กยศ.เผย พบข้าราชการ 60,000 คนค้างชำระหนี้

กยศ.เผย พบข้าราชการ  60,000 คนค้างชำระหนี้

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559


 

กยศ.เผย พบข้าราชการ 60,000 คน ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงคลัง 1,000 คน ซึ่งเป็นต้นสังกัด กยศ. และกรมสรรพากรอีก 700 คน ไม่ยอมใช้คืนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ขณะที่ยอดหนี้รวมทั้งระบบพุ่งกว่า 56,000 ล้านบาท

10 ก.พ. 2558 ไทยพีบีเอส รายงานว่า นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวว่า สาเหตุที่ข้าราชการ 60,000 คน ไม่ยอมชดใช้หนี้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา เพราะบางส่วนเข้าใจผิดว่าเป็นทุนให้เปล่า ส่วนอีกกลุ่มตั้งใจไม่ชดใช้หนี้ เบื้องต้นขอความร่วมมือไปยัง 20 กระทรวง และรัฐวิสาหกิจอีก 50 แห่ง ให้ตรวจสอบรายชื่อข้าราชการและพนักงานภายใต้สังกัดว่าเป็นลูกหนี้ กยศ.หรือไม่

 

หากยินยอมให้หักเงินเดือน จะมีสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้ เช่น ไม่ต้องเสียค่าปรับ 100 เปอร์เซ็นต์ และหากชำระทั้งหมดจะให้ผลตอบแทนร้อยละ 1 ของเงินต้นคงเหลือประธานคณะกรรมการกองทุน กยศ.

นายสมชัย กล่าวต่ออีกว่า สำหรับการทำข้อตกลงในการชำระหนี้ ขอให้ลูกหนี้แจ้งความจำนงภายในวันที่ 15 ก.พ. นี้ และลงนามทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันไม่เกินปลายเดือน มี.ค. 2559 โดย กยศ.จะให้เวลาในการเริ่มชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. 2559 เป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันมีผู้ค้างชำระหนี้เงินกู้ กยศ. ประมาณ 2 ล้านคน เบื้องต้นพบว่าผู้ค้างชำระเป็นข้าราชการ 60,000 คน ในจำนวนนี้ประมาณ 1,000 คน เป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงการคลัง และเป็นข้าราชการสังกัดกรมสรรพากรประมาณ 700 คน มูลค่าเงินกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท จากผู้กู้ทั้งหมด 4.5 ล้านคน

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาออกกฎหมายกองทุนเพื่อการศึกษา โดยมีสาระสำคัญที่เกี่ยวกับการชำระหนี้ของผู้กู้ยืมหนี้ กยศ. โดยกำหนดให้นายจ้างหักเงินเดือนลูกจ้างที่ค้างชำระหนี้เงินกู้ กยศ. เพื่อนำส่งให้ กยศ. ผ่านกรมสรรพากร พร้อมกันกับการนำส่งเงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย

นอกจากนี้ ยังนำร่องแผนร่วมกับองค์กรนายจ้าง 4 หน่วยงาน เช่น มหาวิทยาลัยนเรศวร ให้หักเงินจากบัญชีเงินเดือนของลูกจ้างเพื่อนำส่งแก่ กยศ. โดยเริ่มตั้งแต่ปีนี้ (2559)

 

ส่วนแผนการปล่อยกู้ปี 2559 คาดมีจำนวนผู้กู้ทั้งระบบ 6.7 แสนคน แบ่งเป็นผู้กู้รายเก่า 4.7 หมื่นคน และผู้กู้รายใหม่ 2 แสนคน ในวงเงิน 2.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งผู้กู้ที่ศึกษาในระดับมัธยมปลายถึงปริญญาตรี ยกต้องมีผลการเรียนเฉลี่ย 2.00 และ ต้องทำโครงการเพื่อสังคมจำนวน 36 ชั่วโมง ยกเว้นผู้กู้ที่ศึกษาในระดับอาชีวศึกษา 

 

 

ที่มา : ไทยพีบีเอส วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย