'สุธรรม มลิลา'อดีตบิ๊ก ทศท. เจอคุกอุทธรณ์ 6 ปี เอื้อประโยชน์เอไอเอส

29 มีนาคม 2561


 

เปิดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์สั่งจำคุก 6 ปี "สุธรรม มลิลา" อดีตบิ๊กทศท. ทุจริตเอื้อประโยชน์เอไอเอส สั่งชดใช้ทีโอทีด้วย 4.6 หมื่นล้าน ได้ประกันตัว 8 แสน รอฎีกาสู้คดี

จากข้อกล่าวหา นายสุธรรม มลิลา อดีต ผอ.องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) เมื่อปี 2544 ซึ่งปัจจุบัน ทศท.เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ทีโอที ฯ ที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติชี้มูลความผิดนายสุธรรม แก้ไขสัญญาสัมปทาน (ครั้งที่ 6) ให้บริษัท แอด วานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด หรือเอไอเอส (AIS) ได้ลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในแบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า หรือ Prepaid Card ในชื่อ วันทูคอล โดยมิชอบ ซึ่งอัยการ ก็ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแล้วนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซ.สีคาม ถ.นครไชยศรี ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา

โดยศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตฯ พิพากษากลับ จากที่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง นายสุธรรม อดีต ผอ.ทีโอที จำเลย เป็นว่า จำเลยมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ , ทำ , จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ที่เป็นการสร้างความเสียหายแก่รัฐ ให้จำคุกทั้งสิ้น 9 ปี แต่พยานหลักฐานที่ จำเลย นำเข้าไต่สวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกรวม 6 ปี และให้จำเลย ชำระเงิน 46,855,463,990.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 33,030,343,367.97 บาท นับตั้งแต่วันที่ 4 ก.ค.59 ให้แก่ บ.ทีโอที ผู้เสียหาย คดีนี้ด้วย ซึ่งระหว่างการยื่นฎีกาสู้คดีนี้ นายสุธรรม อดีต ผอ.ทีโอที จำเลย ก็ได้ประกันตัวไป โดยศาลตีราคาประกัน 800,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นได้รับอนุญาตจากศาล

 

ทั้งนี้ สำหรับคดีดังกล่าว อัยการสูงสุด ได้ยื่นฟ้อง นายสุธรรม มลิลา อดีต ผอ.ทีโอที ในความผิด ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ม.157 โดย บ.ทีโอทีฯผู้เสียหาย ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลย ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี จากการที่ลงนามข้อตกลงครั้งที่ 6 กับ AIS เป็นผลให้ทีโอทีต้องสูญเสียรายได้ รวมเป็นเงิน 93,710,927,981.84 บาท

ระบุ พฤติการณ์โดยสรุปว่า ระหว่างวันที่ 12 เม.ย. 15 พ.ค.44 จำเลยปฏิบัติหน้าที่เป็น ผอ.ทศท. (ทีโอทีในปัจจุบัน) และกรรมการ (บอร์ด) ทศท. ได้ทำสัญญาอนุญาตให้บริษัท AIS ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งบริษัทจะต้องลงทุนอุปกรณ์ทั้งหมดและยกให้ ทศท. ก่อนที่จะนำไปให้บริการแก่ผู้ใช้บริการและกำหนดให้ AIS จ่ายส่วนแบ่งรายได้โทรศัพท์ ปีที่ 1-5 อัตราร้อยละ 15 , ปีที่ 6-10 อัตราร้อยละ 20 , ปีที่ 11-15 อัตราร้อยละ 25 และปีที่ 16-20 อัตราร้อยละ 30

ต่อมา AIS มีหนังสือลงวันที่ 22 ม.ค.44 ถึง ผอ.ทศท.จำเลย ขอให้พิจารณาปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า หรือ Prepaid Card ในชื่อ วันทูคอล โดยให้เหตุผลว่า ทศท.ปรับลดอัตราค่าเชื่อมโยงโครงข่ายกรณีการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ Prepaid Card ให้แก่ บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (TAC หรือปัจจุบันคือ DTAC) ที่ให้บริการ ชื่อ Prompt จากเดิมอัตราร้อยละ 200 ต่อเลขหมาย/เดือน เป็นอัตราร้อยละ 18 ของหน้าบัตร แต่นายวิเชียร นาคสีนวล ผอ.บริหารผลประโยชน์ เห็นว่าไม่ใช่เป็นการปรับลดอัตราค่าเชื่อมโยงโครงข่าย แต่เป็นการกำหนดอัตราค่าเชื่อมโยงขึ้นใหม่ และไม่ใช่การลดส่วนแบ่งรายได้ จึงไม่สมเหตุผล ดังนั้นจึงไม่พิจารณาปรับลดส่วนแบ่งรายได้ให้กับ AIS และเมื่อเทียบกับเงินที่ DTAC จ่ายให้บริษัท กสท. และทีโอทีแล้ว DTAC จ่ายเงินมากกว่า AIS จ่ายให้ทีโอที

ต่อมามีการจัดทำกรณีศึกษาแบบอัตราก้าวหน้าและอัตราคงที่เสนอต่อนางทัศนีย์ มโนรถ รอง ผอ.ทีโอที และนายสายัณห์ ถิ่นสำราญ ผอ.การเงินและงบประมาณ ก็ได้สั่งให้ศึกษาเพิ่มเติม โดยหลังการประชุมคณะกรรมการฯ ในภายหลังกลับรับข้อเสนอของ AIS และกำหนดส่วนแบ่งรายได้โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้าในอัตราร้อยละ 20 คงที่ตลอดอายุสัญญา และ นายสุธรรม อดีต ผอ.ทีโอที จำเลยได้สั่งการให้ฝ่ายบริหารผลประโยชน์ ทำเอกสารเสนอ กรรมการทีโอทีให้ทันการประชุมครั้งต่อไป

กระทั่งการประชุมครั้งที่ 5/2544 เมื่อวันที่ 12 เม.ย.44 ที่ประชุมมีความเห็นว่าที่ AIS ขอลดส่วนแบ่งรายได้จากอัตราร้อยละ 25 เหลือร้อยละ 20 นอกจากจะเป็นการส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรมแล้ว ทีโอทีและประชาชนน่าจะได้รับประโยชน์โดยตรง จึงมีมติเห็นชอบส่วนแบ่งรายได้บริการโทรศัพท์แบบบัตรวันทูคอล ที่ทีโอทีจะเรียกเก็บในอัตราร้อยละ 20 ของมูลค่าหน้าบัตร โดยมีเงื่อนไขให้ทีโอทีเจรจากับ AIS ให้ได้ข้อยุติก่อน และให้ส่งส่วนแบ่งรายกับทีโอทีเป็นรายเดือน พร้อมทั้งนำผลประโยชน์ที่ AIS ได้รับไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ใช้บริการโดยตรง และให้ทีโอที ติดตามผลการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ล่วงหน้า เพื่อเป็นข้อมูลปรับปรุงหลักเกณฑ์เก็บส่วนแบ่งในโอกาสต่อไปด้วย

แต่นายสุธรรม อดีต ผอ.ทีโอที จำเลย ไม่ได้ดำเนินการเสนอผลการศึกษาข้อมูลเพื่อพิจารณาทบทวนอัตราส่วนแบ่งรายได้ของ AIS ให้บอร์ดทีโอทีพิจารณาอีกครั้งตามมติของบอร์ด กระทั่งบอร์ดทั้ง 7 คน พ้นจากตำแหน่งไปเมื่อวันที่ 30 ก.ค.45 โดยจำเลย กลับใช้อำนาจฐาน ผอ.ทีโอที. ลงนามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอนุญาตดำเนินกิจการครั้งที่ 6 ให้กับ AIS และกำหนดผลประโยชน์ตอบแทนโทรศัพท์แบบวันทูคอล โดยให้ AIS แบ่งส่วนรายได้อัตราร้อยละ 20 ของมูลค่าหน้าบัตร ซึ่งทำให้ ทีโอที ผู้เสียหายคดีนี้ได้รับส่วนแบ่งรายได้น้อยลง จากเดิมที่ได้รับตามสัญญาหลักในอัตราร้อยละ 25-30 โดยเมื่อเปรียบเทียบ ส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาหลัก กับสัญญาที่แก้ไขนั้น พบว่า ทีโอที ต้องสูญเสียรายได้ถึง 17,848,130,000 บาท และสูญเสียรายได้ในอนาคต จนถึงวันสิ้นสุดสัญญาสัมปทานอีกเป็นเงิน 53,490,900,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 71,339,030,000 บาท โดย นายสุธรรม อดีต ผอ.ทีโอที จำเลยให้การปฏิเสธ

ขณะที่คดีนี้ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อปี 2560 ให้ยกฟ้อง และยกคำร้องของ บ.ทีโอทีฯ ผู้เสียหาย ที่เรียกร้องค่าเสียหายด้วย แต่ นายอำนาจ พวงชมภู อธิบดีผู้พิพากษาศาลทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในขณะนั้น ได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษาด้วยว่าเห็นควรให้ลงโทษจำเลย ซึ่งต่อมาอัยการโจทก์ ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา

โดย ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้แก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (ฉบับหลักลงวันที่ 27 มี.ค.33) ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 15 พ.ค.44 ปรับส่วนแบ่งรายได้ให้ AIS จากการให้บริการโทรศัพท์แบบบัตรวันทูคอล โดยในการประชุมบอร์ดทีโอที ครั้งที่ 5/2544 เมื่อวันที่ 12 เม.ย.44 จำเลยเข้าร่วมประชุมและพิจารณามีความเห็นกรณี AIS ขอลดส่วนแบ่งรายได้จากร้อยละ 25 เหลือร้อยละ 20 โดยจำเลย ในฐานะผอ.ทีโอที.ลงนามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาครั้งที่ 6 กับAIS ที่มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.44 ว่าให้ AIS แบ่งส่วนรายได้ในอัตราร้อยละ 20 ของมูลค่าหน้าบัตร ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เคยวินิจฉัยว่าเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัท AIS ไม่ใช่การทำเพื่อประโยชน์ของราชการ และทำให้ทีโอทีเสียหาย อีกทั้งการแก้ไขสัญญาในครั้งนั้นอัตราส่วนแบ่งรายได้แบบใช้บัตรวันทูคอลนั้นควรเป็นไปตามสัญญาหลักเนื่องจากการกำหนดส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องจ่ายแก่คู่สัญญาภาครัฐในแบบอัตราก้าวหน้าหรือขั้นบันได เป็นการกำหนดอัตราที่มีความเป็นธรรมแก่คู่สัญญาฝ่ายรัฐผู้ให้สัญญา เพราะได้กำหนดค่าผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่รัฐผู้ให้สัญญาตามสัดส่วนของรายได้

ส่วนความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ รักษาทรัพย์ ใช้อำนาจตำแหน่งโดยทุจริตฯ ม.151 อย่างน้อยผู้กระทำจะต้องมีเจตนาเจตนาพิเศษด้วย ซึ่งจำเลยจะมีเจตนาดังกล่าวหรือไม่เป็นเรื่องภายในใจของจำเลยที่จะต้องดูการกระทำเป็นสำคัญเพราะกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา ซึ่งการประชุมเปรียบเทียบจำนวนเงินที่ DTAC จ่ายแก่รัฐ มากกว่าที่ AIS จ่าย และในการประชุมกลั่นกรองวาระการประชุมของบอร์ดทีโอที ก็มีมติให้ AIS จ่ายส่วนแบ่งรายได้ในอัตราคงที่ ร้อยละ 22

ต่อมาเมื่อมีการประชุมครั้งที่ 5/2554 ก็ลดส่วนแบ่งรายได้ให้แก่ AIS หรืออัตราร้อยละ 20 โดยมีเงื่อนไขให้ ทีโอที ติดตามผลการให้บริการโทรศัพท์แบบใช้บัตร Prepaid Card เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์การเก็บส่วนแบ่งรายได้ในโอกาสต่อไป แต่จำเลยก็ไม่ดำเนินการจนกรรมการ 7 คน พ้นจากหน้าที่เมื่อวันที่ 30 ก.ค.45 ซึ่งหลังจาก นายสุธรรม อดีต ผอ.ทีโอที จำเลย ลงนามในสัญญาลดส่วนแบ่งรายได้ครั้งที่ 6 ให้แก่ AIS แล้ว ในการประชุมครั้งที่ 8/2544 จำเลย กลับรายงานต่อที่ประชุมว่า อยู่ระหว่างการดำเนินการทำร่างข้อตกลงต่อท้ายสัญญาครั้งที่ 6 ทั้งที่ความจริงจำเลยได้ลงนามในข้อตกลงครั้งที่ 6 ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.44 และมิได้กำหนดข้อตกลงให้มีการพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์การเรียกเก็บเงินส่วนแบ่งรายได้ในโอกาสต่อไป จึงแสดงให้เห็นเจตนาว่าจำเลยปกปิดข้อเท็จจริงไม่แจ้งให้ที่ประชุมทราบด้วยเจตนาจะให้ AIS ได้รับผลประโยชน์จากการลดส่วนแบ่ง ทั้งที่ตำแหน่งของจำเลย ขณะนั้นต้องรักษาผลประโยชน์ขององค์กร สมควรแจ้งข้อเท็จจริงที่เป็นผลประโยชน์ได้เสียขององค์กรให้ที่ประชุมร่วมกันพิจารณาด้วยความรอบคอบ เมื่อการกระทำจำเลยเป็นความผิดอันเป็นบทเฉพาะแล้ว จึงไม่ปรับบทมาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก

ส่วน นายสุธรรม อดีต ผอ.ทีโอที จำเลย ต้องรับผิดค่าเสียหายให้ บ.ทีโอทีหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ฯ เห็นว่า แม้ ทีโอที จะไม่ได้อุทธรณ์ในส่วนคำขอแพ่งนี้ก็ตาม แต่การยื่นคำร้องขอชดใช้ค่าเสียหายนั้นก็เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 44/1 ซึ่งเมื่ออัยการ โจทก์ยื่นอุทธรณ์แล้วก็ถือว่าคำร้องดังกล่าวได้อุทธรณ์แล้วเช่นกัน และเมื่อข้อเท็จจริงส่วนอาญาฟังว่า นายสุธรรม อดีต ผอ.ทีโอที จำเลยใช้อำนาจในทางทุจริต ก็ต้องรับผิดชอบใช้เงินแก่ทีโอทีด้วย โดยศาลอุทธรณ์พิจารณาเรื่องการอนุมัติลดอัตราส่วนแบ่งรายได้แล้ว จำเลยไม่ได้พิจารณาแต่เพียงลำพัง ดังนั้นจึงสมควรให้จำเลยรับผิดเพียงครึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 46,855,463,990.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 4 ก.ค.59 ซึ่งเป็นวันที่ ทีโอที ยื่นคำร้อง

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2561

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย