ชี้'สนามฟุตซอล'ผิดสเปกเล็งเรียกเงินบ.รับเหมาคืน

สตง.ลุยเจาะพื้นคอนกรีตสนามฟุตซอล หลังพบหลายโรงเรียนใน จ.อุบลฯสร้างผิดสเปก เทหนาไม่ถึง 10 ซม. ใช้เหล็กเส้นขนาดเล็กกว่าแบบ เป็นเหตุให้แตกชำรุด   

          เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน นายพิศิษฐ์ ลีลา วชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดเผยว่า สตง.ได้ตรวจสอบเพิ่มเติมโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอลโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากเดิมตรวจแค่วัสดุพื้นปูสนามด้านบน แต่ต่อมาทางผู้รับเหมาได้ฟ้องร้องโรงเรียนต่อศาลปกครองให้สั่งโรงเรียนจ่ายเงินค่าทำฐานราก ดังนั้น สตง.จึงขยายผลการตรวจสอบถึงฐานรากของสนามด้วยว่าตรงตามมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งเท่าที่ได้มีการเจาะพื้นคอนกรีตของสนามพบว่า การก่อสร้างไม่ได้ตามมาตรฐาน ทั้งการเทปูนที่ต่ำกว่าในแบบ รวมถึงการใช้เหล็กต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนด ซึ่งขณะนี้กำลังเจาะพื้นตรวจสอบให้ครบทุกสนาม

           "ก่อนหน้านี้ สตง.เข้าไปตรวจสอบก่อนที่โรงเรียนจะมีการเบิกจ่ายเงินให้กับผู้รับเหมา พบว่าสนามฟุตซอลชำรุดเสียหาย ไม่ได้ตามมาตรฐาน ทำให้เกิดการยุติการจ่ายเงินให้กับผู้รับเหมา จนเกิดการฟ้องร้องต่อศาลปกครองให้โรงเรียนชำระเงินพื้นฐานรากที่เป็นลานคอนกรีต แต่เมื่อ สตง.เจาะพื้นสนามไปหลายโรงเรียนในแถบจังหวัดอุบลราชธานี พบว่าส่วนใหญ่สร้างผิดแบบ อาทิ กำหนดให้คอนกรีตหนา 10 เซนติเมตร แต่ส่วนใหญ่เทคอนกรีตแค่ 7 เซนติเมตร เหล็กเส้นกำหนดขนาดไว้ 4 มิลลิเมตร แต่เจาะเจอแค่เหล็กเส้นขนาด 2.8 มิลลิเมตรเท่านั้น ซึ่งการสร้างผิดสเปกเช่นนี้ทำให้พื้นสนามฟุตซอลของโรงเรียนส่วนใหญ่แตกชำรุดเสียหาย" นายพิศิษฐ์กล่าว

          นายพิศิษฐ์กล่าวต่อว่า สตง.ต้องตรวจสอบสนามฟุตซอลในหลายโรงเรียน เพราะใช้งบประมาณรวมราว 600 ล้านบาท ที่จัดสรรให้โรงเรียนแห่งละ 5 ล้านบาท บางแห่งได้งบฯ 2.5 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนโรงเรียนที่ได้รับงบฯก่อสร้างสนามฟุตซอลเป็นจำนวนมาก จึงต้องใช้เวลาตรวจสอบอีกสักระยะ แต่จะพยายามเร่งรัดการตรวจสอบให้เสร็จเร็วที่สุด หากผลตรวจสอบมีข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว สตง.จะจัดแถลงข่าวให้สาธารณชนทราบโดยทั่วกันอีกครั้ง ทั้งนี้ การตรวจสอบสนามฟุตซอลจะดำเนินการทั้งในส่วนที่โรงเรียนยังไม่ได้จ่ายเงินผู้รับเหมา และส่วนที่จ่ายเงินไปแล้ว ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง สตง.จะเรียกเงินที่จ่ายไปแล้วกลับคืนมาจากผู้รับผิดชอบ

          "เบื้องต้น สตง.ตรวจสอบพบว่า โครงการก่อสร้างสนามฟุตซอลครั้งนี้มีการทำเป็นขบวนการ ตั้งแต่นักการเมืองท้องถิ่น ข้าราชการท้องถิ่น ที่ร่วมมือกับภาคเอกชน โดยทำในลักษณะของการแจกแผ่นซีดีที่มีคำสั่งต่างๆ รวมถึงเอกสารการเสนอราคา การจัดทำราคากลาง ฯลฯ โดยให้โรงเรียนพรินต์เป็นเอกสารออกมาแล้วก็ให้ครูเซ็นชื่อกันเอง โดยไม่ผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างแท้จริง" ผู้ว่าการ สตง.กล่าว

          นายกมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า หลังจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้ส่งรายชื่อครูที่เกี่ยวข้องกับปัญหาโครงการก่อสร้างสนาม ฟุตซอลในโรงเรียนพื้นที่ จ.นครราชสีมา มาให้ สพฐ.สืบข้อเท็จจริงและพิจารณาลงโทษ ซึ่งเบื้องต้น สพฐ.ได้ตัดรายชื่อครูที่ชื่อซ้ำออกเหลือ 500 กว่าคนนั้น ล่าสุดในวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ คณะกรรมการตรวจสอบและประมวลผลข้อเท็จจริงโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอล ที่มีนางรัตนา ศรีเหรัญ รองเลขาธิการ กพฐ.เป็นประธาน จะประชุมกันว่าจะดำเนินการอย่างไร อย่างไรก็ตาม นางรัตนารายงานว่า ภายในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ จะได้ข้อมูลจากคณะทำงานที่ลงพื้นที่ และจะนำข้อมูลมาประมวลว่าจะจัดทำแผนดำเนินการอย่างไรต่อไป โดย สพฐ.จะต้องดำเนินการภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับข้อมูลจาก ป.ป.ท.

          ด้านนายอดิศร เนาวนนท์ ประธานคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 กล่าวว่า เชื่อว่าขณะนี้ สพฐ.กำลังสืบหาข้อเท็จจริงว่าครูมีการกระทำผิดตามที่ ป.ป.ท.ชี้มูลมาหรือไม่ หากพบว่ามีมูลก็ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดทางวินัย ส่วนจะเป็นความผิดวินัยร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง ก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการสอบสวนที่จะส่งผลการพิจารณามายังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาก่อนที่จะเสนอต่อ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯเป็นผู้พิจารณาว่าเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งจากการสอบถามทุกโรงเรียน พบว่าโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอลเป็นไปตามความต้องการของนักการเมืองทั้งสิ้น ดังนั้น โรงเรียนที่ได้รับงบฯก่อสร้างส่วนใหญ่จะอยู่ในเครือข่ายของนักการเมือง

          ที่ จ.อุตรดิตถ์ นายธีรพงษ์ ศรีเดช เครือข่าย ป.ป.ท.ภาคประชาชน จ.อุตรดิตถ์ เปิดเผยว่า ตนได้เข้ายื่นหนังสือต่อนายสุมิตร เกิดกล่ำ นายอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ขอให้สอบสวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 7 แห่ง ในพื้นที่ อ.เมืองอุตรดิตถ์ ที่ก่อสร้างสนามฟุตซอลกลางแจ้งในที่ดินสาธารณประโยชน์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นผู้ดูแล ประกอบด้วย เทศบาลตำบล (ทต.) หาดกรวด 1 สนาม, ทต.ป่าเซ่า 2 สนาม, ทต.คุ้งตะเภา 2 สนาม, ทต.งิ้วงาม 1 สนาม, องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) วังดิน 2 สนาม, อบต.บ้านด่าน 2 สนาม และ อบต.ขุนฝาง 1 สนาม ซึ่งก่อนหน้านี้นายศรายุทธทิอ่อน นายก อบต.ขุนฝาง เคยชี้แจงว่าไม่ต้องขออนุญาตนายอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ เพราะสถานที่ก่อสร้างสนาม ฟุตซอลเป็นที่ราชพัสดุ สำนักงานธนารักษ์อุตรดิตถ์ได้มอบให้ใช้ประโยชน์แล้ว

          ขณะที่นายสุมิตรกล่าวว่า จะตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ว่าเป็นไปตามขั้นตอนราชการหรือไม่ ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน เบื้องต้นจะให้ผู้บริหาร อปท.ทั้ง 7 แห่ง ทำหนังสือชี้แจงว่ามีความเป็นมาอย่างไร เพราะต้องให้ความเป็นธรรมกับทาง อปท.ด้วย หากพบว่าไม่มีการขออนุญาตมาถูกต้อง ผู้บริหาร อปท.เจ้าของโครงการก็ต้องรับผิดชอบ แต่หากมีการขออนุญาตจากนายอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ถูกต้อง ก็ถือว่าจบกันไป ทั้งนี้ ตนมารับตำแหน่งนายอำเภอเมืองอุตรดิตถ์เมื่อช่วงกลางเดือนธันวาคม 2556 ไม่มี อปท.หรือหน่วยงานใดมายื่นขออนุญาตใช้พื้นที่สาธารณประโยชน์เพื่อก่อสร้างสนาม ฟุตซอลกลางแจ้งแต่อย่างใด แต่ช่วงก่อนหน้านั้นนายสุชาติ ธีระวงษ์พิทักษ์ เป็นนายอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ และปัจจุบันเป็นปลัดจังหวัดอุตรดิตถ์แล้ว จะตรวจสอบด้วยว่า อปท.ทั้ง 7 แห่ง เคยขออนุญาตกับนายสุชาติถูกต้องตามระเบียบราชการ หรือไม่

มติชน ฉบับวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย