คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์บัณฑิต: คอร์รัปชันแก้ยาก เพราะแพ้ใจ

คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์บัณฑิต: คอร์รัปชันแก้ยาก เพราะแพ้ใจ

15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559


 

ดร.บัณฑิต นิจถาวร  This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

        สองอาทิตย์ก่อน ผมได้รับเชิญ จากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ไปร่วมงานแถลงผลการสำรวจทัศนคติคอร์รัปชันประเทศไทย ปี 2558 ทั้งขององค์กรเพื่อความโปร่งใส (Transparency International หรือ TI) และของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พร้อมกับ ร่วมเสวนาในหัวข้อ "ชนะแน่หรือแพ้แท้จริง กับ การโกงชาติ" วันนี้เลยอยากจะแชร์ ความเห็นผมที่ได้ให้ไว้ในงานเสวนาให้ผู้อ่าน "เศรษฐศาสตร์บัณฑิต" ทราบ

          ผลการสำรวจของ TI ปี 2558 ซึ่งสำรวจ ภาพลักษณ์คอร์รัปชันประเทศต่างๆ ทั่วโลก  ปีนี้ทำได้ดีและผลออกมาน่าสนใจสอดคล้องกับความรู้สึกผมเองคือ สถานการณ์คอร์รัปชัน ของแต่ละประเทศขึ้นลงเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ และการแก้ไขปัญหาในแต่ละประเทศ ปัญหา ถ้าจะปีนี้ในภาพรวมคอร์รัปชันทั่วโลกยังเป็นปัญหาใหญ่ ไม่มีท่าทีทุเลา ทำให้มีข้อสรุปว่าการแก้ไขให้เกิดผลจริงจัง ต้องอาศัยบทบาทร่วมกันของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นภาคราชการ การเมือง ธุรกิจ และประชาคมสังคม ทุกฝ่ายต้องร่วมแก้ไขปัญหาเพราะเป็นปัญหาของสังคม ไม่ใช่ปัญหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งก็สอดคล้องกับความเห็นทั่วไปขณะนี้ในการแก้ไขคอร์รัปชัน

 

          การสำรวจของ TI มุ่งไปที่บทบาท ภาครัฐและการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐ  จึงให้ความสำคัญมากกับสิ่งที่รัฐทำ ทั้งในการแก้ปัญหาและข่าวการเกิดคอร์รัปชันในภาครัฐเอง ปีนี้คะแนนของประเทศในเอเชีย ไม่ค่อยเปลี่ยน เพราะในสายตา TI ภาครัฐ ในเอเชียจะพูดมากแต่ทำน้อย คะแนน จึงไม่ค่อยเปลี่ยน แต่ก็มีประเทศที่ดีขึ้นและ แย่ลงเทียบกับปีที่แล้ว เช่น คะแนนของเกาหลีใต้ จีน ไต้หวัน และอินโดนีเซียดีขึ้น เพราะภาครัฐมีการดำเนินการจริงจังต่อเนื่องที่เห็นชัด แต่ประเทศที่มีข่าวคอร์รัปชัน ในภาครัฐ เช่น มาเลเซีย หรือ ที่โมเม็นตั้ม การแก้ไขปัญหาเริ่มแผ่ว เช่น ฟิลิปปินส์คะแนนปีนี้ก็ลดลงจากปีก่อน ขณะที่ประเทศอย่างอินเดียและไทยที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา แต่ยังไม่เห็นอะไรชัดเจน คะแนนก็ไม่เปลี่ยน ปีนี้คะแนนประเทศไทยอยู่ที่ 38 เท่ากับปีที่แล้วจากคะแนนเต็มร้อย แต่อันดับประเทศไทยดีขึ้น เพราะปีนี้หลายประเทศดูแย่กว่าเรา

          ในแง่การสำรวจในประเทศไทยเอง ผลสำรวจของทั้งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และโครงการแนวร่วมปฏิบัติภาคเอกชนไทย ในการต่อต้านการทุจริต (CAC ) ปี 2558 ออกมาคล้ายกัน คือ คอร์รัปชันยังเป็นปัญหา ใหญ่ของประเทศ เช่น ผลสำรวจของ CAC ชี้ว่าร้อยละ 90 ของนักธุรกิจยังมองว่าคอร์รัปชันของไทยยังอยู่ในระดับที่สูง ถึงสูงมาก แต่ก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สะท้อนว่า ความรุนแรงของปัญหาคอร์รัปชัน มีการปรับตัวดีขึ้น เช่น ร้อยละ 48 ของกรรมการและนักธุรกิจมองปัญหาคอร์รัปชันว่าลดลงในช่วงสองปีที่ผ่านมา

          ขณะที่อีกร้อยละ 24 มองว่าปัญหารุนแรงขึ้น ตัวเลขทั้งสองตัวนี้ดีขึ้นกว่าช่วงการสำรวจเมื่อสองปีก่อนที่นักธุรกิจเกือบทั้งหมดจะมองไปทางเดียวกันว่า การทุจริตคอร์รัปชันมีมากขึ้น แต่ปัจจุบันความเห็นแตกต่างเริ่มมี สำหรับภาคธุรกิจร้อยละ44 เชื่อมั่นสูงว่าปัญหาคอร์รัปชันสามารถแก้ไขได้ และร้อยละ 65 พร้อมเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างแน่นอน ซึ่งทัศนคตินี้ก็ดีขึ้นกว่าสี่ปีก่อนที่ธุรกิจส่วนใหญ่มองคอร์รัปชันว่าแก้ยาก และยังไม่พร้อมมากที่จะร่วมมือแก้ไข ดังนั้นแม้คอร์รัปชันยังเป็นปัญหาใหญ่ แต่ความหวังในการแก้ปัญหาเริ่มมี เริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์บ้างแล้ว

          คำถามตามมาก็คือ ทำไมคอร์รัปชันแก้ยาก แม้เป็นนโยบายสำคัญที่สุดที่รัฐบาลกำลังผลักดันและมีอำนาจอยู่ในมือเต็มร้อย (ตามมาตรา 44) ที่จะใช้แก้ไขปัญหา แต่การแก้ปัญหาก็ไม่ก้าวกระโดด คอร์รัปชันยังเป็นปัญหา

          เรื่องนี้ เท่าที่ได้ศึกษาและติดตามปัญหามาประมาณสี่ปี ผมคิดว่าคอร์รัปชันเป็น ปัญหาที่แก้ไขได้ แต่ที่เรายังไม่สามารถแก้ไขได้จริงจัง ก็เพราะเรายังไม่ได้ทำจริงในการ แก้ปัญหา ทั้งในส่วนของภาคการเมือง ข้าราชการ และธุรกิจเอกชน ส่วนใหญ่ ดูเหมือนแพ้ใจตัวเอง ยังไม่พร้อมที่จะออกมา แก้หรือทำอะไรจริงจังที่จะแก้ปัญหา ทั้งที่มีความพยายามมากมาย ปัญหาที่ดูน่าชนะจึงกลับแพ้ เพราะลึกๆ แล้วใจของคนที่เกี่ยวข้องที่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาได้ส่วนใหญ่ยังไม่ไปด้วยเต็มร้อย

          ที่ว่าปัญหาคอร์รัปชันน่าแก้ไขได้ จากที่ได้ติดตามเรื่องนี้ ก็เพราะ

          หนึ่ง ไม่มีใครชอบคอร์รัปชัน  คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยไม่มีใครชอบคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ ข้าราชการ ประชาชน หรือแม้แต่นักการเมืองส่วนใหญ่ เพราะคอร์รัปชันผิดกฎหมาย เป็นต้นทุนสูง ต่อธุรกิจ ทำลายระบบคุณธรรมในภาคราชการ และบั่นทอนการเติบโตของประเทศ แต่ทั้งๆ ที่ไม่มีใครชอบ ปัญหาก็โตเอาๆ

          สอง คอร์รัปชันโดยพื้นฐานแล้ว เป็นพฤติกรรมสังคม พฤติกรรมสังคมก็มา จากพฤติกรรมของบุคคลซึ่งเปลี่ยนไปได้  ทำให้พฤติกรรมคอร์รัปชันเปลี่ยนแปลงได้ ตัวอย่างที่ผมพูดถึงบ่อยก็คือ คนไทยตอนไปเที่ยวต่างประเทศแม้จะทิ้งกระดาษในถนน หนทางประเทศเขายังไม่กล้าทำ กลัวผิด

          ระเบียบ ผิดกฎหมาย แต่พอกลับมาบ้านเราเอง เรากลับทำตรงข้ามไม่เกรงกลัวกฎหมาย ชี้ว่าพฤติกรรมคน พฤติกรรมสังคมเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับภาวะแวดล้อม โดยเฉพาะ การบังคับใช้กฎหมาย

          สาม หลายประเทศในเอเชียประสบความสำเร็จ สามารถแก้ไขหรือลดทอนปัญหาคอร์รัปชันที่เคยมีได้ เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง แสดงว่าปัญหาคอร์รัปชันแก้ไขได้ ลดทอนได้ และถ้าเราศึกษาวิธีที่ประเทศเหล่านี้ใช้ในการแก้ปัญหาก็จะมีแนวทางคล้ายๆ กันที่เราสามารถ ทำตามเลียนแบบได้ ซึ่งเงื่อนไขสำคัญที่สุดที่ทั้งสี่ประเทศทำและเราก็ต้องทำถ้าจะแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันให้สำเร็จก็คือ ต้องจับปลาใหญ่ คือ มีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งและเอาจริงกับทุกคนไม่ไว้หน้า เพื่อให้สังคมเชื่อว่าปัญหาคอร์รัปชันมีการแก้ไขจริง เอาผิดจริง ซึ่งถ้าเกิดขึ้นพฤติกรรมสังคมก็จะเปลี่ยน ดังนั้นถ้าเราทำจริงจัง ก็น่าจะชนะแก้ปัญหาได้

          แต่ที่ยังแพ้อยู่หรือยังแก้อะไรไม่ได้มาก ก็เพราะเรายังไม่ทำจริงจังในการแก้คอร์รัปชัน ยังแพ้ใจตัวเอง โดยเฉพาะประเด็นการบังคับ

          ใช้กฎหมายที่เป็นหัวใจของการแก้ไขคอร์รัปชัน และที่เราไม่ทำจริงส่วนหนึ่งก็เพราะเรายังเป็นเชลยกับอิทธิพลของระบบเส้นสาย ระบบพวกพ้อง ระบบช่วยเหลือกันอย่างไม่ถูกต้อง  ระบบอุปถัมภ์ที่มีมากและยอมรับกันในสังคมไทย ทำให้การแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ไม่เกิดขึ้น ประเด็นนี้มีผลให้การบังคับใช้กฎหมายในบ้านเราค่อนข้างอ่อนแอ ลงโทษเอาผิดใครไม่ค่อยได้และใช้เวลามาก

          เงื่อนไขสำคัญที่สุดในการแก้คอร์รัปชันจึงไม่ทำงาน พวกที่มีช่องทาง  มีอำนาจ มีโอกาส มีเส้นสายยิ่งกล้าทำผิด กล้าทุจริต กล้าโกง และกล้าใช้เงินใช้เส้นสายวิ่งเต้นช่วยเหลือกัน ไม่ให้ถูกลงโทษถ้าถูกจับได้ เหล่านี้ทำให้การบังคับกฎหมายยิ่งอ่อนแอ นี่คือเหตุผลใหญ่ที่ทำให้การแก้

          คอร์รัปชันยังไม่ได้เกิดขึ้นจริงจัง แม้จะมีความ พยายามมากมายที่จะแก้ระบบ แก้กฎหมาย แก้วิธีการทำงานของภาครัฐ สร้างความโปร่งใส แต่ก็ยังไม่มีผลสำเร็จให้เห็นเพราะทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในภาคธุรกิจ การเมือง และข้าราชการยังไม่พร้อมที่จะหยุดระบบช่วยเหลือกัน และเดินออกจากระบบอุปถัมภ์

          ในงานเสวนา ผมได้กล่าวว่าอยากให้ทุกคน ลองหยุดใช้โทรศัพท์มือถือวิ่งเต้นสักหนึ่งเดือน หรือหนึ่งปี ประเทศไทยคงเปลี่ยนไปเยอะ

 

          'หลายประเทศในเอเชีย ประสบความสำเร็จ สามารถแก้ไขหรือ ลดทอนปัญหา คอร์รัปชันที่เคยมีได้'

 

ที่มา :  กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย