ป.ป.ช.เชือด‘เกษม-สมศักดิ์-บอร์ด ช.พ.ค.’ ทุจริตปล่อยกู้ 2.5 พันล.ให้ บ.‘เดอะบิ๊ก’

16 มิถุนายน 2560


 

ป.ป.ช. เชือดล็อตใหญ่ 20 ราย เกษม กลั่นยิ่ง-สมศักดิ์ ตาไชย-บอร์ด ช.พ.ค.-บิ๊ก สกสค.คดีปล่อยกู้โดยทุจริตให้ บ.บิลเลี่ยนฯ เครือข่าย เดอะบิ๊กนักธุรกิจชื่อดัง 2 ล็อต ล็อตแรก 2.1 พันล้าน ล็อตสอง 400 ล้าน ชี้ไม่มีตั๋วอาวัลจากแบงก์ หลักทรัพย์ที่ค้ำประกันไม่มีอยู่จริง

          ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา รายงานว่า เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2560 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดทางวินัย และอาญา กับนายเกษม กลั่นยิ่ง และคณะกรรมการบริหารกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด นายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา หรือ เดอะบิ๊กนักธุรกิจชื่อดัง รวม 20 ราย กรณีอนุมัติซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 2.1 พันล้านบาท และ 400 ล้านบาท ให้บริษัท บิลเลี่ยนฯ โดยมิชอบ และเป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัท บิลเลี่ยนฯ

 

          นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาเรื่องกล่าวหานายเกษม กลั่นยิ่ง กับพวกรวม 20 ราย จากการไต่สวนข้อเท็จจริงพบว่า เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2556 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้รับหนังสือเชิญชวนให้ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 2.1 พันล้านบาท จากบริษัท บิลเลี่ยนฯ หลังจากนั้นบอร์ด ช.พ.ค. ในการประชุมครั้งที่ 15/2556 เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2556 มีมติอนุมัติให้นำเงินของกองทุน ช.พ.ค. ไปซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัท บิลเลี่ยนฯ จำนวน 2.1 พันล้านบาท โดยพิจารณาจากเอกสารของบริษัท บิลเลี่ยนฯ ที่เชิญชวนเพียงฉบับเดียว ทั้งที่หนังสือเชิญชวนกำหนดเงื่อนไขว่า ต้องมีธนาคารเป็นผู้อาวัล (การค้ำประกันการใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน) เต็มจำนวน ดอกเบี้ยร้อยละ 7 กำหนดเวลา 1 ปี 1 วัน แต่บอร์ด ช.พ.ค. ไม่พิจารณาในรายละเอียด หรือเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องของบริษัท บิลเลี่ยนฯ ไม่ว่าจะเป็นสถานะของบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งเดือน พ.ย. 2555 ทุนจดทะเบียนบริษัท ผลประกอบการ ไม่ตรวจสอบเอกสารอาวัลของธนาคาร อันเป็นเงื่อนไขสำคัญทำให้การซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินสมบูรณ์ตามคำเชิญชวนนั้น

          นายสรรเสริญ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีความจำเป็นรีบด่วนพิจารณาซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัท บิลเลี่ยนฯรวมถึงภายหลังการอนุมัติซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินเพียง 2 วัน บอร์ด ช.พ.ค. รีบเร่งโอนเงิน 2.1 พันล้านบาทให้กับบริษัท บิลเลี่ยนฯ แต่ภายหลังบริษัท บิลเลี่ยนฯ ไม่มีการขอให้ธนาคารทำการอาวัลเพื่อรับรองตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว

          นายสรรเสริญ กล่าวว่า แม้ต่อมาระหว่างรออาวัลจากธนาคาร บริษัท บิลเลี่ยนฯ ได้นำหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดิน เช็คธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ และดร๊าฟของธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้คอร์ปอเรชั่น จำกัด มูลค่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 2.3 พันล้านบาท มาให้สำนักงาน สกสค. ยึดถือไว้เป็นหลักประกันแต่จากการตรวจสอบ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ราคาประเมินที่ดินรวม 37 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนเช็คไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ ดร๊าฟดังกล่าวเป็นดร๊าฟปลอม บริษัท บิลเลี่ยนฯ ไม่สามารถหาธนาคารอาวัลตั๋วได้

          เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวอีกว่า ต่อมาเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2557 บอร์ด ช.พ.ค. อนุมัติเงินเพิ่มให้บริษัท บิลเลี่ยนฯ อีก 400 ล้านบาท ทั้งที่ตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับแรกยังไม่มีการอาวัล และในรอบต่อมาก็ไม่มีการอาวัลเช่นกัน แม้ต่อมาบริษัท บิลเลี่ยนฯ จะนำใบหุ้นของสโมสรเรดดิ้ง จำนวน 50 ล้านหุ้น หุ้นละ 1 ปอนด์ (รวม 50 ล้านปอนด์) วางเป็นหลักประกัน แต่จากการตรวจสอบปรากฏว่า เป็นใบหุ้นปลอม และตั๋วสัญญาใช้เงิน 2 ฉบับใกล้ครบกำหนดชำระ บอร์ด ช.พ.ค. กลับยินยอมขยายเวลาชำระหนี้แก่บริษัท บิลเลี่ยนฯ ออกไปอีก เดิมครบกำหนด 28 ธ.ค. 2557 ขยายไปถึงวันที่ 31 ม.ค. 2558 และปรากฏข้อเท็จจริงว่า เงินสกุลโครเอเชีย 950 ล้านเหรียญโครเอเชีย ที่บริษัท บิลเลี่ยนฯ มาวางเพื่อขยายระยะเวลานั้น แม้เป็นเงินสกุลโครเอเชียจริง แต่มีการยกเลิกการใช้งานไปแล้ว

          นายสรรเสริญ กล่าวว่า จากพฤติการณ์ดังกล่าวของบอร์ด ช.พ.ค. ที่อนุมัติเงินกองทุน 2.1 พันล้านบาท และ 400 ล้านบาท จึงเอื้อประโยชน์ให้บริษัท บิลเลี่ยนฯ ได้รับเงินทั้ง 2 ครั้ง รวม 2.5 พันล้านบาท โดยมิชอบ และโดยทุจริต เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่กองทุน ช.พ.ค. และสำนักงาน สกสค. การกระทำของบอร์ด ช.พ.ค. มีมูลความผิดทั้งทางวินัย และอาญา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่อผู้ถูกชี้มูลความผิดทั้ง 20 ราย แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

          1. นายเกษม กลั่นยิ่ง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานบอร์ด ช.พ.ค. มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 8 และ 11 และตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (พ.ร.บ.ป.ป.ช.) มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

          2. นายสมศักดิ์ ตาไชย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองประธานบอร์ด ช.พ.ค. และเลขาธิการ สกสค. นายสุรเดช พรหมโชติ นายนิเทศ บัวตูม นายเพทาย ทองมหา นางปิยาภรณ์ เยาวาจา นายพรเทพ มุสิกวัตร นางมยุรี ตัณฑวัล นายสุเทพ ริยาพันธ์ และ น.ส.กัญญาณัฐ บอร์ด ช.พ.ค. และปฏิบัติหน้าที่ประจำสำนักงาน สกสค. มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีความผิดทางอาญาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 8 และ 11 และ พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

          3. นายประวิทย์ บึงไสย์ นายนเรศ แสนมูล นายสมศักดิ์ ทองแก้ว นายอุดม รูปดี และว่าที่ร้อยตรี เทพสุจินต์ พงษ์สวัสดิ์ บอร์ด ช.พ.ค. มีความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 และมาตรา 157 และตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

          4.นางปิยธิดา พลน้ำเที่ยง บอร์ด ช.พ.ค. และผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน มีความผิดทางอาญาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 8 และ 11 และตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

          5. บริษัท บิลเลี่ยนฯ นายสิทธินันท์ หลอมทอง นายมงคล เยี่ยงศุภพานนทร์ และนายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา มีความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนพนักงาน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 8 และ 11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมาตรา 91 และมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

          อนึ่ง ผู้ที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดดังกล่าวยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาล

          เมื่อถามว่า ในสำนวนการไต่สวน ป.ป.ช. มีผู้ถูกกล่าวหา 28 ราย แต่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดแค่ 20 ราย ที่เหลือถูกกันไว้เป็นพยานหรือไม่ นายสรรเสริญ กล่าวว่า คดีเกี่ยวกับเงินกู้ ช.พ.ค. ที่ร้องเรียนมายัง ป.ป.ช. มีเบื้องต้น 3 คดี คดีนี้ถือเป็นคดีแรกที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ส่วนอีก 2 คดี คือ การอนุมัติเงินของกองทุน ช.พ.ค. โดยมิชอบ 500 ล้านบาท และคดีออกระเบียบโดยมิชอบ โดยทั้ง 2 คดีนี้ปัจจุบันอยู่ระหว่างแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาที่เหลือถูกกล่าวหาในอีกคดีหนึ่ง โดยคดีที่เกี่ยวข้องกับ ช.พ.ค. ป.ป.ช. มองเป้าหมายไว้ว่าจะทำให้เสร็จภายในปีงบประมาณนี้

          เมื่อถามว่า นายเกษม กับพวกอีก 2 ราย ถูกกล่าวหาในคดีร่ำรวยผิดปกติด้วย ปัจจุบันคืบหน้าอย่างไร นายสรรเสริญ กล่าวว่า อยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินการ และติดตามทรัพย์สินคืนมา ปัจจุบัน ป.ป.ช. ประสานข้อมูลกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เบื้องต้นเท่าที่ทราบ ปปง. ดำเนินการยึดทรัพย์เกี่ยวกับกรณีนี้ไปแล้ว 400 ล้านบาทเศษ และยังอยู่ในการพิจารณาของ ปปง.

 

 

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา วันที่ 14 มิถุนายน 2560

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย