ปูทำเจ๊ง 5 แสนล. ‘คลัง’ ปิดบัญชี ‘จำนำข้าว’ อึ้ง! ยิ่งลักษณ์แถลงเปิดคดี

ปูทำเจ๊ง 5 แสนล. คลังปิดบัญชี จำนำข้าวอึ้ง! ยิ่งลักษณ์แถลงเปิดคดี

ปลัดคลังแจงปิดบัญชีจำนำข้าวขาดทุนยับ 6.82 แสนล้าน เฉพาะรัฐบาลยิ่งลักษณ์เจ๊ง 5.19แสนล้าน 10 ปีถลุงเงินไป 1.1 ล้านล้าน "ทนายปู" คัดสำนวนกว่า 3 พันหน้า แย้มอดีตนายกฯ แถลงเปิดคดีด้วยตัวเอง "หมอวรงค์" แนะ สนช.ซัก "ปนัดดา" พ่วงธ.ก.ส.-สบน.-คลัง เพิ่มน้ำหนักถอดถอน กกต.เลื่อนสอบทัวร์นกขมิ้น-NBT รอบ 3

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว เปิดเผยว่า การปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว 15 โครงการ ตั้งปี 2547 ถึง 2556 ซึ่งเป็นการปิดบัญชีถึงวันที่ 22 พ.ค.2557 โดยที่ผ่านมามีการรับซื้อข้าวเปลือกเข้าโครงการทั้งสิ้น 85 ล้านตัน ใช้เงินดำเนินการทั้งสิ้น 1.1 ล้านล้านบาท และมีผลขาดทุนอยู่ที่ 6.82 แสนล้านบาท โดยในส่วนนี้เป็นผลขาดทุนใน 11 โครงการแรก ช่วงก่อนรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จำนวน 1.63 แสนล้านบาท และผลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาท สำหรับอีก 4 โครงการหลัง ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์อีกจำนวน 5.19 แสนล้านบาท โดยจะเสนอรายละเอียดดังกล่าวให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ จากการปิดบัญชีดังกล่าว พบว่าการจำนำข้าวทั้ง 15 โครงการ มีรายได้ 3.7 แสนล้านบาท มีรายจ่าย 1.05 ล้านล้านบาท โดยการปิดบัญชีในครั้งนี้ใช้การตีราคาตามราคาตลาด เช่น ข้าวขาว 5% ที่ราคา 1.17 หมื่นบาทต่อตัน โดยปัจจุบันยังมีข้าวเหลือตามบัญชี จำนวน 19.2 ล้านตัน โดยหากคิดตามราคาตลาด ข้าวที่เหลือดังกล่าวจะมีมูลค่าอยู่ที่ 2.25 แสนล้านบาท

สำหรับผลขาดทุนจำนำข้าวที่เกิดขึ้น ได้รวมค่าบริหารจัดการ ค่าดอกเบี้ย และค่าเสื่อม ซึ่งมีการคิดในปีแรกที่ 10% ปีที่สอง 20% ปีที่สาม 30% และปีที่สี่ 40% โดยจะคิดค่าเสื่อมแค่ 4 ปีเท่านั้น โดยผลขาดทุนที่ปิดล่าสุดมีขาดทุนจากค่าเสื่อมอยู่ที่ 3.3 หมื่นล้านบาท

 

นายรังสรรค์กล่าวว่า หลังจากนี้จะเร่งดำเนินการปิดบัญชีจำนำข้าวอีกครั้ง โดยจะปิดจนถึงสิ้นเดือน ก.ย. 2557 หลังจากนั้นจะปิดบัญชีจำนำข้าวปีละ 1 ครั้ง ทั้งนี้หากรัฐบาลส่งข้อมูลการตรวจสอบข้าว ชุด ม.ล.ปนัดดา ดิสกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จะนำมาประกอบการปิดบัญชีใหม่ตามสภาพข้าว ว่ามีข้าวเสื่อมสภาพ หรือข้าวหายไปเท่าไร ซึ่งในส่วนนี้อนุกรรมการยังไม่ได้ตรวจสอบราคาข้าวเสื่อมคุณภาพราคาในตลาดว่าอยู่ที่ตันละเท่าไร โดยในกรณีของข้าวที่หายจะตัดเป็นผลขาดทุนทันที

การแก้ปัญหาหนี้จากโครงการรับจำนำข้าว ต้องหารือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สถาบันการเงิน และหารือร่วมกับฝ่ายนโยบายว่าจะตั้งงบประมาณมาใช้คืน ซึ่งจะใช้หนี้ได้ช้า หรือว่าจะออกพันธบัตรมาใช้หนี้ทีเดียว ก็ต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมปลัดกระทรวงการคลังระบุ

ด้าน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานจากกระทรวงการคลัง ขอดูในรายละเอียดเพื่อประเมินก่อนว่ามีการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวครบถ้วนและถูกต้องหรือไม่ ก่อนที่จะออกมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาผลขาดทุนที่เกิดขึ้น ซึ่งการออกพันธบัตรมาใช้หนี้ถือเป็นทางเลือกหนึ่ง ข้าวที่เก็บไว้ในสต็อกส่งผลกระทบต่อการกดราคาข้าวในประเทศมา 3 ปีแล้ว เป็นกรรมที่สร้างกันมา 3 ปี กว่าจะลดกรรมลงได้ต้องใช้เวลา ซึ่งเห็นใจกระทรวงพาณิชย์ ถ้าขายข้าวเร็วไปก็กดราคาข้าวในตลาด แต่หากไม่ขายมีข้าวอยู่ในสต็อก จะถูกกดราคาเช่นกัน คนที่รับผิดชอบดูแลเรื่องนี้ทำงานยาก หาจังหวะระบายข้าวได้ยาก ต้องให้เวลา

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรยังกล่าวถึงการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาทว่า การจ่ายเงินต้องมีความรอบคอบว่าเป็นเจ้าของที่ดินหรือผู้เช่าจริงหรือไม่ ขณะนี้ตรวจสอบรายละเอียดเสร็จแล้วจำนวน 1.1 ล้านครัวเรือน ซึ่งเงินจะลงถึงมือชาวนาได้ช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. ซึ่งใกล้ช่วงเทศกาลปีใหม่พอดี

ที่รัฐสภา นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง และนายเชาวฤทธิ์ กลิ่นทอง ทีมทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เดินทางเข้าขอคัดสำนวนคำร้องคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กรณีโครงการรับจำนำข้าวของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยนายนรวิชญ์ระบุว่า ได้มาคัดสำนวนข้อกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งมีทั้งหมด 3,870 หน้า จำนวน 10 แฟ้ม โดยเป็นเอกสารลับทั้งหมด ยกเว้นใบปะหน้าแฟ้มเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถถ่ายสำเนาเอกสารไปได้ จึงต้องมาอ่านและจดบันทึกสำนวนกลับไปแทน ซึ่งจะดูว่ามีเอกสาร และสำนวนอะไรบ้าง พยานมีกี่ปาก ก่อนปรึกษาหารือแนวทางการต่อสู้คดี

เมื่อถามว่า เวลาเพียง 15 วัน จะอ่านสำนวนได้ทั้งหมดหรือไม่ นายนรวิชญ์กล่าวว่า อาจจะต้องอ่านวันละ 100 หน้าอย่างที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พูดไว้ อย่างไรก็ตาม ไม่อยากจะคิดเรื่องขอเลื่อนการพิจารณาของ สนช. เพราะการเลื่อนเป็นวันที่ 28 พ.ย. ถือเป็นความกรุณาของ สนช.แล้ว

"มีแนวโน้มสูงที่อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์จะมาแถลงเปิดคดีด้วยตัวเอง โดยบอกว่าอยากจะมาชี้แจงด้วยตัวเอง เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ว่าทำเพื่อช่วยเหลือชาวนาอย่างแท้จริง ส่วนการประชุม สนช.นัดแรก ในวันที่ 28 พ.ย. ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกกล่าวหา เป็นเรื่องของ สนช.พิจารณากำหนดวันแถลงเปิดคดี และโต้แย้งการเปิดคดี รวมถึงพิจารณาคำขอเพิ่มเติมพยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหา ส่วนจะมีการยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติมหรือไม่ คงต้องขอดูสำนวนก่อนว่าจะโต้แย้งในประเด็นใดบ้าง ยังมีความไม่สมบูรณ์ในส่วนใดบ้าง" นายนรวิชญ์กล่าว

ทางด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ข้อบังคับการประชุมของ สนช.ที่ 154 เปิดโอกาสให้มีการตั้ง กมธ.ซักถามผู้เกี่ยวข้องนั้น ขอเสนอให้เชิญ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวในโกดังรัฐ มาซักถามเพื่อให้เห็นความเสียหายพร้อมภาพประกอบ เพื่อเปรียบเทียบกรณีที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยืนยันมาตลอดว่า ข้าวสารในโกดังรัฐไม่มีปัญหา

รวมถึงเชิญผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ผู้จัดการใหญ่ ธ.ก.ส. และประธานอนุกรรมการปิดบัญชีจำนำข้าว มาชี้แจงให้เห็นภาระของประเทศทั้งปัจจุบันและอนาคต ที่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเก็บข้าว การบริหารจัดการและดอกเบี้ย เพื่อชี้ให้เห็นความเสียหายมหาศาลของชาติ ประกอบกับข้อมูลที่ ป.ป.ช.เสนอต่อ สนช.น่าจะเพียงพอต่อการตัดสินใจของ สนช.  

"เหตุที่ต้องย้ำ เพราะมีความพยายามบิดเบือนว่า โครงการรับจำนำข้าวมีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ทำไมจึงมาลงโทษแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่ข้อเท็จจริงในยุคก่อนๆ เขารับจำนำต่ำกว่าราคาตลาด และที่สำคัญแค่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิต ไม่ได้จำนำให้ราคาสูงกว่าตลาดถึง 50 เปอร์เซ็นต์ และรับทุกเมล็ด จนมีคนเตือนแล้วเตือนอีก แต่ไม่รับฟัง" นพ.วรงค์ระบุ

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายดุษฎี พรสุขสวัสดิ์ รองเลขาธิการ กกต.ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส.ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ และพวกรวม 9 คน กรณีกระทำการขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งจากการเดินทางไปตรวจราชการที่พื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือทัวร์นกขมิ้น ในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.)การเลือกตั้ง 2 ก.พ.2557 ว่า คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนได้ขอขยายระยะเวลาในการพิจารณาออกไปเป็นครั้งที่ 3 อีก 30 วัน เนื่องจากยังรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานไม่แล้วเสร็จ โดยเฉพาะพยานของฝ่ายผู้ถูกร้อง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องขยายเวลาในการพิจารณาออกไปอีกสักระยะ เพื่อให้สำนวนมีความสมบูรณ์ถูกต้องที่สุด

นอกจากนี้ ยังได้ขอขยายเวลากรณีอดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทยไปออกรายการทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) ช่วงระหว่างที่มีพ.ร.ฎ.เลือกตั้ง 2 ก.พ.ไปอีก 30 วันเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ขอยืนยันว่ากระบวนการสอบสวนต้องทำตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ไม่มีใครมาแทรกแซงการทำงานได้.

http://www.thaipost.net/news/141114/98998

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย