นักการเมือง-ขรก.'พึงสังวร

นักการเมือง-ขรก.'พึงสังวร

บทบรรณาธิการ

Wednesday, 28 January, 2015 '

     คำพิพากษาศาลฎีกา ตัดสินจำคุกนายปณวัตร เลี้ยงผ่องพันธุ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) บุรีรัมย์ 7 สมัย พร้อมภรรยา และญาติพี่น้องรวม 8 คนๆ ละ 4 ปี และให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 22 ล้านบาท ในคดีบุกรุกที่ดินสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ฐานร่วมกันลักทรัพย์ น่าจะเป็นบทเรียนให้นักการเมือง ข้าราชการ หรือผู้มีอำนาจในบ้านเมืองต่างต้องพึงสังวร ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กเพียงใดก็ตาม

    คดีดังกล่าวมีผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 8 คน คือ นายแสวง เลี้ยงผ่องพันธุ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) คูเมือง ห้างหุ้นส่วนจำกัด งบประมาณก่อสร้าง มีนายกาศ ลวดไธสง เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ นายปณวัตร เลี้ยงผ่องพันธุ์ อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ 7 สมัย นางเจติยา เลี้ยงผ่องพันธุ์ ภรรยานายปณวัตร อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาล อ.คูเมือง นางทอง เลี้ยงผ่องพันธุ์ ภรรยานายแสวง อดีต ส.จ.บุรีรัมย์ นายดาว ตอรบรัมย์ นายสนั่น เดิมทำรัมย์ และนายเชาวลิต สิงหชัย

 

    พฤติการณ์แห่งคดีเกิดขึ้นระหว่างเดือนมีนาคม 2533 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2556 ทั้ง 8 คนร่วมกันลักดินลูกรังในเขตปฏิรูปที่ดินป่าดงเค็ง บ้านจิกน้อย หมู่ที่ 4 ต.คูเมือง อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ทั้งนี้โดยจำเลยทั้งแปดได้ใช้รถตักดิน (แบ็กโฮ) หลายคันเป็นยานพาหนะใช้ขุดตักและรถยนต์บรรทุกดินที่ทั้ง 8 คนลักไป เพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดและการพาทรัพย์นั้นไป รวมที่ดินที่ขุดตักเอาดินลูกรังไปเนื้อที่ 141 ไร่ 2 งาน 61 ตารางวา ปริมาตรดินลูกรัง 458,311,103 ลูกบาศก์เมตร รวมราคาทรัพย์เป็นเงิน 22,604,715 บาท

    ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 8 จำคุกคนละ 7 ปี ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 8 ร่วมกันใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 22,604,715 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 และที่ 8 เสียด้วย สุดท้ายศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก 336 ทวิ ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 4 ปี และให้ร่วมกันชดใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 22,604,715 บาทแก่ผู้เสียหาย

    การบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน พื้นที่สาธารณะ หรือพื้นที่ทางราชการ เพื่อเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวในที่ดินหลวง ไม่ใช่เกิดขึ้นเพียงแค่กรณีนายปณวัตรเท่านั้น ในพื้นที่อื่นๆ ทั่วทั้งประเทศก็มีผู้เข้าไปบุกรุกมากมาย และผู้ที่เข้าไปรุกถือครองส่วนใหญ่ก็เป็นผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทางเดียวที่จะทำให้กลุ่มคนเหล่านี้หมดไป เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายก็ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง อย่าปล่อยให้ลอยนวล เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ศาลพิจารณาตัดสินลงโทษเฉกเช่นเดียวกับคดีนี้

    อย่างคดีการบุกรุกที่ดินบริเวณชะง่อนผาเขาหนองเชื่อม ม.8 บ้านหนองตากู ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ของศูนย์การทหารราบรบพิเศษ ลพบุรี จำนวน 330 ไร่ ที่มีการกระทำกันเป็นขบวนการ และมีข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ระดับ พล.ต.อ. และ พล.ต.ท. เข้าไปเกี่ยวข้อง จนป่านนี้คดีความต่างๆ ก็ยังไม่มีความคืบหน้า นายตำรวจใหญ่ที่เข้าไปบุกรุกก็ยังไม่ถูกดำเนินคดี เรื่องราวข่าวคราวก็เงียบหายไปตามกาลเวลา

    ดังนั้น เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาตัดสินจำคุกนักการเมืองใหญ่ ระดับชาติ ที่บุกรุกเข้าไปหาผลประโยชน์จากที่ดินสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นตัวอย่างแล้ว ก็น่าจะเป็นแสงสว่างนำร่องให้เจ้าหน้าที่รัฐในการทำหน้าที่จับกุมดำเนินการกับผู้ที่เข้ามาบุกรุกยึดพื้นที่หลวงในการหาประโยชน์ โดยไม่ต้องหวั่นเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ เพื่อเป็นตัวอย่างไม่ให้ผู้มีอำนาจ ไม่ว่านักการเมืองหรือข้าราชการ ใช้อำนาจหน้าที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองอีกต่อไป.

http://www.thaipost.net/news/280115/102236

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย