ใครเป็นใคร? เจาะแฟ้ม ป.ป.ช. สอบ จนท.รัฐ-บิ๊กนักการเมืองคดีถือครองทรัพย์สิน

7 สิงหาคม 2560


 

“…ทั้งหมดคือบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐ-นักการเมือง ที่อยู่ระหว่างถูกไต่สวนในชั้น ป.ป.ช. กับข้อกล่าวหา ร่ำรวยผิดปกติท่ามกลางระบบการไต่สวนคดีซุกทรัพย์สิน-ร่ำรวยผิดปกติแบบใหม่ ที่ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. ที่ดูแลด้านการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ย้ำหนักแน่นกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ว่า ต่อไปนี้ต้องตรวจสอบข้อมูลให้ลึก และละเอียดมากที่สุด เพื่อไม่ให้พวกนักการเมือง-เจ้าหน้าที่รัฐ หัวใสบางรายใช้ช่องโหว่ทุจริตเงินแผ่นดินไปได้…”

          ในช่วงที่ผ่านมา ปรากฏข่าวเจ้าหน้าที่รัฐ-ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายสิบรายต่างถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาว่า ร่ำรวยผิดปกติ

          กรณีล่าสุดคือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดนายเกษม นิมมลรัตน์ อดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ร่ำรวยผิดปกติกว่า 21 ล้านบาท ซึ่งเป็นการชี้มูลความผิดซ้ำสอง จากที่เคยถูกชี้มูลมาแล้วก่อนหน้านี้ว่า ร่ำรวยผิดปกติ 168 ล้านบาท และศาลฎีกาฯพิพากษาให้ยึดทรัพย์ไปแล้วก่อนหน้านี้

 

          ขณะที่กรณีร่ำรวยผิดปกติที่อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงในชั้น ป.ป.ช. มีเจ้าหน้าที่รัฐ-นักการเมืองคนสำคัญหลายรายอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เช่น นายการุณ โหสกุล อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นต้น

          สำนักข่าวอิศรา รวบรวมรายชื่อเจ้าหน้าที่รัฐ-นักการเมืองระดับชาติ-นักการเมืองท้องถิ่น ที่ถูก ป.ป.ช. ไต่สวนคดีร่ำรวยผิดปกติ จากเว็บไซต์ ป.ป.ช. และจากปากคำของแหล่งข่าวระดับสูง และกรรมการ ป.ป.ช. บางรายที่ให้ข้อมูล สรุปได้ ดังนี้

 

กลุ่มนักการเมืองระดับชาติ

          น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีต รมว.พาณิชย์ นายยรรยง พวงราช อดีต รมช.พาณิชย์ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ปัจจุบันถูกแสวงหาข้อเท็จจริงเชิงลึก กรณีการแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. และกรณีร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งสืบเนื่องจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนคดีโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการหาตัว คนถือกระเป๋าให้กับบรรดานักการเมืองกลุ่มนี้

 

          นายการุณ โหสกุล อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ถูกกล่าวหาว่า แจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ กรณีไม่แจ้งการถือหุ้นบริษัท โปรเฟสชั่นแนล (2007) จำกัด ทำธุรกิจกำจัดขยะ ในบัญชีทรัพย์สิน และอยู่ระหว่างไต่สวนข้อเท็จจริงเชิงลึก กรณีแจ้งว่ามีรายได้จากการขายพระเครื่อง-นาฬิกา จำนวนหลายสิบล้านบาท

 

กลุ่มข้าราชการ-เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง

          พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ ผช.ผบ.ตร. (ยศ และตำแหน่งขณะนั้น) ถูกกล่าวหาว่า ร่วมกันเป็นเจ้าของคอกม้า รุ่งโรจน์ รุ่งพัชรตั้งอยู่ที่หุบเขาแก่งคอย มูลค่าร้อยล้านบาท ปรากฏตามข่าวของสื่อมวลชน นอกจากนี้ จดทะเบียนจัดตั้ง หจก.สมถวิลรีสอร์ต ซึ่งมี นางสมถวิล วงษ์สุวรรณ คู่สมรส และ น.ส.นวพร วงษ์สุวรรณ บุตรสาว เป็นหุ้นส่วน เพื่อเป็นเจ้าของ สมถวิลรีสอร์ตมูลค่ากว่าร้อยล้านบาท ตั้งอยู่ที่ ม.9 ต.บางพลีน้อย อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ปรากฏตามข่าวของสื่อมวลชน

          สถานะของคดีดังกล่าว เมื่อปี 2557 มีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ หลังจากนั้นผู้ถูกกล่าวหาได้คัดค้าน ต่อมา ป.ป.ช. ได้แจ้งผลการคัดค้านดังกล่าวแก่ผู้ถูกกล่าวหา และคณะอนุกรรมการไต่สวนครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2557 หลังจากนั้นในช่วงปี 2558 ได้สอบปากคำพยานบุคคล และรวบรวมพยานหลักฐาน กระทั่งต้นปี 2560 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ แต่ยังไม่สรุปผลข้อเท็จจริง จึงถือว่าไม่มีความผิดในขณะนี้ 

         

          นายสุวัฒน์ จารุมณีโรจน์ อดีตสรรพากรระดับ 9 (ซี 9) สำนักงานสรรพากรพื้นที่ กทม. 27 (บางรัก) กรณีมีเหตุอันควรสงสัยร่ำรวยผิดปกติ สืบเนื่องจากการถูกชี้มูลความผิดคดีทุจริตคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเท็จ 4.3 พันล้านบาท (พร้อมกับนายสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร) เบื้องต้นนายสุวัฒน์ เคยถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดรวยผิดปกติไปแล้ว มูลค่ากว่า 597 ล้านบาท และปัจจุบันถูกสอบซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

         

          นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าร่ำรวยผิดปกติ โดยถูกสอบซ้ำสอง หลังจากก่อนหน้านี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เคยชี้มูลความผิดร่ำรวยผิดปกติไปแล้วกว่า 346 ล้านบาท อายัดไว้แล้ว 90 ล้านบาท และส่งเรื่องให้ศาลยึดอีก 256 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดิน

 

          พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง หรือทีปวัชระ อดีตเลขานุการกรม และ ผอ.สำนักบริหารการค้าข้าว กรมการค้าต่างประเทศ และนายฑิฆัมพร นาทวรทัต อดีต ผอ.สำนักบริหารการค้าข้าว กรมการค้าต่างประเทศ มีเหตุอันควรสงสัยว่าร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งสืบเนื่องจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด ในคดีระบายข้าวจีทูจีโดยมิชอบ

 

          นายเกษม กลั่นยิ่ง อดีตประธานที่ปรึกษาเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลาการทางการศึกษา (สกสค.) นายสุรเดช พรมโชติ อดีตรองเลขาธิการ สกสค. และนายสำเริง รัชตเศรษฐ์ อดีตกรรมการ สกสค. ถูกกล่าวหา โดยนายเกษม ถูกกล่าวหาว่า มีรีสอร์ท คอนโด และมีเงินสดเก็บไว้ที่บ้านหลายร้อยล้านบาท นายสุรเดช ถูกกล่าวหาว่า มีบ้านราคา 10 ล้านบาท มีหอพัก มีรถเบนซ์ 2 คัน ซื้อบ้านให้บุตร 2 หลัง และนายสำเริง ถูกกล่าวหาว่า มีรถเบนซ์ 1 คัน เจ้าของโครงการบ้านจัดสรร และที่ดิน 30 ไร่

          สำหรับนายเกษม และนายสุรเดช เป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดไปแล้ว ในคดีทุจริตปล่อยเงินกู้ ช.พ.ค. กว่า 2.5 พันล้านบาท ให้กับเอกชนโดยมิชอบ

 

          นอกจากนี้ยังมีอดีตข้าราชการระดับสูงหลายราย เช่น อดีตอธิบดีกรมป่าไม้ ที่ถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินที่อยู่ในการครอบครองของภรรยาที่ไม่ชอบด้วยกฏหมายหลายรายการ เช่น บ้านพร้อมที่ดิน ห้องชุดคอนโดมีเนียม รถยนต์หรูหลายคัน เป็นต้น หรือแม้แต่อดีต รักษาการ ผอ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ก็ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติด้วย เช่นกัน

          ขณะเดียวกันยังมีข้าราชการกรมศุลกากร อีกอย่างน้อย 3 ราย ที่ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติ มีรายหนึ่งถูกระบุพฤติการณ์ว่า เรียกรับเงินในการเข้าจับกุมยึดตรวจสินค้าผู้ประกอบการ และมีทรัพย์สินที่ได้มาจากการทุจริต เช่น ที่ดิน บ้าน และรถยนต์หลายคัน รวมถึงมีเงินฝากในธนาคารหลายบัญชีด้วย

          ส่วนที่เหลือเป็นอดีตผู้บริหาร-นักการเมืองท้องถิ่น จำนวนหลายสิบราย ที่ถูกกล่าวหาว่า มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ บางคดี ป.ป.ช. ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนแล้ว บางคดีอยู่ระหว่างแสวงหาข้อเท็จจริง

          ทั้งหมดคือบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐ-นักการเมือง ที่อยู่ระหว่างถูกไต่สวนในชั้น ป.ป.ช.  ท่ามกลางระบบการไต่สวนคดีซุกทรัพย์สิน-ร่ำรวยผิดปกติแบบใหม่ ที่ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. ที่ดูแลด้านการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ย้ำหนักแน่นกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ว่า ต่อไปนี้ต้องตรวจสอบข้อมูลให้ลึก และละเอียดมากที่สุด เพื่อไม่ให้พวกนักการเมือง-เจ้าหน้าที่รัฐ หัวใสบางรายใช้ช่องโหว่ทุจริตเงินแผ่นดินไปได้ หรือเรียกรับเงินจากเอกชน ไปซุกทรัพย์สินในที่อื่น ๆ ได้อีก

          ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าผิด หลังจากนี้จะมีชื่อใครถูกชี้มูล  หรือคดีไม่มีมูลแล้วถูกตีตกไปบ้าง ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด !

 

* อ่านรายละเอียดข่าวเพิ่มเติมได้ที่เว็ปไซต์สำนักข่าวอิศรา

 

ที่มา : สำนักข่าวอิศรา วันที่ 6 สิงหาคม 2560

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย