"ยุวทัศน์"โต้เด็กไทยยอมรับทุจริตชงข้อเสนอเยาวชนร่วมวงปฏิรูป

เครือข่ายยุวทัศน์ฯยกผลสำรวจของเครือข่ายฯ แย้งผลสำรวจพบเยาวชนยอมรับการทุจริตของมูลนิธิเพื่อคนไทย เชื่อตัวเลขไม่สูงขนาดนั้น แต่ยอมรับเด็กไทยมีพฤติกรรมทุจริตสอบสูง เพราะระบบการศึกษาสร้างการแข่งขันสูง พร้อมเสนอความเห็น 3 ข้อต่อประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ หนุนตั้งสภาที่ปรึกษาการศึกษา-สังคม ลดอายุ ส.ส. และเปิดทางเยาวชนร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญ

          นายเมธชนนท์ ประจวบลาภ หัวหน้าสำนักการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรมและสิทธิมนุษยชน กล่าวเมื่อวานนี้ (10 พ.ย.) ถึงกรณีมูลนิธิเพื่อคนไทยเผยผลสำรวจเยาวชนไทยซึ่งส่วนใหญ่มีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชันและเห็นว่าไม่ใช่ความผิดมากหรือไม่ผิดเลยว่า ได้รับมอบหมายจากนายรวิศุทธ์ คณิตกุลเศรษฐ์ รองประธานเครือข่ายยุวทัศน์กรุงเทพมหานคร (ยทก.) ให้ไปตรวจสอบผลสำรวจดังกล่าวอีกครั้ง

           อย่างไรก็ดี เขากล่าวว่า ผลสำรวจอาจจะไม่เป็นจริงทั้งหมด ยกตัวอย่างว่า เมื่อเด็กนักเรียนทำผิดก็คงไม่ยอมรับความจริง แต่หากถามสาเหตุถึงการยอมรับการทุจริตอาจจะได้ผลที่แน่ชัดมากกว่า

          ทั้งนี้เขาได้ยกผลสำรวจที่ ยทก. ทำเมื่อช่วงต้นไตรมาสที่ 4 ของปี 2557 (ต.ค.-ธ.ค.) ซึ่งเป็นผลสำรวจในเบื้องต้น พบว่า เด็กและเยาวชนไทย 67 เปอร์เซ็นต์ ไม่ยอมรับกับการทุจริต มีเพียง 33 เปอร์เซ็นต์ที่เห็นด้วยกับการทุจริตหากว่าได้ประโยชน์

          นายเมธชนนท์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้การตั้งคำถามของผู้ใหญ่ แน่นอนว่าคำตอบย่อมไม่ได้ความจริง เท่ากับเด็กในวัยเดียว ซักถามกันเอง ซึ่งการสำรวจของเครือข่ายยุวทัศน์ฯ มีเครือข่ายเยาวชนจากทั่วประเทศ ดำเนินการต่อเนื่องทุกปี และเชื่อมั่นว่าเด็กไทยกับการยอมรับการทุจริตจะไม่สูงถึง 81 เปอร์เซ็นต์แน่นอน เพราะประเทศไทยมีกฎหมายและจารีตประเพณีที่จะสามารถขัดเกลาจิตสำนึกของเยาวชนในชาติได้เป็นอย่างดี

          เขากล่าวต่อว่า เยาวชนไทยในสายตาของกลุ่มเยาวชนด้วยกันในต่างประเทศยังได้รับการยอมรับเรื่อง "การเอาตัวรอด" ซึ่งอาจจะตีความของการเอาตัวรอดในแง่ที่ไม่ดี แต่ก็สามารถตีความได้ว่า เด็กไทยสามารถปรับตัว และเรียนรู้ได้ดีเช่นกัน ยิ่งอยู่ในสังคมที่เปิดรับข้อมูลข่าวสารอย่างกว้างขวางเช่นนี้ ทัศนคติและความคิดก็ยิ่งพัฒนาไปมากกว่าเด็กยุคก่อน

          ทั้งนี้ เขา กล่าวว่า ปัญหาทุจริตในเด็กและเยาวชน มีมากที่สุดคือ "การลอกข้อสอบ" มีถึง 62 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสาเหตุหลักๆ ของการทุจริตคือ การต้องได้คะแนนสูงๆ และมีผลต่อเกรดเฉลี่ย อันจะนำไปสู่การได้เข้าเรียนในสถานศึกษาที่มีชื่อเสียง ซึ่งตรงนี้กระทรวงศึกษาธิการ และผู้ปกครอง จะต้องสอนให้นักเรียนไม่ยึดติดกับคะแนนสอบ และยึดติดกับชื่อเสียงของสถานศึกษา

          "การแก้ไขปัญหานี้ อยู่ที่การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งจะต้องเริ่มตั้งแต่เด็กให้เข้าใจและตระหนักถึงผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้น เพราะระบบการศึกษาของบ้านเราใช้เกรดเฉลี่ย และสถาบันการศึกษาแข่งขันกันสร้างชื่อเสียง ผลที่เกิดขึ้นจึงตกอยู่กับเด็ก" นายเมธชนนท์ กล่าว

          นายเมธชนนท์ กล่าวว่า ยทก.ได้มีมติทำหนังสือเป็นจดหมายส่งไปถึงนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอความเห็นร่วมในการปฏิรูปด้านเยาวชน 3 ข้อ คือ 1.ขอให้มีการตั้งสภาที่ปรึกษาการศึกษาและสังคม จำนวน 120 คน เพื่อช่วยในการกลั่นกรองนโยบายต่างๆ ที่จะมีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน  2.ขอให้เปิดโอกาสแก่เยาวชนเข้าไปทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) โดยลดอายุในข้อกำหนดของการเป็น ส.ส. เช่นในสหรัฐอเมริกา ที่มี ส.ส.วัยรุ่นอายุ 18 ปี อย่าง ไซร่า แบลร์

          และ3.ขอให้การยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีสมาชิกที่เป็นเยาวชนอย่างน้อย 4 คนร่วมอยู่ในคณะอนุกรรมาธิการยกร่าง ซึ่งในการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ยังเคยมีเยาวชนเข้าร่วม 2 คน

          "เชื่อว่าในการขจัดอิทธิพลทางการเมือง คือให้เด็กเข้าไปมีส่วนร่วม เพราะเด็กรู้และเข้าใจปัญหาของคนในวัยเดียวกันเป็นอย่างดี แม้อายุจะด้อยกว่า แต่ด้วยวิธีการเลือกตามระบอบและกฎเกณฑ์ที่สังคมวางไว้ จะสามารถช่วยคัดกรองเด็กที่มีระดับวุฒิภาวะมากพอที่จะเข้าไปแก้ปัญหาสังคมได้เป็นอย่างดี" นายเมธชนนท์ กล่าว

          ด้าน นายณัฐวัฒน์ แสงดาว ประธานสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดชัยนาท กล่าวไม่เห็นด้วยกับผลสำรวจของมูลนิธิเพื่อคนไทย และเชื่อว่า เกิดจากการตั้งหัวข้อการสำรวจไม่ครอบคลุมและไม่แตกประเด็นให้ชัดเจน ทำให้การสรุปผลแสดงภาพรวมที่คลาดเคลื่อนไปจากผิดเพี้ยนไป เพราะเชื่อว่าการทุจริตสอบนั้นมีเหตุผลอื่น และไม่ใช่เป็นเรื่องที่ยอมรับได้อย่างแน่นอน

          ทั้งนี้ การมีส่วนร่วมการปฏิรูปประเทศของสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย (สดย.ท.) นั้น จะมีเพียงการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมให้กับเยาวชน เช่น โครงการโตไปไม่โกง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างต้นปีงบประมาณของกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งจะได้วางแผนในการจัดกิจกรรมต่อไป


กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย