ใช้โมเดลเดียวทั่ว ปท.!ป.ป.ช.สาวลึก‘บิ๊ก’ สำนักพุทธฯเรียกเงินวัด-รอง ผอ.คนเชื่อม

16 มิถุนายน 2560


 

ป.ป.ช. สาวลึกพฤติการณ์ บิ๊กสำนักพุทธฯเรียกรับเงินวัด เบื้องต้นเจอแล้วใช้โมเดลเดียวกันทั่วประเทศ โอนเงินเกินก่อนให้ผู้บริหารท้องที่ไปเรียกคืน พบระดับ รอง ผอ.คนเชื่อม เตรียมบูรณาการข้อมูลตำรวจขยายผลต่อ

          จากกรณีที่มีการบุกจับกุมนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พ.ศ.) ระหว่างปี 2553-2557 ถูกกล่าวหาว่า อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณบูรณะ และปฏิสังขรณ์วัดกว่า 60 ล้านบาท โดยตำรวจกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ป.ป.ป.) สนธิกำลังบุกค้นบ้านของผู้ที่ถูกอ้างว่าเป็นภรรยาคนที่ 2 ของนายนพรัตน์ รวมถึงค้นบ้านผู้บริหารระดับรอง ผอ.สำนักพุทธฯ ที่ จ.สมุทรปราการ โดยถูกกล่าวหาว่า อาจเชื่อมโยงกับนายนพรัตน์ และมีรายงานข่าวแจ้งว่า ในมาตรา 44 เพื่อพักงานเจ้าหน้าที่รัฐล็อตใหม่ (ล็อตที่ 9) อาจมีชื่อของผู้บริหารระดับสูงของสำนักพุทธฯด้วยนั้น

 

          เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2560 นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีนี้ว่า สำนักงาน ป.ป.ช. ได้หารือกับฝ่ายตำรวจแล้ว ถึงแนวทางการปฏิบัติ ต้องทำอย่างไร ตอบคำถามสังคมอย่างไร วิธีการการทำงานเกี่ยวกับเรื่องไต่สวนอย่างไร จะบูรณาการร่วมกันอย่างไรให้ตรวจสอบได้รวดเร็วที่สุด ทั้งนี้สำนักงาน ป.ป.ช. มอบหมายให้สำนักการข่าวและกิจการพิเศษ ป.ป.ช. เป็นฝ่ายหาข่าวมา เช่น หากมีข้อมูลจากตำรวจที่แถลงข่าวว่า มีการบุกจับกุมเจ้าหน้าที่รัฐของสำนักพุทธฯในพื้นที่ต่าง ๆ สำนักการข่าวฯ จะขอข้อมูลตำรวจในพื้นที่นั้น ๆ เพื่อนำมาประกอบ โดยตำรวจในท้องที่มีเวลา 30 วันในการส่งข้อมูล

          เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้เคยมีเหตุการณ์ดังกล่าวมาสู่ชั้นการไต่สวนของ ป.ป.ช. หรือไม่ นายสรรเสริญ กล่าวว่า มีกรณีของ ผอ.สำนักพุทธฯ จ.สงขลา ที่ถูกกล่าวหาว่าเรียกรับเงินคืนจากวัด ปัจจุบันอยู่ในชั้นการไต่สวนของ ป.ป.ช. แต่ไม่ได้เป็นภาพรวม เป็นแค่ระดับท้องที่เท่านั้น แต่ถ้าต้องการเชื่อมโยงกับผู้บริหารระดับสูงในสำนักพุทธฯ จะต้องมีกระบวนการทำงาน และการบูรณาการเพิ่มเติม

          แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า กรณี ผอ.สำนักพุทธฯ จ.สงขลา นั้น ความคืบหน้าล่าสุดมีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว เบื้องต้นพบข้อมูลว่า อาจมีการเชื่อมโยงถึงผู้บริหารระดับรอง ผอ.สำนักพุทธฯ ซึ่งเป็นคนเดียวกันกับที่ถูกตำรวจบุกค้นบ้าน และตรวจสอบเส้นทางการเงินอยู่ในขณะนี้ด้วย ดังนั้น ป.ป.ช. จะใช้ข้อมูลในส่วนนี้ขยายผลการไต่สวนไปทั่วประเทศ

          “เท่าที่ทราบข้อมูลตอนนี้ เขาใช้รูปแบบเดียวกันเกือบทั้งประเทศ คือ ใช้วิธีโอนเงินเกินไป ก่อนที่จะให้ผู้บริหารสำนักพุทธฯแต่ละท้องที่ไปเรียกเก็บเงินคืนมา เป็นโมเดลเดียวกันหมด ตรงนี้ ป.ป.ช. จะขยายผลการไต่สวนต่อไป และใช้ข้อมูลจากตำรวจมาประกอบด้วยแหล่งข่าว กล่าว

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นายเสถียร ดำรงคดีราษฎร์ ผอ.สำนักพุทธฯสงขลา (ขณะนั้น) ถูกเจ้าหน้าที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ภาค 15 เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.สงขลา สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร บุกจับกุมแบบ สดกรณีเรียกรับเงินคืนจากวัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคใต้ วงเงิน 3.2 ล้านบาท

          อย่างไรก็ดีพนักงานอัยการ จ.สงขลา ไม่ฟ้องนายเสถียร โดยอ้างว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอ และนางประนอม คงพิกุล รอง ผอ.สำนักพุทธฯ การันตีว่า นายเสถียรมีอำนาจหน้าที่เรียกเงินที่โอนไปเกินดังกล่าวคืนวัดได้ นอกจากนี้สำนักพุทธฯได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่า นางประนอม บกพร่องแต่ไม่ผิดวินัย ส่วนนายเสถียร ถูกพักงานตามคำสั่งหัวหน้า คสช. แล้ว จึงไม่ต้องลงโทษทางวินัยอีก ทำให้ ป.ป.ช. ต้องเรียกสำนวนคดีนี้กลับมาไต่สวนเอง

 

 

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา วันที่ 15 มิถุนายน 2560

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย