ฟันลอตแรก...โยงสำแดงเท็จรถหรู แจ้งหนีภาษีศุลกากร เปิดเกมทวง 650 ล้านคืนรัฐ

5 กรกฎาคม 2560


 

          การดำเนินคดีนำเข้ารถยนต์หรูหลบเลี่ยงภาษีเกือบต้องหยุดชะงัก เพราะจู่ ๆ มีการร้องเรียนถึงการแต่งตั้งข้าราชการสังกัดกระทรวงยุติธรรม ทั้งกรมราชทัณฑ์และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในตำแหน่งรอง อธิบดีฯ ผบ.สำนักฯ และผู้เชี่ยว ชาญคดีพิเศษ เนื่องจากคณะกรรมการคัดเลือกขาดคุณสมบัติ ซึ่งหนึ่งในตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบมีหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวนคดีรถหรูรวมอยู่ด้วย

 

          อย่างไรก็ตาม คดีนำเข้ารถยนต์หรูหลบเลี่ยงภาษี ด้วยการสำแดงราคาเป็นเท็จที่ดีเอสไอดำเนินการอยู่ในขณะนี้ถือเป็นคดีใหญ่ที่อยู่ในความสนใจของสังคม และส่งผลกระทบกับการจัดเก็บภาษีเข้ารัฐมหาศาล พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ จึงต้องออกมายืนยันแนวทางดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในขบวนการรถหรูเลี่ยงภาษีไม่มีสะดุด ทุกอย่างยังคงเดินหน้าต่อแม้ พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ต้องกลับไปนั่งในตำแหน่ง ผบ.สำนักปฏิบัติการพิเศษภาค แต่ก็ยังรับผิดชอบเป็นหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวนเหมือนเดิม

หมดกังวลว่าคดีจะหายเข้ากลีบเมฆ...

          ทั้งนี้ หลังลงพื้นที่ตรวจสอบและอายัดรถยนต์นับร้อยคันจากผู้ประกอบการนำเข้ารายใหญ่ ซึ่งพบข้อเท็จจริงการนำเข้ารถเกี่ยวกับพฤติการณ์หลบเลี่ยงภาษี ด้วยสำแดงใบราคาสินค้าหรืออินวอยซ์เป็นเท็จ ราคาต่ำกว่าความเป็นจริง หวังชำระภาษีน้อยลง ซึ่งจากข้อมูลพบแต่ละคันชำระภาษีขาดไปไม่ต่ำกว่าคันละ 10 ล้านบาท!!! ผ่านไปเกือบ 2 เดือน หลังเข้าค้นดีเอสไอรุกคืบออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องทั้งนิติบุคคลและกลุ่มบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการนำเข้า สำแดงราคาเพื่อผ่านพิธีศุลกากร เข้ารับทราบข้อกล่าวหาเป็นกลุ่มแรกแล้วรวม 15 ราย

          สำหรับการเรียกเข้ารับทราบข้อกล่าวหาลอตแรก สืบเนื่องจากที่ดีเอสไอประสานข้อมูลกับประเทศต้นทางของรถยนต์เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับราคาซื้อขายที่แท้จริงมาเปรียบเทียบกับการสำแดงราคาสินค้าที่นำเข้าจนได้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่ามีรถยนต์ 32 คัน จากที่อายัดไว้นับร้อยคัน สำแดงราคาไม่ตรงกับราคาที่ซื้อขายกันจริงจากประเทศผู้ผลิตต้นทาง ประกอบด้วย รถยนต์แลมโบกินี จำนวน 31 คัน และรถยนต์ยี่ห้อเลกซัส จำนวน 1 คัน กรมศุลกากรคำนวณภาษีรถยนต์ในส่วนที่ขาดของรถยนต์ 30 คันกลับมาให้ดีเอสไอพบว่าเป็นมูลค่าสูงถึง 650 ล้านบาท

          เบื้องต้นทยอยเรียกเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตั้งแต่วันที่ 4 ก.ค. เป็นต้นไป โดยการเรียกบุคคลหรือนิติบุคคลใดจะเน้นพิจารณาถึงพฤติกรรม เนื่องจากบางบริษัทใช้วิธีการนำเข้าเป็นรูปแบบให้อำนาจกรรมการบริษัท บางแห่งก็มีบุคคลไม่กี่คน รวมถึงจะพิจารณาช่วงเวลาการนำเข้า ซึ่งเป็นการนำเข้าเป็นลอต ต่างช่วงเวลากัน จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ

          พ.ต.ท.กรวัชร์ เผยว่า จากการตรวจสอบใบอินวอยซ์ที่นำมาสำแดงราคาประกอบการเสียภาษีกับศุลกากร แต่ละคันชำระภาษีขาดไปไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท จึงเป็นที่มาว่ารถยนต์ 30 คันแรก ต้องถูกเรียกเก็บภาษีรวม 650 ล้านบาท ขั้นตอนจากนี้กรมศุลกากรจะเรียกเก็บภาษีที่ขาดให้ครบถ้วน เพื่อนำเงินกลับเข้ารัฐ ขณะที่ดีเอสไอมีหน้าที่สอบสวนดำเนินคดีเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องในขบวนการด้วยการเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา

          พ.ต.ท.กรวัชร์ ระบุว่ากลุ่มที่เรียกเข้ามาในลอตแรกจะเริ่มต้นจากกลุ่มผู้ประกอบการนำเข้าที่มีพฤติการณ์สำแดงราคาเป็นเท็จ เข้าข่ายกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรมาตรา 27 เกี่ยวกับการพยายามหลีกเลี่ยงภาษีอากร ส่วนกลุ่มผู้ครอบครองนั้นติดตามได้ไม่ยากเพราะมีรายชื่อการครอบครองชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในส่วนผู้ครอบครองจะมีความผิดหรือไม่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีว่าผู้ซื้อมีส่วนรู้เห็นการนำเข้าที่ผิดกฎหมาย หรือไม่

          สำหรับกลุ่มนิติบุคคลและบุคคลที่ถูกออกหมายเรียก 15 ราย ประกอบด้วยผู้ประกอบการกลุ่มบริษัท นิชคาร์ กรุ๊ป และผู้นำเข้ากลุ่มของนาย อินทระศักดิ์ (ภาณุศักดิ์) เตชธีรสิริ หรือ บอย ยูนิตี้ เจ้าของบริษัท เอสทีที ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งก่อนหน้านี้นายอินทระศักดิ์ พยายามออกมาชี้แจงยืนยันการประกอบธุรกิจนำเข้ารถถูกต้องตามกฎหมาย มีการแสดงราคาตามหลักการประเมินของกรมศุลกากรที่เปรียบเทียบราคากลางจากเว็บไซต์บริษัทผู้ผลิต ซึ่งมีการว่าจ้างชิปปิ้งเป็นผู้ดำเนินการผ่านพิธีศุลกากร โดยมีการยื่นฟ้องดีเอสไอฐานละเมิดถูกปิดโชว์รูมหรูทำให้ไม่สามารถประกอบธุรกิจ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก นอกจากนี้ยังยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ฐานผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 ศาลนัดฟังคำสั่ง 18 ก.ค.นี้

          เมื่อขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมเริ่มเดินหน้า ขณะนี้จึงถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เปิดโอกาสทุกฝ่ายแสดงพยานหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างเต็มที่

          คดีนำเข้ารถยนต์หลีกเลี่ยงภาษีในความรับผิดชอบของดีเอสไอมีการสอบสวนดำเนินคดีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การแจ้งนำเข้าอุปกรณ์เพื่อนำมาจดประกอบ ทั้งที่เป็นการนำเข้ามาทั้งคัน มาจนถึงคดีนำเข้ารถยนต์หรูหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งพฤติการณ์กระทำผิดมีลักษณะใกล้เคียงกันคือการสำแดงราคาในอินวอยซ์ต่ำกว่าความเป็นจริง เพื่อให้เสียภาษีนำเข้าน้อยลง

          ที่ผ่านมาขบวนการหลบเลี่ยงภาษีใช้วิธีระบุราคาเป็นเท็จ เพื่อสำแดงราคารถต่ำ เพราะเห็นช่องโหว่มาตรฐานราคารถยนต์ ที่ไม่มีเกณฑ์ราคากลางของรถแต่ละยี่ห้อ/ประเภท ส่งผลให้การตรวจปล่อยรถของเจ้าหน้าที่ยึดหลักเชื่อตามหลักฐานที่ผู้นำเข้าแสดง ทั้งนี้ เป็นไปตามคำสั่งศุลกากรที่ 317/2547 เรื่องแนวทางการพิจารณาราคารถยนต์นั่งสำเร็จรูป ที่ระบุให้เจ้าหน้าที่สามารถรับราคาตามที่สำแดงในใบขนสินค้าได้

          อย่างไรก็ตาม หลังการประสานงานระหว่างประเทศจนได้ข้อมูลราคารถยนต์จากประเทศต้นทาง ทำให้ขณะนี้การตรวจสอบราคารถยนต์นำเข้ามีราคาเปรียบเทียบที่ชัดเจน ส่งผลให้การประเมินราคาหลังจากนี้จะเป็นไปตามราคาที่ซื้อขายกันอย่างแท้จริง

          ปัญหาที่เรื้อรังมานานเมื่อได้รับการแก้ไขที่ต้นทางจึงน่าจะเห็นผลกว่าการปราบปรามรถยนต์ที่นำเข้ามาแล้วเพียงอย่างเดียว ขณะนี้นอกจากมีราคากลางจากประเทศต้นทางไว้เปรียบเทียบแล้ว ในส่วนของกรมศุลกากรได้เตรียมปรับแก้คำสั่งมาตรา 317/2547 เรื่องแนวทางการพิจารณาราคารถยนต์นั่งสำเร็จรูปให้เป็นมาตรฐานราคาตลาด โดยล่าสุดนายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร มีคำสั่งจัดตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าวแล้ว

          ดังนั้น ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าปฏิบัติการทั้งปราบปราม และแก้ไขปัญหาเพื่ออุดช่องโหว่ชุดใหญ่ครั้งนี้ จะมีผลให้ขบวนการนำเข้ารถยนต์หลบเลี่ยงภาษีสิ้นซากได้สักทีหรือไม่.

 

 

ที่มา : เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย