ลุยยึดเพิ่ม21ล. ปปง.สางทุจริต'เงินทอนวัด' อายัดทรัพย์นพรัตน์กับพวก รวม4ครั้ง-มูลค่ากว่า 92 ล้าน

23 พฤศจิกายน 2560


 

          ปปง.เดินหน้ายึด-อายัดทรัพย์ "นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์" อดีต ผอ.พศ. พร้อมพวกเพิ่มอีก 7 รายการ มูลค่า 21 ล้านบาท รวม 4 ครั้ง ก่อนหน้านี้ยึดไปแล้ว 40 รายการ มูลค่ากว่า 92 ล้าน

          ความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่กองบังคับการป้องกันปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบ(บก.ป.ป.ป.) เข้าตรวจสอบกรณีทุจริต งบประมาณอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์ และการพัฒนาวัด โดยชุดแรกเป็นการ ทุจริตงบอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัด และพัฒนาวัด12 วัด ความเสียหายประมาณ 60 ล้านบาท มีผู้ต้องหา 10 ราย ส่วน ชุดที่สอง งบอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัด และพัฒนาวัด งบอุดหนุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และงบอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาแผนกธรรม-แผนกบาลีจำนวน 23 วัด ความเสียหายประมาณ 141 ล้านบาท มีผู้ต้องหา 19 ราย และรวบรวมหลักฐาน ส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูล พร้อม ส่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินการต่อนั้น

 

          เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร รักษาราชการแทนเลขาธิการ ปปง.เปิดเผยความ คืบหน้าเรื่องนี้ว่า จากกรณีการทุจริต งบประมาณอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์และการพัฒนาวัด ซึ่งสำนักงาน ปปง.ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินของนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติ (อดีต ผอ.พศ.) กับพวกไปแล้วนั้น สำนักงาน ปปง.ได้สืบสวนสอบสวน ขยายผล เพื่อติดตามทรัพย์สินที่เกี่ยวกับ การกระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง

          ทั้งนี้ จากการสืบสวนพบทรัพย์สินของนายนพรัตน์กับพวก ที่ได้มาจาก การทุจริตเพิ่มเติม ปปง.จึงใช้อำนาจยึด และอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการทำผิด ดังกล่าวเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนจำนวน 6 รายการ รวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท อีกทั้ง วันเดียวกันนี้คณะกรรมการธุรกรรม ได้ประชุม ครั้งที่ 22/2560 และมีมติ ให้อายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมอีก 1 รายการ มูลค่า ประมาณ 16 ล้านบาท รวมมูลค่าทั้งหมด 21 ล้านบาท

          รักษาราชการแทนเลขาธิการ ปปง.กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ปปง.ได้ยึดและอายัดทรัพย์สินของนายนพรัตน์กับพวกไปแล้ว 4 ครั้ง จำนวน 40 รายการ มูลค่ากว่า 92 ล้านบาท ซึ่งสำนักงาน ปปง.จะสืบสวนสอบสวน ขยายผล เพื่อติดตามทรัพย์สินกลับคืนสู่ แผ่นดินอย่างต่อเนื่องต่อไป

 

 

ที่มา : แนวหน้า ฉบับวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย