ฟัน 5 คน ซี 7-8 โกงคนจน ทุจริตกองทุนพัน'กรุงไทย'

29 มีนาคม 2561


 

"พ.ต.ท.เธียรรัตน์" ยันสืบสวนข้อเท็จจริง "ปลัดรองปลัด พม." เอี่ยวงาบเงินคนจน ไม่มีมวยล้ม ชี้ คกก.ส่วนใหญ่คนนอก ไม่มีส่วนได้เสีย ทำงานเต็มที่ ไม่ให้เสียเครดิตตัวเอง ลั่นเร่งให้ทันสิ้น มี.ค. นี้ ขณะ "อนันตพร" จ่อลงดาบ ขรก.ซี 7-8 รวม 5 คน โกงเงินคนจน ลอตแรกสัปดาห์นี้ ด้าน บอร์ด ป.ป.ท. เผย 3 ช่องโหว่ปล่อยทุจริตกองทุนเสมาฯ "ไม่ระบุชื่อผู้รับทุน-ไม่ติดตามผลปฏิเสธไม่มีทุน" ชี้ สุดงง ผู้ต้องหาซี 8 เป็นแค่คนจดบันทึกประชุม จับมือ ศธ.หาตัวผู้มีอำนาจตัวจริง ด้านผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เตรียมเรียกผู้เกี่ยวข้องกว่า 50 คนตั้งแต่อดีตปลัด ศธ.ถึงเจ้าหน้าที่การเงิน ช่วง 10 ปี ให้ถ้อยคำ เผยเบื้องต้นหลักฐานทุจริตชัดเจน ส่อแววพัวพันถึง ธนาคารกรุงไทย ส่วน "รมว.ศธ." รับลูก มติ ครม. เห็นชอบแนวทางป้องทุจริต พบ ขรก.เอี่ยวโกง สอบทันที 7 วัน รู้ผลภายใน 30 วัน หากผิดร้ายแรงไล่ออกทันที

กรณี สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบการทุจริตเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและผู้ติดเชื้อเอชไอวี (เอดส์) ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งประจำจังหวัด จนขยายวงกว้างขึ้นจนพบพฤติกรรมความผิดแล้ว 53 จังหวัด รวมทั้งกรณีตรวจสอบเส้นทางการเงินของนางรจนา สินทวี นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักส่งเสริมกิจการการศึกษา ระดับ 8 (ซี 8) กระทรวงศึกษาธิการ ผู้ถูกกล่าวหาว่าทุจริตเงินพัฒนาเด็กด้อยโอกาสของกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตกว่า 100 ล้านบาท กระทั่ง นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประชุมพิจารณาโทษมีมติเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 ให้ไล่ออกจากราชการ ตามที่ได้เสนอข่าวมาอย่างต่อเนื่องนั้น

 

ต่อมาเมื่อวันที่ 27 มี.ค. พ.ต.ท.เธียรรัตน์ วิเชียรสรรค์ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และ นายณรงค์ คงคำ รอง ปลัด พม. กรณี ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง กล่าวถึงความคืบหน้าการสืบสวนข้อเท็จจริงว่า ขณะนี้กำลังรวบรวมข้อเท็จจริงอยู่ แต่ก็ยังมีข้อมูลเข้ามาเรื่อย ๆ ทั้งเอกสาร ตัวบุคคลที่เข้ามาให้ข้อมูล ซึ่งทางคณะกรรมการก็พยายามเร่งรีบเพื่อสรุปผลให้ได้ภายในเดือน มี.ค. ทั้งนี้ ข้อมูลที่มีขณะนี้ถือว่าครบถ้วนระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีปัญหา เราได้เอกสารหลักฐานมาครบถ้วน แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ รวมถึงผลสอบว่าจะเป็นอย่างไร จะเสนอ รมว.พม.อย่างไร เพราะคณะกรรมการถูกตั้งโดยคำสั่งลับมาก ตนจึงไม่สามารถเปิดเผยการดำเนินการได้

พ.ต.ท.เธียรรัตน์ กล่าวอีกว่า ประชาชนสามารถเชื่อใจการสืบสวนของคณะกรรมการได้ เพราะเป็นคนนอกเกือบทั้งหมด คงไม่มีใครเอาเครดิตตัวเองมาเสี่ยงให้เสีย ทุกคนทำงานเต็มที่ที่สุด ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ว่ากันตามข้อเท็จจริงทุกอย่าง ฉะนั้นขอให้มั่นใจในการทำงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ไม่ดีก็ต้องว่ากันตามเนื้อผ้า ต้องสอบสวนกันต่อไป

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น 59 ศูนย์ พบการทุจริต 21 ศูนย์ ไม่พบ 8 ศูนย์ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบ 30 ศูนย์ โดยศูนย์ที่ตรวจพบการทุจริตนั้น จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบขึ้นมาเป็นลอต ๆ ซึ่งลอตแรกตรวจสอบเสร็จแล้ว เบื้องต้นพบข้าราชการระดับ 7 และ 8 เกี่ยวข้อง 5 คน โดยจะพิจารณาลงโทษให้เสร็จภายในสัปดาห์นี้ ส่วนลอตที่ 2 จะได้ข้อสรุป และลงโทษต่อไป ยืนยันว่าให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ได้ข้อยุติอย่างแท้จริง จะได้ไม่มีการมาร้องเรียนภายหลัง ซึ่งการทุจริตดังกล่าวมีการให้การเชื่อมโยงทั้งหมด เพราะมีทั้งเจ้าตัวปฏิบัติเอง และมีการสั่งให้ปฏิบัติ ส่วนกรณีที่นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมาระบุว่า การทุจริตดังกล่าวเริ่มตั้งแต่การวิ่งเต้นตำแหน่งเพื่อให้ได้ลงไปทุจริตในพื้นที่ด้วยนั้น ยอมรับว่ามีส่วน ข้อมูลจากทุกหน่วยตรงกัน ถือเป็นวงจร ภายใน 2 เดือนนี้ จะตัดวงจรแบบถอนรากถอนโคน

"ผิดหวังกับชื่อกระทรวง แต่คนดีเขายังมี คนไม่ดีต้องลงโทษกันไป ใครไม่ดีต้องลงโทษ ใครที่ดีต้องให้ก้าวหน้า คนในกระทรวงคงเข้าใจว่าช่วงนี้เป็นช่วงวิกฤติของกระทรวง โดยวันที่ 28 มี.ค.จะมีการประชุมเรื่องยุทธศาสตร์การฟื้นฟูภาพลักษณ์กระทรวง ใครมีข้อมูลขอให้เอามาให้โดยเร็ว เรื่องจะได้จบ ไม่ต้องกลัวผู้บังคับบัญชาจะกลับมาใหม่แล้วลงโทษตัวเอง ยืนยันเราเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ และนายกฯ กำชับในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เอาจริง โดยการตรวจสอบทั้งหมดจะยังใช้กฎหมายปกติ ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44" พล.อ.อนันตพร กล่าว

พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี กรรมการ ป.ป.ท. เปิดเผยถึงการตรวจสอบเงินสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังลงพื้นที่ตรวจสอบต่อเนื่อง ซึ่งพบการทุจริตแล้ว 53 จังหวัด มีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนข้าราชการแล้ว 45 คน ส่วนที่เหลืออีก 23 จังหวัด ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ นอกจากนี้ การตรวจสอบงบศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่นั้น เบื้องต้นพบมีเจ้าหน้าที่กองทุนมาขอเอกสารสำเนาบัตรประชาชน อ้างว่าจะนำไปเบิกงบต่าง ๆ โดยชาวบ้านแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าไม่เคยได้รับเงินช่วยเหลือเลย ขณะที่บางส่วนได้รับเงินเพียง 1,000 บาท เท่านั้น หลังจากนี้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

 

ส่วนกรณีทุจริตเงินพัฒนาเด็กด้อยโอกาสของกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต กว่า 100 ล้านบาท ล่าสุด นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง กล่าวว่า เพิ่งพบว่า ป.ป.ท. เคยมีหนังสือถึง ศธ. เมื่อปี 2557 ให้ชี้แจงกรณีวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี เชียงใหม่ ร้องเรียนว่า ไม่ได้รับเงินจากกองทุนฯ ปี 2554, 2555 และ 2556 ซึ่ง นางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัด ศธ.ในขณะนั้นได้มีหนังสือสั่งการไปยังสำนักนิติการ และมอบให้ นางรจนา ชี้แจงกลับไปที่ ป.ป.ท. ภายใน 15 วัน แต่จนถึงเวลานี้ก็ยังหาหนังสือตอบกลับไม่พบ และล่าสุดยังพบหนังสือจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่เคยมีหนังสือทักท้วงว่าเหตุใดในปี 2550 ไม่มีการประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ และไม่จัดสรรจ่ายเงินกองทุนฯ ซึ่งก็ยังหาหลักฐานไม่พบเช่นกันว่า ศธ. มีการชี้แจงไปอย่างไร

นายอรรถพล กล่าวอีกว่า เมื่อดูรายการจ่ายของปี 2550 พบว่ามีการทุจริต 3 รายการที่นำเลขบัญชีบุคคลไปใส่แทนชื่อสถานศึกษา ส่วนปี 2551 พบทุจริตค่อนข้างเยอะถึง 14 รายการ ตรงนี้สะท้อนว่าทุจริตแน่ ๆ ซึ่งในรายงานการประชุมตลอด 10 ปีที่ผ่านมาพบจุดบอดใหญ่มาก คือมีแต่รายงานการรับจ่าย แต่ไม่มีการรายงานผลกิจกรรม การดำเนินโครงการ มีแค่รายงานว่ามีรายจ่ายเท่าใดแค่นั้น อย่างไรก็ตามในสัปดาห์นี้จะทำหนังสือเชิญผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ ตั้งแต่ อดีตปลัด ศธ. รองปลัด ศธ. ผู้ช่วยปลัด ศธ. ผอ.สำนักกิจการการศึกษาพิเศษ เจ้าหน้าที่การเงิน ตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบัน ประมาณ 50 คน มาให้ถ้อยคำ และยืนยันเอกสาร อย่างไรก็ตาม บุคคลที่เชิญมาให้ถ้อยคำไม่ได้หมายความว่าอยู่ในข่ายต้องสงสัยว่ากระทำผิด แต่เป็นการเชิญมาเพื่อเป็นพยานบุคคล เพื่อหาข้อเท็จจริง ส่วนนางรจนา ก็จะเชิญมาให้ข้อมูลตามปกติ แต่จะมาหรือไม่ก็ได้

 

นายอรรถพล เผยอีกว่า สัปดาห์หน้าคณะกรรมการฯ จะลงพื้นที่สุ่มตรวจสอบสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ รร.ศึกษา สงเคราะห์ และวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่านางรจนา ไม่ได้ทำเพียงคนเดียวนั้น ทุกคนมีสิทธิไม่เชื่อ แต่ทุกอย่างจะดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน ซึ่งผู้ที่จะสืบสาวเชิงลึกได้ดีที่สุดคือ ป.ป.ท. และ ปปง. อีกทั้งเรื่องนี้มีการเชื่อมโยงกันหลายส่วน โดยเฉพาะกับธนาคารกรุงไทย ที่พบว่าในปี 2550-2561 มีการโอนเงิน 36 ครั้ง ซึ่งข้อมูลตั้งแต่ปี 2550-2559 พบการโอนเงินผ่านระบบจีโร (GIRO) ซึ่ง ศธ. ระบุเฉพาะเลขที่บัญชีมาตลอด และธนาคารสามารถปฏิเสธความรับผิดชอบด้วยเหตุอ้างว่าได้โอนเงินตามบัญชีนั้นแล้ว แต่ในปี 2560 มีการโอนเงิน 3 ครั้ง ที่ต่างไปจากที่เคยปฏิบัติ คือมีการพิมพ์ชื่อบัญชีพร้อมเลขที่บัญชีทุกครั้ง ปรากฏว่าทั้ง 3 ครั้ง เป็นการปลอมแปลง เพราะชื่อบัญชี และเลขที่บัญชีไม่ตรงกัน แต่เงินก็ยังถูกโอนไปได้

 

วันเดียวกันมีการประชุมองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศธ. เปิดเผยว่า ได้แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่องการปราบปรามและป้องปรามการทุจริต โดยมีมาตรการการป้องกันจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดังนี้ 1. ให้ดำเนินการสอบให้เสร็จในเบื้องต้นไม่เกิน 7 วัน ในกรณีวินัย และอาญาให้สอบให้เสร็จภายใน 30 วัน 2. กรณีผู้ที่เกี่ยวข้องแต่มูลยังไม่ชัด ให้ย้ายออกจากงานเดิม แต่ยังอยู่ในกระทรวงเดียวกัน ในกรณีที่เป็นผลเสียต่อทางราชการสำคัญให้ย้ายไปสำนักนายกรัฐมนตรี สามารถดำเนินการได้ในระดับ 9 ระดับ 10 และระดับ 11 ซึ่งทางสำนักนายกฯ เตรียมรองรับไว้แล้ว 100 กว่าตำแหน่ง จากนั้นให้ดำเนินการสอบอย่างรวดเร็ว และคนที่เกี่ยวข้องแม้ผิดวินัยร้ายแรง แต่ไม่ถึงขั้นไล่ออกหรือปลดออก ห้ามกลับมาทำหน้าที่ตำแหน่งเดิมใน 3 ปี การตรวจสอบต่าง ๆ ให้ทำอย่างรวดเร็ว และให้รายงานหัวหน้าส่วนราชการและรัฐมนตรี เป็นระยะ ๆ ทั้งนี้กรณีที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มดำเนินการอย่างไร ให้ส่วนราชการสอบถามไปที่ ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) สำหรับกรณีที่ข้าราชการใส่เกียร์ว่างปฏิบัติงานไม่มีประสิทธิภาพก็ให้ใช้มาตรการเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมายปกติ ไม่ได้ใช้อำนาจหัวหน้าคสช. ตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ซึ่ง ตนได้ซักซ้อมความเข้าใจในมติครม. ต่อผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ. ว่าต้องปฏิบัติตามมาตรการเหล่านี้อย่างเคร่งครัด

 

ที่สำนักงานป้องกันและปราบปราม การทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) วันเดียวกัน พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี กรรมการ ป.ป.ท. เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบหลักฐานที่ตรวจค้นได้จากบ้าน นางรจนา เมื่อวันที่ 23 มี.ค. ที่ผ่านมา อาทิ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และเอกสาร ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าปี 2551 นางรจนา เปิดบัญชีรับโอนเงิน จากกองทุนเสมาฯ รวม 22 บัญชี แต่โอนเข้าบัญชีบุคคลอื่นรวม 31 บัญชี ซึ่ง 22 บัญชี ที่เปิดไว้เพื่อรับทุนในปี 2560 ระหว่างที่กระทรวงศึกษาฯ ตรวจสอบ พบว่าต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาเงินถูกถอนออกไปทั้งหมด และมีการแจ้งปิดบัญชีทั้งหมดแล้ว ซึ่ง ป.ป.ท. ตรวจสอบพบข้อบกพร่อง 3 ประเด็น ที่ทำให้เกิดการทุจริต คือ 1. การไม่กำหนดตัวบุคคลที่จะรับทุน โดยพิจารณาอนุมัติทุนตามที่โรงเรียนร้องขอใน 4 กลุ่มโรงเรียน และไม่ระบุชื่อเจ้าของบัญชีและเลขที่บัญชีที่รับโอนเงินจากกองทุนเสมาฯ 2. หลังอนุมัติทุนการศึกษาไม่มีการติดตามผลว่านักเรียนได้รับทุนหรือไม่ และ 3. กระทรวงศึกษาฯ ในฐานะผู้อนุมัติทุนหรือโรงเรียนผู้รับทุนมีส่วนรู้เห็นกับการทุจริตหรือไม่ เนื่องจากมีการทวงถามทุนการศึกษามายังกระทรวง แต่กระทรวงปฏิเสธว่าไม่มีทุน ในประเด็นนี้จะต้องตรวจสอบว่าใครรับเรื่องและปฏิเสธการจ่ายทุนทั้งที่ทุนการศึกษาได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการแล้ว

พล.ต.อ.จรัมพร กล่าวอีกว่า เร็ว ๆ นี้ป.ป.ท.จะทำหนังสือถึงปลัด ศธ.ขอให้จัดส่งระเบียบการอนุมัติทุนทั้งหมดมาประกอบการไต่สวนความผิดทางอาญา เนื่องจาก ศธ.ได้ตรวจสอบย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 51 ส่วนเซิร์ฟเวอร์ที่ ป.ป.ท. ยึดมาได้กำลังส่งให้ บก.ปอท.ตรวจสอบ เนื่องจากมีข้อสงสัยว่านางรจนา เป็นเพียงผู้ช่วยเลขานุการที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติทุน มีหน้าที่จดบันทึกประชุมและวาระงบประมาณต่าง ๆ หลังจากมีการอนุมัติเงินทุนการศึกษาแล้ว ผู้มีอำนาจลงนามอนุมัติตามระดับชั้น ซึ่งปลัดกระทรวง หรือรองปลัดกระทรวง ที่ได้รับมอบหมายแทนจะเป็นผู้ลงนามขั้นตอนสุดท้าย แต่ทำไมนางรจนา จึงมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการเบิกจ่ายเงินคนเดียว ซึ่ง ป.ป.ท. จะร่วมกับ ศธ. ตรวจสอบอย่างเต็มที่ ในส่วนนี้นางรจนา อาจมีความผิดทางแพ่ง ฐานละเมิดอีกด้วย อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลการเบิกจ่ายเงินทุน พบว่าบางปีมีการทุจริตเงินทั้งก้อนโดยที่นักเรียนไม่เคยได้รับทุนเลย

 

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับการตรวจสอบธุรกรรมการเงินของนางรจนา ระหว่างปี 2551-2561 พบว่า มีการโอนเงินจากกองทุนเสมาฯ เข้าบัญชีของสถานศึกษา 173,009,510 บาท โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลอื่น ๆ ซึ่งเป็นเครือญาติ นางรจนา รวม 22 บัญชี 89,993,372 บาท โดยแต่ละคนจะเปิดบัญชีตั้งแต่ 1-7 บัญชี ส่วนความเคลื่อนไหวทางการเงินในปี 2560 พบว่ามีนายวิโรจน์ (สงวนนามสกุล) เปิดบัญชีสูงสุด 7 บัญชี รับโอนเงิน และพักเงินไว้ตั้งแต่หลักแสนบาท จนถึงหลักล้านบาท รวมทั้งหมด 7 ล้านบาท ขณะที่ น.ส.สุพิชฌาย์ (สงวนนามสกุล) รับโอนเงิน 2 บัญชี เป็นเงิน 1.8 ล้านบาท และนายฉลอง (สงวนนามสกุล) รับโอนเงิน 1 บัญชี รวม 1.5 ล้านบาท ส่วนรายอื่น ๆ รับโอนเงินตั้งแต่ 55,000-800,000 บาท รวมมีบัญชีของบุคคล 10 ราย ที่รับเงิน 18 บัญชี ทำรายการโอนเงินทั้งหมด 52 รายการ จำนวนเงินที่โอนรวมทั้งหมด 12.8 ล้านบาท นอกจากนี้ กลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริต ยังได้ทำธุรกรรมการเงินโดยหลบเลี่ยงการรายงานธุรกรรมต้องสงสัยตามกฎหมายฟอกเงินให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ทราบอีกด้วย.

 

ที่มา : เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2561

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย