แนะทางแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นต้องสร้างจิตสำนึกสาธารณะ

แนะทางแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นต้องสร้างจิตสำนึกสาธารณะ 

 นิธิปรียา จันทวงษ์/รายงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

          'ศ.วิชา มหาคุณ' ชี้ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นเห็บเหาที่ฝังรากลึก มายาวนานในสังคมไทย ย้ำหน่วยงานราชการต้องมีจิตสำนึกสาธารณะ และความรับผิดชอบต่อสังคมสูง และควรระบุในรัฐธรรมนูญให้สิทธิแก่ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทุกอย่าง

          ศ.(พิเศษ) วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวระหว่างการประชุมโครงการ "ศึกษาสถานภาพความรู้เรื่องความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยในปริทรรศน์ประวัติศาสตร์" ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดโดยฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เรื่องขอบเขตและผลกระทบของการฉ้อราษฎร์บังหลวงต่อการพัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทย ว่าหลายทศวรรษที่ผ่านมาประเทศต่างๆ ทั่วโลกตระหนักถึงผลร้ายที่เกิดขึ้นจากการทุจริตมากขึ้น เพราะมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ประเมินเป็นมูลค่าความเสียหายทั้งตัวเงินและที่ประเมินค่าไม่ได้ทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

 

          "ทั้งนี้การแก้ปัญหาความยากจนของประชาชนต้องมีปัจจัยหลายอย่างเอื้ออำนวยและเกื้อหนุนทั้งความมีเสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาค การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การเสริมสร้างขีดความสามารถของสถาบัน และการลงทุนในบริการต่างๆ ของรัฐ การทุจริตในระดับสูงจะเป็นตัวบ่อนทำลายปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ทรัพยากรที่จะนำไปใช้ในโครงการด้านสังคมที่มีผลต่อประชาชนโดยตรงลดน้อยลง ซึ่งการแก้ปัญหาจึงต้องมีระบบการเงิน การบริหารและการควบคุมดูแลที่เข้มแข็ง แต่การทุจริตทำลายระบบและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ

          การช่วยเหลือคนจนจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณไปให้แผนงานโครงการที่มีผลต่อการเจริญเติบโต เช่น การศึกษาขั้นพื้นฐาน การสาธารณสุขมูลฐาน แต่การรับสินบนขนาดใหญ่ เช่น การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์และโครงการก่อสร้างใหญ่ๆ ทำให้โครงการที่ควรจะได้รับประโยชน์ถูกจัดลำดับความสำคัญอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นการทุจริตคอร์รัปชั่นจึงเป็นรูปแบบที่เลวร้ายอย่างหนึ่งของการเลือกปฏิบัติ เพราะจุดมุ่งหมายของการให้สินบน คือ การได้รับอภิสิทธิ์หรือการปฏิบัติที่เอื้ออำนวยจากนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐหากมีการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันคงจะไม่มีการให้สินบนหรือทุจริตเพื่อให้ได้รับการบริการที่ดีกว่าหรือเร็วกว่าผู้รับบริการทั่วไป" ศ.วิชา กล่าว

          ศ.วิชา ระบุว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นฝังรากมานานตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มีการให้สิทธินักการเมืองเข้าไปรับสัมปทานกิจการต่างๆ และสืบทอดไปจนถึงรุ่นลูกหลาน ทำให้ความยากจนฝังรากอยู่ในประเทศไทยมายาวนาน คนระดับล่างที่ควรจะได้รับความช่วยเหลือจึงลดลง คนที่ได้รับผลประโยชน์ก็เป็นคนกลุ่มเดียวกัน มีส่วนได้ส่วนเสีย กลายเป็นที่มาของ "กับดักทางเศรษฐกิจ" แต่ถ้าไม่เข้าร่วมกลุ่มก็จะไม่มีโอกาสได้รับงาน อย่างไรก็ตามเรายังพอเห็นภาพการทุจริตในโครงการขนาดใหญ่ แต่การทุจริตประจำหน่วยงานต่างๆ เป็น "เห็บเหา" ที่เกาะกินจนถึงรากลึก ปัจจุบันหน่วยงานที่มีอำนาจในมือค่อนข้างเด็ดขาดได้เข้าไปจัดสรรโครงการใหญ่ๆ เช่น สร้างถนน เตาเผาศพ เตาเผาขยะ แม้ผู้บริหารระดับสูงจะหลุดพ้นจากตำแหน่งไปแล้วก็ยังมีพวกพ้องบริหารงานอยู่ ทำให้เป็นช่องโหว่ของการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์

          "คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียในผลประโยชน์ร่วมกันมีมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดเป็นเงาแห่งการทุจริตทาบทับหน่วยงานต่างๆ คนเหล่านี้มักไม่คำนึงถึงประโยชน์สุขของมหาชน มีจิตสำนึกสาธารณะ และมีความรับผิดชอบต่อสังคม เราจึงต้องช่วยกันสังคายนาปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นโดยเฉพาะด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบมหาศาล เพื่อให้สังคมดีขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายเพื่อต่อต้านการทุจริต การให้สิทธิแก่ประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐ ซึ่งควรระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ แม้จะมี พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร พ.ศ.2540 แต่ก็ยังไม่เพียงพอเพราะประชาชนยังเข้าไม่ถึงข้อมูลในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างแท้จริง โดยเฉพาะนโยบายแห่งรัฐ และนโยบายสาธารณะที่ใช้งบประมาณแผ่นดิน" อดีตกรรมการ ป.ป.ช.กล่าว

          ด้าน ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร หัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า โครงการกำลังศึกษาสถานภาพความรู้เรื่อง "ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยในปริทรรศน์ประวัติศาสตร์" ซึ่งมีระยะโครงการ 6 เดือนเพื่อส่งเสริมนโยบายของ สกว. ในการพัฒนาทักษะของนักวิจัยรุ่นใหม่และรุ่นกลางที่จะรับทุนต่อไปในสาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปกรรมให้ผลิตผลงานวิจัยที่มีมาตรฐานสูง อีกทั้งสำรวจสถานภาพความรู้เรื่องความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยในปริทรรศน์ประวัติศาสตร์ และผลิตผลงานวิจัยด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและสังคมไทยที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับขณะนี้มีหัวข้อวิจัย 18 เรื่องซึ่งจะคัดเลือกบทความที่สังเคราะห์ผลการสำรวจสถานภาพความรู้มาจัดทำเป็นหนังสือโดยคาดว่าจะได้ประเด็นสำคัญหรือโจทย์ที่สามารถนำไปพัฒนาเป็นงานวิจัยอย่างสมบูรณ์ในขั้นตอนต่อไป รวมถึงได้องค์ความรู้ใหม่จากการประเมินสถานภาพความรู้ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและสังคมไทยที่มีนัยสำคัญต่อนโยบายการพัฒนาประเทศ ตลอดจนอธิบายอุปสรรคและศักยภาพของระบบเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

          "ทั้งนี้ในสังคมสมัยใหม่ความผันผวนทางเศรษฐกิจ สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาวะและทุกขภาวะของประชาชนคนเดินถนนมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่ตกแก่กลุ่มคนที่มีรายได้น้อย เช่น เกษตรกรและผู้ขายแรงงานปัญหาใหญ่ประการหนึ่งคือความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจซึ่งผูกติดกับการเมืองไม่ว่าความวุ่นวายทางการเมืองที่ปะทุขึ้นมาในช่วงรอยต่อระหว่างปลายพ.ศ.2556 และต้นพ.ศ.2557 เป็น "วิกฤติ" หรือไม่ก็ตามแต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น "อาการ" ของ "โรคเศรษฐกิจ" ที่ต้องศึกษาวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผลในแง่มุมเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ กฎหมาย และประวัติศาสตร์หรือการประสานสาขาวิชาต่างๆ โดยปกติแล้วการศึกษาปัญหาทางเศรษฐกิจของนักเศรษฐศาสตร์มักมุ่งเน้นไปที่วงจรของวิกฤติในประเด็นใดประเด็นหนึ่งและในเชิงปริมาณบนพื้นฐานของการใช้ทฤษฎีในการวิเคราะห์อย่างเป็นรูปธรรมและในขอบเขตระยะเวลาสั้นๆ" ดร.วินัย ระบุ

          "อย่างไรก็ตามนักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ มีโจทย์วิจัยเกี่ยวกับสถานภาพเศรษฐกิจของสังคมหนึ่งแตกต่างออกไป กล่าวคือจำต้องอธิบายหรือมองผ่านประสบการณ์ในอดีตแม้ยังคงต้องให้ความสำคัญแก่ข้อมูลทางสถิติเท่าที่หาได้แต่สิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือมิติสังคมและวัฒนธรรม เช่นเดียวกับพัฒนาการทางวัตถุตลอดจนปฏิสัมพันธ์กับวัฒนธรรมอื่นผู้ศึกษาต้องพยายามเข้าใจพัฒนาการทางเศรษฐกิจโดยภาพรวม และสามารถอธิบายปัจจัยที่เป็นจุดแข็งหรือจุดอ่อน ของระบบเศรษฐกิจ จึงจะเห็นว่างานวิจัยที่จริงจังและเป็นระบบที่ตอบคำถามเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจไทยยังมีอยู่ไม่มากนัก อีกทั้งขาดการเชื่อมโยงองค์ความรู้หรือประเด็นที่มีผู้ทำไว้แล้วเข้าด้วยกันในการศึกษาเรื่องความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมองข้ามนัยทางสังคมและวัฒนธรรมเพราะความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อชีวทัศน์และพฤติกรรมของกลุ่มคนต่างๆ ในสังคมไทยในแง่วัฒนธรรมก็ทำให้เกิดคำถามเชิงปรัชญาและจริยธรรมหลายประเด็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจการศึกษาธุรกิจโรงพยาบาลและธุรกิจนอกกฎหมาย เป็นต้น ประเด็นที่ยกมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโจทย์วิจัยที่ต้องการคำตอบที่ชัดเจนและเป็นบทวิเคราะห์วิจารณ์ที่สังคมไทยปัจจุบันต้องการ" ดร.วินัย สรุป

 

ที่มา :  คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย