คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: ความสำคัญของดัชนีคอร์รัปชั่น

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง : ความสำคัญของดัชนีคอร์รัปชั่น

โพสต์ทูเดย์  วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559


 

          พิษณุ พรหมจรรยา ที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์สถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

          ฉบับที่แล้ว ผมนำเสนอเรื่องที่ Transparency International (TI) ได้ประกาศผลการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (Corruption Perception Index หรือ CPI) ประจำปี 2558 ออกมา ปรากฏว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับ 76 จากทั้งหมด 168 ประเทศ  แสดงว่าภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นของประเทศไทยในทัศนะของหน่วยงานที่ Tl ใช้ในการประเมินนั้น ไม่เคยขยับขึ้นจากช่วง 30-38 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนนเลย ไม่ว่าประเทศไทยจะดำเนินการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ทั้งโดยภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรสาธารณะต่างๆ ตลอดจนสถาบันการศึกษา ฯลฯ อย่างเข้มข้นแค่ไหน

 

          ผมทิ้งปมไว้ว่า แล้วเราจะทำอย่างไร

          กรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เกี่ยวกับ CPI และได้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ CPI และแนวทางในการที่จะปรับปรุงให้คะแนน CPI ของเราดีขึ้น โดยคุณชัยณรงค์ บอกว่า CPI เป็นดัชนีที่มีความสำคัญมาก เพราะมีผลต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment หรือ FDI) โดยอาจถือได้ว่าเป็นปัจจัยหลักที่นักลงทุนต่างชาติใช้ในการตัดสินใจลงทุน ซึ่งน่าจะมีน้ำหนักมากกว่าเรื่องของค่าแรงและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเสนอให้เสียอีก ทั้งนี้ การที่ CPI ของไทยไม่ดีขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ FDI ของเราไม่เพิ่มขึ้นด้วย

          คุณชัยณรงค์ บอกว่า การรับรู้ (Perception) ของหน่วยงานที่ใช้ประเมินตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีประเด็นทางวิชาการที่น่าสนใจมาก กล่าวคือ บางปี เช่น 2001 มีบางหน่วยงานประเมินประเทศไทยต่ำ ชนิดไม่น่าเป็นไปได้

          กล่าวคือ จากค่าคะแนน 10 เต็ม ประเทศไทยได้เพียง 0.6 คะแนนเท่านั้น ทั้งๆ ที่ในปีเดียวกัน หน่วยประเมินบางแห่งให้คะแนนประเทศไทย 4.0 คะแนน จึงเท่ากับว่าช่วงคะแนนระหว่างต่ำและสูงในปี 2001 เท่ากับ 0.6-4.0!!

          ในขณะที่บางปี เช่น 2004 ช่วงคะแนนระหว่างต่ำและสูงเท่ากับ 3.3-3.9 เป็นต้น แสดงว่า การรับรู้ (Perception) ภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นของประเทศไทยในทัศนะของหน่วยงานที่ใช้ประเมินนั้นมีความแตกต่าง และมี โอกาสขึ้นๆ ลงๆ อย่างมากมาย โดยเฉพาะเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งได้คะแนนสูงถึง 85 ในปี 2015 และ 87 ในปี 2012 แล้ว

          นำมาสู่ข้อสังเกตว่า เงื่อนไขของการรับรู้ (Perception) ขององค์กร/หน่วยงานต่างๆ ที่นำมาใช้ประเมินนั้นเป็นอย่างไร มีความแตกต่างหรือคล้ายคลึงกันในประเด็นใด มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะข้อมูลเชิงปริมาณและข้อมูลเชิงจิตวิทยา หรือ Quantitative และ Qualitative ที่สามารถเอามารวมกัน (กล่าวคือในผลสำรวจจากหน่วยงานต่างๆ ที่ใช้ประเมินประเทศไทย มีทั้งงานวิจัยเชิงปริมาณที่มีจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนตัวอย่างนับพันราย และผลการให้ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีจำนวนไม่กี่รายเท่านั้น) โดยให้ทั้งหมดมีน้ำหนักเท่าๆ กัน คือ 10 คะแนน แล้วจึงหาค่าเฉลี่ยของทั้งหมด

          และเมื่อวิเคราะห์กลุ่มประเทศที่ได้คะแนนสูงๆ คือ 70, 80 หรือ 90 คะแนน จากระยะเวลาเดียวกันกับประเทศไทย พบว่าประเทศต่างๆ เหล่านั้นส่วนใหญ่อยู่ในยุโรปตอนเหนือ อาทิ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน และยังมีนิวซีแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ ฯลฯ

          ประเด็นที่ประเทศเหล่านี้มีร่วมกัน คือ

          1) มีการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพื่อต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชั่นมายาวนานและจริงๆจังๆ

          2) มีความสามารถลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ ทำให้ประชาชนมีฐานะพอๆ กัน (จำนวนคนชั้นกลางประมาณร้อยละ 80 เป็นต้น)

          3) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและประชาสังคมในด้านความโปร่งใสของการบริหารภาครัฐ การใช้อำนาจของฝ่ายการเมือง ฯลฯ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบการปกครองประชาธิปไตย โดยเฉพาะมุ่งเน้นเสรีภาพและมาตรฐานความรับผิดชอบของสื่อสารมวลชน

          คุณชัยณรงค์ตั้งข้อสังเกตว่า การที่ประเทศไทยจะยกระดับคะแนน CPI ของเราให้หลุดจากช่วง 30-38 และขยับขึ้นไปสู่ระดับที่สูงขึ้นได้นั้น เราจะต้องเข้าใจความเป็นนานาชาติและพฤติกรรมของหน่วยงานตรวจสอบระดับนานาชาติ ที่ทางองค์กรความโปร่งใสสากลนำมาใช้ประเมินประเทศไทย และต้องสามารถสื่อสารและเข้าถึงเงื่อนไข ตลอดจนปัจจัย โดยเฉพาะระเบียบวิธีวิจัย รวมทั้งการรวบรวมข้อมูลขององค์กรต่างๆ เหล่านั้นเพื่อเพิ่มระดับการรับรู้ (Perception) เกี่ยวกับประเทศไทยขององค์กรเหล่านั้น

          นอกจากนี้ ยังต้องสร้างบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ภาคประชาสังคม โดยเฉพาะภาคสื่อสารมวลชน ตลอดจนประชาชนทั่วๆ ไป ในการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศไทยอย่างจริงๆ จังๆ จึงจะสามารถผลักดันพฤติกรรมและการรับรู้ของหน่วยงานที่ประเมินประเทศไทยได้

          ถึงแม้ CPI จะเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการลงทุนและเศรษฐกิจของประเทศ และเราควรต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะทำได้เพื่อยกระดับคะแนน CPI แต่ทั้งหมดนี้เราต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด อยู่ที่การลงมือทำเพื่อขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะถึงที่สุดแล้วถ้าคอร์รัปชั่นไม่ลดลงจริง ไม่ว่าจะพยายามเพิ่ม คะแนนแค่ไหน สุดท้ายคะแนนก็ไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญและยั่งยืนอยู่ดี

 

ที่มา : โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

Share this Content

   
© องค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย