วิเศษแก้ว รองนายกเทศมนตรีตำบลท่าฉาง อำเภอท่าฉาง จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี

                   (2) นายสุนทร เฝือไชยศรี รองนายกเทศมนตรีตำบลขุนทะเล อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ กรณีพ้นจากตำแหน่ง (ครั้งที่ 1) กรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี (ครั้งที่ 1) และกรณีเข้ารับตำแหน่ง (ครั้งที่ 2)

          โดยผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ส่งสำนวนรายงาน พร้อมความเห็น ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง และห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลา 5 ปี รวมทั้งขอให้ลงโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

          อย่างไรก็ดีการชี้มูลความผิดทางอาญาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังถือว่าไม่เป็นที่สิ้นสุด ผู้ถูกกล่าวหาทุกรายยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าศาลฎีกาฯจะมีคำพิพากษา

 

 

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา วันที่ 3 พฤษภาคม 2560

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย