เรียก'ยิ่งลักษณ์'2.5แสนล้านชดเชยโครงการจำนำข้าว-ทีมสอบละเมิดได้ข้อสรุปเสนอคลัง

เรียก'ยิ่งลักษณ์'2.5แสนล้านชดเชยโครงการจำนำข้าว-ทีมสอบละเมิดได้ข้อสรุปเสนอคลัง

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559


          "จิรชัย"ฟันธงจำนำข้าวผิด 3 กระทง"จำนำทุกเม็ด สูงเกินจริง-ทุจริตจีทูจีทักท้วงแล้วไม่หยุด"

          คณะกรรมการตรวจสอบทางละเมิดจำนำข้าว "ยิ่งลักษณ์" ส่งเอกสารถึงมือ"คลัง" เรียกชดเชย กว่า 2.5 แสนล้านบาท เผยหักส่วนต่างเกษตรกรได้รับ ดอกเบี้ย ค่าบริหาร ออกจากผลขาดทุนโครงการ "พาณิชย์"เล็งฟ้องอาญา-แพ่งเอกชน 15 ราย การตรวจสอบเพื่อเรียกชดเชยความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว ในส่วนของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าว แห่งชาติ (กขช.) เบื้องต้นได้ข้อสรุปแล้วว่าจะเรียกค่าเสียหายเป็นเงินกว่า 2.5 แสนล้านบาท

 

          แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าว ที่มี นางสาวยิ่งลักษณ์ เป็นผู้ถูกกล่าวหา ได้สรุปความเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ส่งมาที่คณะกรรมการความรับผิดทางละเมิด กระทรวงการคลังแล้ว โดยคณะกรรมการซึ่งมีกรมบัญชีกลางเป็นหลักกำลังพิจารณาความเสียหายเหมาะสมหรือไม่ ก่อนเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเห็นชอบ และส่งกลับไปที่นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ที่ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมา  โดยความเสียหายที่คณะกรรมการสรุปเรียกร้องทางละเมิด จากนางสาวยิ่งลักษณ์ อันเกิดจากความไม่รอบคอบ ไม่ระมัดระวัง อย่างเพียงพอก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐเป็นวงเงินกว่า 2.5 แสนล้านบาท

          ทั้งนี้รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ จ่ายเงินในโครงการจำนำข้าวไปประมาณ 9.9 แสนล้านบาท ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการปี 2554 โครงการขาดทุนตัวเลขจากคณะกรรมการปิดบัญชี กระทรวงการคลัง คิดจากราคาสต็อกคงเหลือเมื่อเดือน พ.ค.2557 ก่อนสิ้นสุดรัฐบาล มีวงเงิน 5.1 แสนล้านบาท (ณ ขณะนั้นไม่รวมค่าเก็บรักษาสต็อกหลังเดือน พ.ค. 2557)

          แต่คณะกรรมการเห็นว่าจะคิดค่าเสียหาย จากนางสาวยิ่งลักษณ์ ทั้งหมด 5.1 แสนล้านบาทไม่ได้ เพราะไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล จำนำสินค้าเกษตรต้องขาดทุนทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจึงได้หักต้นทุนดำเนินการ ค่าดอกเบี้ย และส่วนต่างที่เกษตรกรได้ประโยชน์ออกจากผลขาดทุนโครงการดังกล่าว

          ก่อนหน้านี้นายจิรชัย ระบุว่า ตัวเลขที่ประชาชนจะได้รับในส่วนต่าง เช่น ราคาท้องตลาดเกวียนละ 9,000 บาท แต่รับจำนำ 15,000 บาท ส่วนต่างตรงนี้ถือเป็นประโยชน์ประชาชน กรรมการก็ไม่ได้คิดเป็นความเสียหาย การดำเนินการของส่วนราชการถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายเป็นข้าราชการดำเนินการก็ไม่ถือว่าเป็นความเสียหาย

          ในส่วนเรื่องดอกเบี้ย ที่ทางคณะกรรมการปิดบัญชีคิดดอกเบี้ยด้วยนั้น คณะกรรมการคิดว่าไม่ใช่การค้า แต่เป็นการดำเนินงานราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุขประชาชน ไม่คิดเป็นความเสียหาย

          เรียก"ยิ่งลักษณ์"ชดเชยข้าว2.5แสนล.

          "ดูแล้วความเสียหายละเมิดที่คิดจากอดีตนายกฯ มาจากการรับจำนำราคาสูงกว่าตลาดมากๆ ทำให้โครงการขาดทุน แต่ตัวเลขขาดทุนไปเรียกทั้งหมดไม่ได้ เพราะดอกเบี้ย ค่าบริหาร ส่วนต่างที่เกษตรกรได้ก็ต้องให้ความเป็นธรรม ก็ดูจากตัวเลขที่จ่ายไปเท่าไหร่ มูลค่าข้าวที่เหลือเท่าไหร่ไปหักออกเป็นยอดขาดทุน แล้วเอายอดขาดทุนตั้งแล้วเอาส่วนต่างที่เกษตรกรได้ ดอกเบี้ย ค่าบริหารไปลบออกจากยอดขาดทุนจึงออกมาที่กว่า 2.5 แสนล้าน และที่เกษตรกรได้ความจริงก็ไม่ถึง 1.5 หมื่นต่อตันเพราะมีหักค่าความชื้น ก็ไปเอาตัวเลขจริงทั้งราคาตลาดย้อนหลัง ราคาที่จ่ายจริงให้เกษตรกรมาเทียบเคียงกันทั้งหมด"

          แหล่งข่าวกล่าวว่า ที่บอกว่าอดีตนายกฯ จงใจละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ เพราะมีเสียงเตือนจากนักวิชาการ หนังสือเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร จากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) 2 ครั้ง เตือนให้รอบคอบในการกำกับดูแล หนังสือจากสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เตือนถึงความเสียหายโครงการและหนังสือจากกระทรวงการคลังเอง ที่นำเสนอครม.ให้ระมัดระวังในการใช้จ่ายเงินโครงการ แต่ผลลัพธ์สุดท้ายก็ออกมาอย่างที่ได้เห็นกันไป"

          "คลัง"เล็งสรุปเม.ย.

          แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า คดีเรียกละเมิดจากนางสาวยิ่งลักษณ์ จะสามารถสรุปได้หลังเดือน เม.ย. โดยขณะนี้ข้อมูลการพิจารณาได้ถูกส่งมายังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้ว คงจะมีการพิจารณาระดับนโยบายและเสนอต่อนายกรัฐมนตรี จากนั้นจึงจะส่งกลับมายังคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดอีกครั้ง

          นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานเกี่ยวกับการพิจารณาความผิดทางละเมิดในโครงการรับจำนำข้าวจากนางสาวยิ่งลักษณ์  ที่ส่งมาจาก

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับกลุ่มเอกชนในโครงการระบายข้าวนั้น กระทรวงพาณิชย์ ได้สรุปค่าเสียหายทางแพ่ง นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว กับอดีตนักการเมือง 3 ราย ข้าราชการการเมือง 3 ราย และเอกชนที่เป็นนิติบุคคลกับกรรมการผู้มีอำนาจ 15 ราย รวมจำเลย 21 ราย เป็นเงินค่าเสียหายกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการสูงสุดแล้ว และอัยการเตรียมจะยื่นเป็นคำร้องเพิ่มเติมต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอให้เอกชนทั้ง 15 ราย ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งเพิ่มเติม เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาสั่งเอกชนชดใช้ต่อกระทรวงพาณิชย์

          "พาณิชย์"เล็งฟ้องอาญา-แพ่งเอกชน15ราย

          นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้สรุปความเสียหายจากการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ให้กับรัฐบาลจีนจำนวน 4 สัญญาตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูล ว่ามีความผิดให้อัยการสูงสุดแล้ว ล่าสุดฝ่ายกฎหมายมีความเห็นเสนอทางเลือกเพิ่มเพื่อทำให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรอบคอบ โดยให้ฟ้องความผิดอาญากับเอกชนจำนวน 15 ราย ที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับการฟ้องแพ่งในคราวเดียว ซึ่งจะเป็นผลในทางช่วยยืดอายุความนั้น เบื้องต้น กระทรวงพาณิชย์มีความเห็นพ้องกับอัยการ คือจะมีการฟ้องอาญาด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำเอกสารเพื่อส่งให้อัยการต่อไป และมั่นใจว่าจะดำเนินการฟ้องร้องได้ทันกำหนดภายในเดือนก.พ.นี้แน่นอน

          ทั้งนี้ เป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวที่ได้มอบหมายให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์และคำสั่งกระทรวงการคลังไปดำเนินการ เพื่อให้สำนักงานอัยการสูงสุด สามารถฟ้องร้องคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายจากเอกชนที่มีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหาย(กระทรวงพาณิชย์) รับรู้ถึง การละเมิดและรู้ตัว ผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งจะถึงกำหนดในเดือนก.พ.2559 และค่าเสียหายกรณีของนักการเมืองที่มีอายุความ 2 ปี น่าจะครบกำหนดในเดือนก.พ.2560

          "กระทรวงพาณิชย์ในฐานะผู้เสียหาย ฟ้องร้องตามขั้นตอน คือให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ดำเนินการตามกฎหมาย ก่อนที่จะสิ้นอายุความ ก.พ.นี้ เมื่อนำเรื่องเข้าสู่ขั้นตอนฟ้องร้องแล้ว อายุความก็จะนับใหม่ตามระบบการดำเนินคดีแพ่งทั่วไป แต่ตอนนี้เราต้องเร่งทำเรื่องฟ้องให้ทันก่อน ไม่ได้หมายความว่าเรามีเวลาเหลือแค่ไม่กี่วันที่จะดำเนินการเรื่องนี้ โดยกระทรวงพาณิชย์เห็นด้วยหากจะดำเนินการฟ้องคดีอาญาด้วยถ้าเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการตามคำแนะนำของฝ่ายกฎหมาย" นางสาวชุติมา กล่าว

          ส่วนมูลค่าความเสียหายในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ได้พิจารณาเฉพาะส่วนที่เกิดจากการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ขณะที่การพิจารณาในภาพรวมของโครงการและส่วนของนักการเมืองและข้าราชการนั้น จะเป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลัง

          อย่างไรก็ตาม ในส่วนมูลค่าความเสียหายของกระทรวงพาณิชย์ต้องเสนอให้คลังเห็นชอบด้วย สำหรับหลักการพิจารณาของกระทรวงพาณิชย์ มีทฤษฎีที่เป็นธรรม เช่น อ้างอิงราคาตลาดในขณะนั้นและพิจารณาแยกตามสัญญาแต่ละฉบับไม่ได้คำนวณแบบเหมารวม

          "จิรชัย"ฟันธงจำนำข้าวผิด3กระทง

          นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าว กล่าวว่า นโยบายจำนำข้าวไม่ผิด แต่การจำนำข้าวของรัฐบาลของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ผิดแน่นอนอย่างน้อย 3 กระทง ดังต่อไปนี้ 1.ผิดที่จำนำทุกเม็ดด้วยราคาที่สูงเกินความเป็นจริงมากเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดทำให้ระบบข้าวของไทยเสียหาย เป็นการเร่งปลูกใช้น้ำต้นทุนในเขื่อนจนเกิดวิกฤติ ระบบตลาดข้าวไทยเสียหายไม่สามารถแข่งขันได้ มีการเร่งผลิตโดยเอาพันธุ์ข้าวอื่นที่ได้ผลเร็วมาปลูกทำให้ข้าวพันธ์ดีในพื้นที่ปลูกเดิมผสมจนกลายพันธุ์

          2.ผิดที่มีการทุจริต เช่น การขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ(จีทูจี) เก๊ ซื้อราคาถูกไปขายแพงเอากำไร ทำให้รัฐเสียหาย มีข้าวในโกดังหาย รัฐบาลสำรวจ ยอดตอบสื่อมวลชนที่ถามไม่ได้ มีการทำนั่งร้านแล้วเรียงกระสอบข้าวปิดหลอกว่าข้าวที่เก็บใน โกดังอยู่ครบ และ 3.คณะกรรมการป.ป.ช.ทักท้วงว่าการจำนำข้าวเกิดความเสียหายแก่รัฐให้รัฐบาลหยุดดำเนินการแต่อดีตนายกฯไม่หยุด จึงมีความผิดฐานละเว้นฯ ตาม มาตรา 157

 

          เมื่อถามว่าก็จะมีฝ่ายที่จะนำไปโหมว่ากระทั่งฝ่ายตรวจสอบยังบอกว่าเป็นนโยบายที่มีประโยชน์แล้วจะมีความผิดได้อย่างไร นายจิรชัย กล่าวว่า ตนต้องใช้คำว่าวิธีการที่จะต้องบริหารความเสี่ยงให้เหมาะสม ไม่ก่อให้เกิดปัญหา เป็นเรื่องที่ชัดเจนในข้อเท็จจริงในวิธีการที่ผิด แต่ส่วนไหนที่เป็นประโยชน์ก็เป็นส่วนของประโยชน์สำหรับประชาชนไป คนละส่วนกัน

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย